GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การบริโภคมือถือเกินพอดี

การแข่งขันเรื่องของโปรโมชั่นตั้งแต่ปีที่แล้ว พฤติกรรมการโทรของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปและใช้โทรศัพท์มือถืออยู่ที่ประมาณ 7-8 นาที แต่ขณะนี้ผู้บริโภคบางรายใช้โทรศัพท์กันเป็นชั่วโมงหรือสองชั่วโมง

     

       จากภา วะการแข่งขันในธุรกิจ ของ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเป็นค่ายเอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ หรือแม้แต่ฮัทช์ ที่พร้อมใจกันออกแคมเปญโปรโมชั่นมาบลั๊ฟกันตั้งแต่ช่วงต้นปี 2549 จนถึง ปี 2550 นี้ ชนิด ที่ว่า ไม่มีใครยอมใคร เพราะหากทีมมาร์เก็ตติ้งของค่ายใดค่ายหนึ่งไม่พร้อมกับเกมการตลาดเรื่องราคาครั้งนี้แล้ว ย่อมหมายถึงฐานลูกค้าจำนวนมากที่จะตีจากระบบไปสู่ค่ายคู่แข่งขัน                

     จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น จะเห็นได้ว่าเมื่อมองในเชิงการบริหารตลาดแล้ว ทีมมาร์เก็ตติ้ง ของแต่ละค่าย ต้องทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อรักษาฐานลูกค้าของตัวเองยิ่งช่วงการแข่งขันที่เข้มข้น ที่แต่ละผู้ให้บริการต้องสร้างโปรโมรชั่น โทร.แบบไม่อั้นตลอด 24 ชั่วโมง แต่จ่ายเงินเพียงนิดเดียวนั้น หาก ดูเพียงผิวเผินผู้บริโภคเหมือนจะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันออกโปรโมชั่นที่เปลี่ยนแปลงกันสัปดาห์ต่อสัปดาห์ หรือแม้แต่โปรโมชั่นที่เปลี่ยนกันเป็นรายวัน แต่ในความเป็นจริงแล้วการแข่งขันเรื่องราคากลับยังผลกระทบต่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค และเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์การโทร.มือถือติดยากทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้                 

          วันนี้เราจะเห็นได้ว่า พฤติกรรมการโทร.ของผู้ใช้มือถือไม่ปกติมาก การจะวัดทราฟิกที่เกิดขึ้นในช่วงนี้บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้   " วิเชียร เมฆตระการ รองกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายงานปฏิบัติการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือเอไอเอสกล่าวกล่าวถึงปรากฎการณ์ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นจากผู้บริโภคที่เป็นผลมาจากโปรโมชั่นทำให้รูปแบบการโทรของผู้ใช้มือถือในตลาดเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเห็นได้จาก ที่ผ่านมาพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ของผู้ใช้มือถือจะอยู่ประมาณ 2-3 นาที พอช่วงที่มีการแข่งขันเรื่องของโปรโมชั่นตั้งแต่ปีที่แล้ว พฤติกรรมการโทรของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปและใช้โทรศัพท์มือถืออยู่ที่ประมาณ 7-8 นาที แต่ขณะนี้ผู้บริโภคบางรายใช้โทรศัพท์กันเป็นชั่วโมงหรือสองชั่วโมง  "ตอนนี้ผู้ใช้มือถือที่ทำกิจกรรมอยู่ระหว่างการโทรจะไม่มีการวางสาย แม้ว่าจะไม่พูดคุยกันก็จะวางไว้เฉยๆ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เน็ตเวิร์กไม่ว่าง และเมื่อมีพฤติกรรมเช่นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่จะโทรศัพท์ก็ไม่มีช่องสัญญาณเพียงพอที่จะใช้งานได้"                 

         ฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานลูกค้าทั่วไปเอไอเอส กล่าวว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับการโทร.มือถือติดยากในปัจจุบันนี้ ไม่แตกต่างจากการเกิดเหตุการณ์สึนามิ ที่ทุกคนพยายามที่จะโทรศัพท์มือถือพร้อมๆ กัน ไม่ว่าเน็ตเวิร์กจะดีเพียงไรก็ไม่สามารถที่รองรับกับการโทร.ที่ผิดปกตินี้ได้                

