หลายปีที่ผ่านมา ผมปวดใจกับหนังสือแปลหลายเล่ม

ปวดใจเพราะแปลมาไม่ดี แปลแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง

ขอพูดในมุมมองของผู้ใช้ ไม่ใช่ผู้แปล

แปลแบบถอดคำต่อคำ เท่าที่ผมเคยเห็น จะทำได้ ถ้าคนเขียนตันฉบับ เขาใช้ภาษาง่าย กระชับ ตรงไปตรงมา แบบนี้สื่อกันรู้เรื่อง ฝีมือแปลไม่เอาไหนก็ไม่ป็นไร

มีนักแปลบางท่าน แปลแบบถอดทีละคำ แต่ก็ยังอ่านง่าย และน่าอ่าน เพราะแปลประณีต และต้นฉบับก็คงใช้ภาษาตรงไปตรงมาอยู่แล้ว 

คนผมชื่นชมว่าแปลดี ได้แก่คุณ "บรรยงก์"  ซึ่งแปลเรื่องสถาบันสถาปนา และเรื่องเมาคลี ซึ่งแปลแบบถอดความ ไม่มีเค้าภาษาดั้งเดิม แปลแล้วดูเนียนมาก ผมยกให้เป็นนักแปลถอดความในดวงใจ คุณ "สดใส" นักแปลเจ้าประจำของเฮอร์มัน เฮสเส หรือท่านอื่น ๆ อีกมากมายในสมัยก่อน ก็เป็นเช่นกัน ยุคหลัง ๆ อย่างเช่น คุณ นรา สุภัคโรจน์ ก็แปลดี

(ส่วนกรณีของ "เสถียรโกเศศ-นาคะประทีป" หรือผู้แปลวรรณกรรมชิ้นเอกอีกหลายชิ้น ผมถือว่าเป็นการ "รังสรรค์" ครับ ไม่ได้ถือว่าเป็นการแปล)

แต่ถ้าเจอเรื่องที่ลุ่มลึก มีบริบทแวดล้อมซับซ้อนต่างจากบ้านเรา คนแปลต้องมือถึง คือต้องรู้จักภาษาตนเองดีพอ ๆ ภาษาคนอื่น และตีบริบทความหมายได้แตก

แต่ที่ผมเจอในช่วงหลัง แปลแบบถอดคำ แต่ต้นฉบับใช้ภาษาที่ซับซ้อน ผูกติดกับบริบททางสังคมวัฒนธรรมของเขาเอง ซึ่งทำให้อ่านแล้วปวดตา ปวดหัว และปวดใจ ปวดถึงพร้อมแบบบูรณาการ

ปวดตาเพราะตัวเองสายตายาว อ่านหนังสือเป็นทุกขเวทนาอยู่แล้ว

ปวดหัวเพราะต้องแปลภาษาไทยที่ใช้แบบ"ร้าย ๆ" กลับไปเป็นภาษาดั้งเดิม แล้วค่อยแปลกลับมาเป็นภาษาไทยอีกที เหนื่อยกว่าอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษเองเสียอีก

ปวดใจเพราะผะอืดผะอม จะทิ้งก็เสียดายเงิน จะเก็บก็เสียดายที่ จะอ่านต่อก็เสียดายเวลา จะไม่อ่านต่อก็คับข้องใจ

หนังสือหนัก แปลแบบมือไม่ถึง เป็นการทำร้ายสังคม

ผมมองว่า ยุคนี้ แปลแบบถอดความ น่าจะเป็นการแปลที่ดีกว่าแปลถอดคำครับ อย่างน้อยก็ทำให้คนอื่นเขารู้เรื่องด้วย

แปลทั้งที ไม่ใช่แปลเอามันส์ของคนแปลอย่างเดียว ต้องให้คนอ่านรู้สึกมันส์ไปด้วยครับ นั่นแหละครับ ถึงจะเป็นสุดยอดของความสะใจ