ยอมรับว่า

ในบางคราว  เขียนไม่ออก หรือเขียนแต่ไม่จบ

ถ้าเป็นกระดาษร่างก็คงเขียนแล้วขยำๆๆและทิ้งลงตระกร้า

เผลอๆเก็บมาอ่าน    อ่านแล้วกลับขยำทิ้ง เป็นอย่างนี้มาตลอด

เริ่มเขียนได้เป็นเรื่องเป็นราว ต่อเมื่อเขียนบทความลงวารสาร

และได้รับการพิจารณาจัดพิมพ์  แถมมีค่าตอบแทน(แม้ไม่มากแต่ก็ตื่นเต้น)  ตั้งแต่นั้นมา รู้สึกอยากจะเขียน และเขียนบ่อยขึ้น แต่ก็นั้นแหละหากใจไม่อยากเขียน  เขียนไปก็ไม่จบ

เห็นนักศึกษาหลายคนตอบข้อสอบแบบเขียนตอบ บางคนส่งกระดาษเปล่า เขียนเพียงว่า ขอโทษครับอาจารย์ ต่อไปผมจะตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้  เขาเขียนอะไรไม่ออก  บางทีไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความรู้   มันอาจจะหมายถึงเขาไม่อยากเขียน เหมือนบางอารมณ์ที่เราเป็น

การเขียน จึงเป็นทักษะที่ยากยิ่งทักษะหนึ่งของภาษา  และมักจะวัดผลสัมฤทธิ์ของความรู้ความเข้าใจด้วยการเขียนเช่น เขียนตอบ เขียนอธิบาย เขียนบรรยาย  เราคิดถึงสิ่งที่เราเขียน ถ้าได้เขียนในสิ่งที่เรารู้ เขียนในสิ่งที่เราประทับใจ เขียนในสิ่งที่เราอยากจะเขียนหรือมีความในใจอยากจะถ่ายทอด เราเขียนได้ดี 

นั่นเพราะเริ่มที่ใจอยากจะเขียน   ใช่หรือไม่

ทำไมไม่ใช้หลักนี้กับเด็กของเรา  ให้เขาเขียนในสิ่งที่เขาอยากเขียน ให้เขาเขียนในสิ่งที่เขารู้ สิ่งที่เขารู้สึก จะได้ผลกว่าที่ครูไปกำหนดให้เขา ซึ่งไม่ใช่ใจเขาอยากจะเขียน  ทำให้คิดถึงการเขียนเรียงความในสมัยเด็ก  เราถูกบังคับให้เขียนในสิ่งที่เรารู้ไม่จริง รู้ไม่ลึก และไม่ชอบเช่นเรียงความเรื่อง  วันเข้าพรรษา เรียงความเรื่องพระปิยมหาราช หรือเรื่องยาเสพติด ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่ค่อนข้างไกลตัว และไม่มีข้อมูลที่เป็นความจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆมากพอ 

วันนี้ อยากแลกเปลี่ยนกับเพื่อนครูลองสอนให้เขียนในสิ่งที่เด็กรู้ ให้เขียนในสิ่งที่เขาอยากเล่า อยากบอกความในใจ เขาจะเขียนได้มาก และอยากเขียนมากกว่าเรื่องที่ครูกำหนด  เพราะดิฉันค้นพบด้วยตัวเองว่า  สอนเขียนอย่างไร ไม่ได้ผลเท่าที่ใจอยากเขียน  เป็นเรื่องสำคัญ