       อย่างไรก็ตามในแง่การทำตลาดของโอเปอเรเตอร์แต่ละราย ฐิติพงศ์ ยอมรับว่ามีส่วนสำคัญต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วยกันทั้งสิ้น เนื่องจาก หากยังคงมีการแข่งขันในรูปแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมนี้ในระยะยาว และส่งผลเสียต่อตัวผู้บริโภคเองด้วย             "การแข่งขันในธุรกิจมือถือมีหลายแกนที่สามารถทำได้ และเรื่องของราคาก็เป็นปัจจัยหนึ่ง แต่อยากให้มีการแข่งขันในทุกแกนมากกว่า ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ตลาดมือถือไทยพัฒนาไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้"                                                                                
        ฐิติพงศ์ กล่าวว่าสถานการณ์การตลาดปัจจุบัน เป็นสิ่งที่มาร์เก็ตติ้งรออะไรไม่ได้เลย แต่เวลาที่จะออกแคมเปญโปรโมชั่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ทางทีมมาร์เก็ตติ้งจะมีการทำงานร่วมกับฝั่งเน็ตเวิร์กเพื่อให้น่าใจว่าเครือข่ายจะสามารถรองรับจำนวนลูกค้าที่จะเข้ามาใช้ได้เป็นอย่างดี
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแม้ว่าเครือข่ายจะมีความพร้อม แต่ลูกค้าที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก มีพฤติกรรมการโทร.ที่ไม่สามารถวัดได้ ประกอบกับผู้ใช้จากระบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่ระบบเดียวกัน ในความเป็นจริงก็ต้องใช้เครือข่ายของค่ายอื่นๆ ด้วยเช่นกัน ทำให้ปริมาณทราฟิกการใช้งานยากที่จะควบคุม และทำให้เกิดปัญหาโทรมือถือติด ยาก                    

     แนวทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาปัญหาการโทร.ติดยาก คือการมีอินเตอร์คอนเน็คชั่นชาร์จ (ไอซี) หรือค่าเชื่อมต่อระบบโครงข่าย ซึ่งยังอยู่ระหว่างรอประกาศกรอบของไอซีอยู่ โดยก่อนหน้านี้ กทช.ได้มอบหมายให้ผู้ประกอบการตกลงอัตราค่าไอซีกันเอง แต่กลับหาข้อสรุปไม่ได้ และมีแนวความคิดที่จะจัดตั้งบริษัทไอซีกลางเพื่อดูแลตรงนี้ หากอินเตอร์คอนเน็คชั่นชาร์จสามารถใช้ได้จริง รูปแบบการทำโปรโมชั่นย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไป และทำให้ผู้ให้บริการพิจารณามากขึ้นในการออกโปรโมชั่นราคามาถล่มใส่กันอีก เนื่องจากการโทรข้ามเครือข่ายจะต้องมีเรื่องค่าเชื่อมต่อระบบ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 1.07 บาท นั่นหมายความว่าต่อไปการโทรข้ามเครือข่ายจะต้องแพงกว่าการโทรในเครือข่ายเดียวกัน

      "ต่อไปใครนำเรื่องของราคามาแข่งขันกันมันก็แย่เต็มทน เพราะไม่เป็นผลดีต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรม" ฐิติพงศ์ กล่าวถึงแนวทางการตลาดที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้และว่าหากผู้ประกอบการรายใดสามารถรักษาสมดุลย์ได้ดีที่สุด จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางด้านการแข่งขันได้ดีกว่าคู่แข่งขัน ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญที่ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งจะต้องไปแสวงหากลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่ๆ มานำเสนอให้กับผู้บริโภค ฐิติพงศ์ กล่าวว่าต่อไปการทำตลาดของแต่ละค่ายน่าจะมีการโพสิชั่นนิ่งของตนเองอย่างชัดเจน และมีเรื่องของเซกเมนต์ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยมีกลไกตลาดเป็นตัวผลักดันการตลาดที่อยู่บนต้นทุนที่ค่ายใดจะดีกว่ากัน และแต่ละค่ายก็ต้องพยายามที่จะให้ลูกค้าเลือกใช้บริการค่ายของตนเพียงค่ายเดียวมากกว่าที่จะผู้บริโภคมีการถือเบอร์โทรศัพท์มือถือของค่ายอื่นๆ ด้วย 

ผู้จัดการรายสัปดาห์

http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9490000068735  

แนวความคิด

      จากการที่วงการอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ได้เริ่มเติบโตจนทำให้เทคโนโลยีของโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นได้เข้าถึงแก่ประชาชนแล้วเรื่องดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นด้านดีในมุมมองของประชาชน ที่ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารนี้เองที่ทำให้สังคมและเศรษฐกิจได้เกิดการเจริญเติบโต

