เรื่องนี้สะกิดใจ มาจากเรื่องที่ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุม เรื่องการจัดการความรู้ที่จัดโดย World Bank  ร่วมกับ สคส. ในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ที่กรุงเทพฯ  

 

ตอนแรกผมเข้าใจว่าเป็นการประชุมกลุ่มเล็กๆ ที่พอจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้เต็มที่ แต่พอทราบจากคุณธวัช หมัดเต๊ะ  ที่พบกันเมื่อวานนี้ (๑๐ กพ ๕๐) ในงานประชุม UKM9 ที่ขอนแก่น ว่า เป็นการประชุมที่ใช้จังหวะการเดินทางของผู้เชี่ยวชาญของธนาคารโลก ผ่านมาทางเมืองไทยพอดี และเป็นการประชุมเชิงบรรยาย กับคนจำนวนมาก กว่า ๓๐๐ คน ผมก็เลยมาทบทวนใหม่ว่า ควรจะเข้าประชุมดีหรือไม่ ได้ลองโทรไปถามเจ้าหน้าที่ ที่ทำหน้าที่ประสานงาน (Buntarika Sanagarun) ก็ไม่ได้ความชัดเจน ว่า

 

·        ประเทศไทยเราและผม จะได้รับความรู้อะไรบ้าง และ

 

·        ทาง World Bank จะได้รับความรู้อะไรบ้างจากคนไทยหรือจากผม หรือ

 

·        เราจะมีแผนการทำงานร่วมกันในเรื่องอะไรบ้าง ที่พอจะคุ้มค่ากับเวลา และทรัพยากรที่ผมต้องใช้ลงทุนไปในการเข้าร่วมครั้งนี้

 

·        ผมเลยสงสัยจะไม่เข้าร่วมซะมากกว่า ขนาดกรอบงานยังไม่ชัด แล้วเป้าหมายงานจะได้อะไรไหมครับนี่

  เหตุการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่ประสบการณ์แรกของผม เกี่ยวกับ สไตล์การทำงานขององค์กรนานาชาติ หรือองค์กรต่างประเทศ 

ผมเคยรับนักศึกษาปริญญาโทชาวอังกฤษมาเรียนกับผมที่ขอนแก่น ประมาณสัก ๑๕ ปีมาแล้ว ทำอยู่ประมาณ ๓ รุ่น ผมต้องบอกเลิก สาเหตุมาจากแบบสอบถามว่า   

นักศึกษาที่มานั้น ได้มาช่วยประเทศไทยพัฒนาการวิจัยมากน้อยแค่ไหน ผมพยายามตอบดีๆ ว่า คงไม่ได้หรอกเพราะนักศึกษามาเรียนกับผม ยังไม่ถึงขั้นมาพัฒนาผมหรือพัฒนาประเทศไทย เขากลับตอบย้ำมาว่า ถ้าเช่นนั้นก็ผิดวัตถุประสงค์ของการช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนา ผมก็เลยบอกว่า ถ้าผิดก็ยกเลิกไปซะ เพราะที่ผมทำอยู่นี้ผมช่วยเหลือการพัฒนาของประเทศอังกฤษ และระดับนักศึกษาปริญญาโทนั้น จะมาช่วยพัฒนาผมและประเทศไทยนั้น จะฝันมากเกินไป จึงเป็นการติดต่อครั้งสุดท้ายกับองค์กรนั้น  

ในระหว่างที่ผมทำงานอยู่ที่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผมได้ทำงานร่วมกับองค์กรต่างประเทศหลายองค์กร ที่มาในนามของการช่วยเหลือประเทศไทย และประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย   

ผมรู้สึกว่า องค์กรเหล่านี้ ดูเหมือนจะมีทรัพยากรมาก และคนที่มีความรู้มาก

ผมจึงฝันที่คิดจะไปทำงานในองค์กรเหล่านี้ด้วย ๒ เหตุผล คือ

·        จะไปช่วยดูการให้ทุนและสนับสนุนที่เป็นประโยชน์มากกว่าเดิม และ

·        ไปอยู่ใกล้ผู้รู้มากๆ อาจจะทำให้ผมฉลาดขึ้นอีกสักหน่อย  

แต่พอผมลองไปทำเมื่อปี ๒๕๔๕ อยู่ปีหนึ่ง ก็ค่อนข้างผิดหวัง และรีบวิ่งแจ้นกลับมาทำงานกับชุมชนที่ผมรัก สนุกกว่ามาก  

·        เพราะไปพบว่าองค์กรเหล่านี้ก็มีขีดจำกัดในตัวเองค่อนข้างมาก

  ·        ทำงานจริงๆไม่ได้

·        นอกจากนั่งประสานงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์กันเป็นส่วนใหญ่

จนผมเรียกเพื่อนร่วมงานแบบล้อเลียน ว่าเขาเป็น Email Scientist  ที่ยังไม่มีใครเถียงสักคน ทุกคนที่ทำงานจะอยู่ภายใต้แรงกดดันและความคาดหวัง ที่จะ

