กุญแจดอกสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้ในระดับบุคคลมีประสิทธิภาพ คือการให้ความสำคัญต่อวิธีการเรียนรู้ประกอบกับการมีทักษะที่จะใช้วิธีการนั้นได้อย่างเหมาะสม  ในความเป็นจริงที่มีความแตกต่างระหว่างบุคคลผสมผสานกับความแตกต่างของการดำรงอยู่ส่งผลให้คนมีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน  เรามักเรียกสิ่งนี้ว่า   วิถีการเรียนรู้                                

                             ผู้รู้หลายท่านได้กล่าวถึงวิถีการเรียนรู้ไว้อย่างมากมาย  สรุปได้ว่า วิถีการเรียนรู้ของแต่ละคน จะมีลักษณะเน้นไปในด้านรูปธรรมมากกว่าด้านนามธรรม  การให้บทสรุปเช่นนี้หลายท่านอาจถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่บังเอิญว่าตัวผมเองเป็นครูที่ทำหน้าที่บริหารการศึกษาในระดับโรงเรียน การได้ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับวิถีการเรียนรู้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา 
                             

                            กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้แนวทางการจัดการศึกษาในระดับสถานศึกษา  ไว้อย่างชัดเจนในความนำของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  
. .   2544   ซึ่งกล่าวโดยสรุป ได้ว่า
                         

                          
“…   สถานศึกษาจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการฝึกทักษะกระบวนการคิด   การจัดการ    การเผชิญสถานการณ์   จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง   สามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้   และต้องให้ความสำคัญต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล รวมทั้งให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา   ทุกสถานที่…” 
                            

                           การหยิบยกเรื่องนี้มาแลกเปลี่ยนกับทุกท่านด้วยเหตุว่าในวิถีการเรียนรู้ของตัวท่านเอง  รวมถึงวิถีการเรียนรู้ของลูกหลานที่ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูในระบบโรงเรียน  ที่หลายภาคส่วนกำลังวิงเวียนปวดศีรษะคละเคล้ากับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการศึกษาไม่มีคุณภาพ  สาเหตุหลักของเรื่องนี้น่าจะอยู่ที่การจัดกระบวนการเรียนรู้ของครูไทย (บางส่วน) ผิดแผกแหวกแนวไปจากความจริง  ความจริงที่บอกว่าวิถีการเรียนรู้ของคนเน้นหนักไปด้านรูปธรรมมากกว่านามธรรม  รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการได้ให้แนวทางไว้ชัดเจนว่าการศึกษาต้องนำพาให้เด็กๆเผชิญสถานการณ์ได้   
                           

                          แสดงว่าการศึกษาที่ถูกต้องควรมีกระบวนการที่เน้นด้านรูปธรรม  แต่ในปัจจุบันการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครู(บางส่วน)กลับเป็นนามธรรม  จัดแบบลมๆแล้งๆ  ตอนนี้ผมมีความชัดแจ้งแล้วว่าทำไม ครูบาสุทธินันท์    ปรัชญพฤทธิ์   จึงใช้คำว่า  ความรู้แบบเหี่ยวๆ    และ  ท่าน  ดร
. แสวง    รวยสูงเนิน   จึงใช้คำว่า ความรู้ที่เป็นพิษ                             

                         และด้วยความรู้ความสามารถอันน้อยนิด  ขอเป็นพลังส่วนหนึ่งในกระบวนการล้างพิษในความรู้   ให้เป็นความรู้ที่ปลอดสารพิษและเป็นความรู้ที่มีความสดใสได้ชีวิตชีวา