 แต่ในปัจจุบันจากที่ผมได้เห็นจากการทำสงครามราคาดังกล่าวก็อยากจะตัวอย่างที่ผมได้พบในชีวิตประจำวันดังบทความข้างต้น ก็คือญาติที่ใกล้ชิดมีอาการติดโทรศัพท์งอมแงมเป็นจริงดังบทความไม่ว่าดึกดื่นเพียงใดผมก็จะพบว่าเค้าก็โทรนานมากๆ ตั้งแต่ 3 ทุ่มยันตี 2-3 เท่าที่เห็นเป็นพฤติกรรมตั้งแต่เรียนมหาลัย จนถึงวัยทำงาน เป็นอย่างนี้มาตลอดทุกวัน แต่หากว่าสิ่งที่เกินพอดีจากผู้ประกอบการได้ประเคนโปรโมรชั่นกันที่แบบว่าเป็นโปรโมรชั่นละเลงสังคมนั้น

ผมคิดว่าทาง กทช. ควรจะมีนโยบายที่ควบคุมการประกอบการที่มีรูปแบบที่ดีกว่านี้เพราะหากยังปล่อยเลยเถิดไปอาจเกิดการ สร้างพฤติกรรมผู้บริโภคโทรมือถือไม่ปกติมากขึ้นทุกวัน จนกลายเป็นนิสัยแทรกซ้อนกับคนในสังคมได้ และผมยังคิดว่าการกระทำนั้นยังเป็นการ ทำลายอนาคตอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยผู้ลงทุนรายใหม่เมื่อเขาเห็นการทำสงครามราคาโดยผู้ที่กำกับดูแล มิได้ใส่ใจอย่างจริงจังแล้ว ประเทศของเรานั้นอาจถูกมองว่าเป็นที่ๆไม่ค่อยน่าลงทุนเท่าไหร่ เพราะปล่อยให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ๆจนถึงบรรดาบริษัทที่สายป่านทางการเงินยาวกว่าคนอื่นมารังแกรายใหม่ๆ ด้วยการทุ่มราคาในตลาดทำลายกันอย่างโจ๋งครึ้มในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามผมคิดว่า กทช. น่าจะมองถึงปัญหาทั้งทางปัญหาเศรษฐกิจในธุรกิจโทรคมนามคมที่อาจจะเกิดขึ้นจากสงครามราคานี้เองอีกทั้งปัญหาสังคมที่อาจจะเกิดขึ้นมาบ้างเพราะเรายังเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา หากปล่อยให้นิสัยบริโภคสื่อเกินพอดีแล้ว ผมก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าหากในอนาคตอันใกล้นี้ เยาวชนรวมทั้งประชาชนผู้บริโภคสื่อจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไปในอนาคตหากถูกสื่อครอบพฤติกรรมการบริโภคเกินพอดี อาจทำให้เกิดปัญหาอะไรอีกมากมายตามมาอีกเป็นได้ ทั้งนี้ผมคิดว่า กทช.ควรออกกฎเกณฑ์-ข้อบังคับเพื่อมาป้องปรามการทุ่มตลาดจากสงครามราคาให้โดยเร็ว เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาของพฤติกรรมเกินพอดีที่อาจเกิดขึ้นในสังคมไทย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 77235
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 2
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (2)

แล้วคุณคิดว่า กทช.ควรจะออกกฎเกณฑ์ในลักษณะใด เพื่อมาป้องปรามการทุ่มตลาดจากสงครามราคา

อย่างแรกที่จะต้องคิดคือ

1 ใคร - ควบคุมใคร

operator? ไม่ให้ทุ่มตลาดจากสงครามราคา

ผู้บริโภค? - ไม่ให้ใช้โทรศัพท์มากจนเกินพอดี

 

2. ควบคุมอย่างไร -

3. หากไม่มีการควบคุมแล้ว จะแก้ปัญหา Network Busy โดยวิธีอื่นได้หรือไม่

ผมว่าทางผู้กำกับดูแล ควรจะศึกษาเวลามาตรฐานในการใช้โทรศัพท์ของผู้ใช้บริการในแต่ละวัย เพื่อเป็นแนวทางควบคุมการจัดโปรโมรชั่นต่างๆ ของผู้ให้บริการที่มีรูปแบบการจัดที่เหมาะสม มิใช่การทุ่มทำสงครามราคา อันเป็นการทำลายอุตสาหกรรมและกีดกันผู้เล่นรายใหม่ ผมอาจจะแนะนำเวปนี้ ที่เขามีการวิจัยพฤติกรรมรวมทั้งการนำกรอบทฤษฎีต่างๆมาใช้ ลองอ่านดูกันนะครับ ผมว่าจะดีมากๆ ครับ

http://www.telenor.no/fou/program/nomadiske/articles/rich/(2001)Report.pdf  ทำการวิจัยโดยคุณ ริชลิงค์ ครับ