·        ทำงานใหญ่ๆ ให้เสร็จเร็วๆ

·        จากข้อสมมติที่ว่า เป็น ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งความรู้ และความสามารถ

·        และยังต้องสร้างโครงการใหญ่ๆ หางบประมาณเข้าองค์กรได้มากๆจึงจะอยู่ได้   

ฉะนั้น ทุกคนต้องหาทางทำงานแบบ

·        ใหญ่ๆ  ด่วนได้ ด่วนเสร็จ และ

·        ใช้เวลา น้อย ที่สุด

·        ที่เขาจะต้องลงเวลาทำงานเป็นรายชั่วโมง เพราะเขาจ่ายค่าตอบแทนจากโครงการต่างๆ เป็นรายชั่วโมง   

จึงทำให้ไม่มีโอกาสที่จะทำงานที่เป็นรูปธรรมที่เห็นผลได้จริง ที่จำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควร

แต่ไปเน้น การทำงานเชิงนามธรรม เชิงนโยบาย เชิงแนวคิด เชิงหลักการ เชิงทฤษฎี

ที่สามารถอ้าง อย่างลอยๆ แบบไม่มีใครอยากเสียเวลาเถียง หรือตรวจสอบ เช่นทำให้เกิดนโยบายต่างๆ ที่ส่งผลกระทบคนในพื้นที่ ๓ แสนตารางกิโลเมตร หรือมีครอบครัวได้รับผลประโยชน์ ๕ หมื่นครัวเรือน เป็นต้น ผมก็ลองถามเพื่อนร่วมงานในองค์กรอื่นๆ ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน 

ฉะนั้น การทำงานขององค์กรเหล่านี้ จึงไม่มีโอกาสมุ่งเน้นความสัมฤทธิ์ผลในทางปฏิบัติ แต่ต้องเน้นผลเชิงการประชาสัมพันธ์ และภาพลักษณ์ให้มาก

ไม่งั้นอยู่ยาก และคนที่ทำงานก็ไม่ได้เชี่ยวชาญอะไรมากกว่านักวิชาการทั่วไป แต่อาจมีความสามารถในการเขียนเอกสาร การนำเสนอ และประสบการณ์ต่างประเทศมากหน่อย เท่านั้นเอง

ผมจึงไม่ค่อยคาดหวังกับการทำงานกับองค์กรต่างประเทศมากนัก 

  และที่ผมพบมาทั้งหมด มีแต่จะมา ซื้อเอางานจากเราแบบถูกๆ (จ่ายไม่เกิน ๑๐% ของมูลค่างานที่เขาได้รับงบประมาณมา) ไปอ้างอิงเป็นงานเขาเป็นส่วนใหญ่   ตัวเลขนี้ผมเคยเห็นในช่วงที่ผมไปทำงานในองค์กรนานาชาติ ที่ต้องทำเพราะเขาต้องจ้างคนแพง ค่าใช้จ่ายจากการติดต่อประสานงานแพง

ฉะนั้นโครงการอะไรที่ต่ำกว่า ๑ แสนเหรียญ (สี่ล้านบาท) เขาจะไม่ทำกัน ส่วนใหญ่เขาจะทำโครงการ ๕ แสนเหรียญขึ้นไป ครับ

แต่โครงการใหญ่ๆ ก็อย่าคิดว่าเขาจะจ่ายมากขึ้นนะครับ เขาก็ให้เราเท่าเดิม ด้วยเหตุผลว่า ค่าใช้จ่ายของเราต่ำ เงินน้อยๆก็ทำได้   

ผมเลยไม่ค่อยสนใจที่จะทำงานร่วมกับองค์กรนานาชาติมากนัก ด้วยความที่ผมรู้สึกว่า

  • เขาเอาเปรียบสังคม และนักวิชาการระดับประเทศมากเกินไป
  • และแม้ไม่มีเขาเราก็ไม่เดือดร้อน
  • มีเขาเราก็ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไร และ
  • ความรู้ที่เขามี ส่วนใหญ่เรามีดีกว่า
  • เพียงแต่ขอให้เรามาจัดการความรู้กันให้ชัดๆ
  • คนเหล่านั้นจะไม่มีช่องอ้างสิทธิใดที่จะฉกฉวยความรู้ และผลประโยชน์ไปจากเรา
  

เห็นมีนักวิชาการที่ภูมิปัญญาไม่พอใช้ ต้องทำตัวเป็นผู้ช่วยวิจัย หรือแม้กระทั่งคนงานให้กับต่างชาติ อันนี้ ท่านจะรับผลประโยชน์อย่างไร ก็เชิญตามสบายทางใครทางมัน

   แต่เพียงขอร้อง ระวังอย่าทำให้ประเทศชาติเสียหายเลยนะครับ สงสารคนจนๆบ้างเถอะนะครับ