ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเราตั้งใจจะเอาประวัติศาสตร์เป็นบทเรียน เรากำลังปรับปรุง สภาวะ ใหม่ ของสถานภาพจากอาจารย์ จากนักเรียน กลายเป็นทั้งหมดเป็นนักเรียน

ก่อนกลับจากเรียน Ph.D. ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ supervisor ผมหลายทีนอกวิชาเรียน ซึ่งถือว่าเป็น valuable time เป็นการ share มุมมองความคิดเห็นจริงๆ ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือไม่ แต่การที่ต้องสนทนาเป็นภาษาอังกฤษตลอดนั้น ผมรู้สึกการลดช่องว่าง ลดศักดิ์ศรี ย่นความต่างของ "กรอบ" ต่างๆลงอย่างมากมาย (อาจจะเป็นเพราะนึกศัพท์ก็ทุลักทุลีพออยู่แล้ว กฏกติกามารยาทก็เลยหดหาย ละเลย) มีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งผมจำได้ และมานึกย้อนตอนนี้ เข้าใจว่าเราได้ miss อะไรที่น่าสนใจไปคือ supervisor ผมบอกว่า

"Since you are going to be supervisor of many students, you will learn soon enough that teacher always learn more from students than they ever do from teacher"

ตอนนั้นผมก็คิดว่าแกคงจะชมหรืออะไรสักอย่างทำนองนั้น แต่ตอนนี้ หลังจากได้กลับมาทำหน้าที่ครูอยู่ 4 ปีกว่าๆ ผมคิดว่าแกกำลังพูดอะไรบางอย่างที่จริงมากๆ

การเรียนรู้เป็นอะไรที่เป็น super, very, active process และเมื่อเทียบระหว่าง "ใจ" ของคนที่กำลังเรียบเรียง สอน สะท้อน ปรับปรุงนั้น สภาวะจิตที่กำลังเรียนรู้จะเกิดขึ้นกับครูเป็นส่วนใหญ่!! ผมพูดเช่นนี้หลังจากที่ผมได้ลองทำ palliative care ให้กับผป.อยู่พักหนึ่งที่ ม.อ. นี่ ผมบอกใครต่อใครเสมอตอนนี้ว่า การทำ palliative care นั้น คนที่จะ "ได้" เป็นคนแรกก็คือคนทำนั่นเอง

การเรียนรู้เป็นเสมือนการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งอิ่มตัว ยิ่งศึกษาเพื่อสอนคนอื่น เรายิ่งต้องทำจิตให้ไร้เดียงสา สลัดความแกร่งกล้าเชี่ยวชาญออก นึกถึงกระบวนการเรียนรู้บริสุทธิ์ของเด็กๆที่ยังไม่เรียนรู้ กระบวนการสลัดเปลือกกระพี้นี้เหมือนหนอนที่เรียนมากๆจนเป็นดักแด้ ต้องสลัดเปลือกที่หนาแน่นที่ออกทิ้งจึงจะกลายเป็นผีเสื้อโบยบินต่อไป หากเราติดกับดักนึกว่าใยดักแด้คือความรู้ที่แท้ ไม่สงสัย ไม่ดิ้นรนออกนอกกรอบ เราก็จะไม่มีวันเป็นผีเสื้อ แต่จะเป็นดักแด้ที่อ้วนขึ้นเรื่อยๆ อยู่ในใยไหมที่หนาขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่เรา "สอน" นักเรียนนั้น ผมคิดว่าเราน่าจะคิดว่าเรา (คืออาจารย์) กำลังเรียนรู้ กำลัง recite บทเรียนให้น่าสนใ หาสิ่งใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น ถ้าเราทำอะไรทุกอย่างเป็น routine เรื่องนั้นๆต่อให้น่าสนใจแค่ไหน ก็จะขาดรสชาติไปทันที กฤษณมูรติกล่าวว่าแม้แต่การมองดอกไม้กอเดิมหน้าห้อง คนละเวลา คนละบริบท เราจะสามารถเสพสิ่งใหม่ๆได้ตลอดเวลา

ระหว่างครู นักเรียน ความเหมือน ความต่าง

ครูคือนักเรียนที่เรียนได้มากกว่า เร็วกว่า และสนุกกว่านั่นเอง

บ่อยครั้งที่นักเรียนเป็นครูที่ประเสริฐต่อครูอาจารย์ซะด้วยซ้ำไป บางทีเราอาจจะต้องขอบคุณนักเรียนเพราะเรา "ได้" มากกว่าที่เขาได้ "จากเรา" เยอะมาก