ผมสังเกตจากการได้ใกล้ชิดกับนักศึกษาปริญญาเอก    ทั้งประเภทที่สมองดีมาก เช่น นศ. คปก.     และนักศึกษาที่มาเรียนได้เพราะความอดทน มานะพยายาม แต่พื้นความรู้และสมองไม่ดี     ว่ามหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาประเภทหลังไม่ตระหนักเลยว่าตนจะต้องจัดระบบเคี่ยวกรำนักศึกษาเหล่านี้อย่างไร     ดูคล้ายๆ มหาวิทยาลัยมุ่งแต่จะเอาเงินและเอาผลงานว่าตนมีนักศึกษาปริญญาเอกจำนวนเท่านั้นเท่านี้คน     โดยไม่ได้รับผิดชอบจัดระบบและกระบวนการทางปัญญาให้นักศึกษาได้ซึมซับ และซ้อมสมองตนเอง   

         สกอ. รู้ไหม   สมศ. รู้ไหม ว่ามีจุดอ่อนเป็นหลุมดำใหญ่อยู่ในการจัดการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต

        ประสบการณ์สอนผมว่า     มหาวิทยาลัยต้องมีระบบที่แตกต่างกัน สำหรับช่วยเหลือนักศึกษา ๒  แบบนี้      โดยขั้นแรกต้องยอมรับเสียก่อนว่า นศ. ๒ แบบนี้มีจริง และแตกต่างกัน     มีจุดแข็งจุดอ่อนแตกต่างกัน   

        ประสบการณ์สอนผมว่า นศ. ประเภทหลังไม่มีทักษะในการตั้งคำถาม     คุ้นเคยอยู่แต่กับการเรียนแบบดูดซับเนื้อหาจาก "ผู้รู้"  ดังนั้นจุดใหญ่ในการช่วยเหลือ นศ. ปริญญาเอกประเภทหลัง คือการฝึกนิสัยขี้สงสัย นิสัยไม่เชื่อง่ายๆ นิสัยเถียง หรือตั้งคำถามต่อความรู้ที่มีอยู่แล้ว    

        ผมมีความเชื่อว่าการเรียนเพื่อปริญญาเอก คือการฝึกเป็นนักเถียง นักไม่เชื่อ     เมื่อไม่เชื่อก็ต้องหาหลักฐานใหม่มาอธิบาย     ฝึกไปจนถึงระดับหนึ่งก็จะมีทักษะในการสร้างความรู้ใหม่    หรือการวิจัยนั่นเอง   

        ผมมีความเชื่อว่า ผู้จบปริญญาโท ไม่ใช่ผู้มีเนื้อหาความรู้มากกว่าผู้จบปริญญาตรี      และผู้จบปริญญาเอก ไม่ใช่ผู้มีเนื้อความรู้ หรือ content มากกว่าผู้จบปริญญาโท     ความแตกต่างหลักไม่ได้อยู่ที่เนื้อความรู้      แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างความรู้ใหม่   คนที่เชื่อง่าย ยอมรับความรู้ง่ายๆ จะไม่เหมาะต่อการเป็นนักสร้างความรู้ใหม่     บัณฑิตศึกษาต้องอยู่กับบรยากาศของการถกเถียง  การไม่เชื่อเป็นพื้นฐานแรกของการถกเถียง ทั้งกับตนเอง และกับเพื่อนนักศึกษา และอาจารย์   

        ผมสงสัยว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งกำลังทำบาปอยู่หรือเปล่า     ที่จัดหลักสูตรปริญญาเอกขึ้นมาแล้วไม่ได้เอาใจใส่ นศ. อย่างจริงจัง      ไม่มีแนวความคิดหรือหลักการ (concept) ในการจัดการศึกษาที่ถูกต้องแก่นักศึกษาปริญญาเอกประเภทมาเรียนด้วยทุนความขยันและพื้นความรู้เชิงประสบการณ์     แต่หย่อนด้านพื้นความรู้เชิงทฤษฎีและสมอง

วิจารณ์ พานิช
๑๑ มค. ๕๐