ติดต่อ

ชีวิตที่พอเพียง : 210. เรียนรู้จากนักศึกษาปริญญาเอก

        ผมสังเกตจากการได้ใกล้ชิดกับนักศึกษาปริญญาเอก    ทั้งประเภทที่สมองดีมาก เช่น นศ. คปก.     และนักศึกษาที่มาเรียนได้เพราะความอดทน มานะพยายาม แต่พื้นความรู้และสมองไม่ดี     ว่ามหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาประเภทหลังไม่ตระหนักเลยว่าตนจะต้องจัดระบบเคี่ยวกรำนักศึกษาเหล่านี้อย่างไร     ดูคล้ายๆ มหาวิทยาลัยมุ่งแต่จะเอาเงินและเอาผลงานว่าตนมีนักศึกษาปริญญาเอกจำนวนเท่านั้นเท่านี้คน     โดยไม่ได้รับผิดชอบจัดระบบและกระบวนการทางปัญญาให้นักศึกษาได้ซึมซับ และซ้อมสมองตนเอง   

         สกอ. รู้ไหม   สมศ. รู้ไหม ว่ามีจุดอ่อนเป็นหลุมดำใหญ่อยู่ในการจัดการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิต

        ประสบการณ์สอนผมว่า     มหาวิทยาลัยต้องมีระบบที่แตกต่างกัน สำหรับช่วยเหลือนักศึกษา ๒  แบบนี้      โดยขั้นแรกต้องยอมรับเสียก่อนว่า นศ. ๒ แบบนี้มีจริง และแตกต่างกัน     มีจุดแข็งจุดอ่อนแตกต่างกัน   

        ประสบการณ์สอนผมว่า นศ. ประเภทหลังไม่มีทักษะในการตั้งคำถาม     คุ้นเคยอยู่แต่กับการเรียนแบบดูดซับเนื้อหาจาก "ผู้รู้"  ดังนั้นจุดใหญ่ในการช่วยเหลือ นศ. ปริญญาเอกประเภทหลัง คือการฝึกนิสัยขี้สงสัย นิสัยไม่เชื่อง่ายๆ นิสัยเถียง หรือตั้งคำถามต่อความรู้ที่มีอยู่แล้ว    

        ผมมีความเชื่อว่าการเรียนเพื่อปริญญาเอก คือการฝึกเป็นนักเถียง นักไม่เชื่อ     เมื่อไม่เชื่อก็ต้องหาหลักฐานใหม่มาอธิบาย     ฝึกไปจนถึงระดับหนึ่งก็จะมีทักษะในการสร้างความรู้ใหม่    หรือการวิจัยนั่นเอง   

        ผมมีความเชื่อว่า ผู้จบปริญญาโท ไม่ใช่ผู้มีเนื้อหาความรู้มากกว่าผู้จบปริญญาตรี      และผู้จบปริญญาเอก ไม่ใช่ผู้มีเนื้อความรู้ หรือ content มากกว่าผู้จบปริญญาโท     ความแตกต่างหลักไม่ได้อยู่ที่เนื้อความรู้      แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างความรู้ใหม่   คนที่เชื่อง่าย ยอมรับความรู้ง่ายๆ จะไม่เหมาะต่อการเป็นนักสร้างความรู้ใหม่     บัณฑิตศึกษาต้องอยู่กับบรยากาศของการถกเถียง  การไม่เชื่อเป็นพื้นฐานแรกของการถกเถียง ทั้งกับตนเอง และกับเพื่อนนักศึกษา และอาจารย์   

        ผมสงสัยว่ามหาวิทยาลัยบางแห่งกำลังทำบาปอยู่หรือเปล่า     ที่จัดหลักสูตรปริญญาเอกขึ้นมาแล้วไม่ได้เอาใจใส่ นศ. อย่างจริงจัง      ไม่มีแนวความคิดหรือหลักการ (concept) ในการจัดการศึกษาที่ถูกต้องแก่นักศึกษาปริญญาเอกประเภทมาเรียนด้วยทุนความขยันและพื้นความรู้เชิงประสบการณ์     แต่หย่อนด้านพื้นความรู้เชิงทฤษฎีและสมอง

วิจารณ์ พานิช
๑๑ มค. ๕๐

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 75884, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 12, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (keywords) #เรื่องเล่า#การเรียนรู้จากการปฏิบัติ#คุณธรรมจริยธรรม#นักศึกษาปริญญาเอก

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (12)

ขอบคุณมากครับ

ชาลิสา
IP: xxx.28.21.4
เขียนเมื่อ 
เป็นอย่างที่อาจารย์ว่าจริงๆ ค่ะ  หนูเคยคิดอยากเรียนต่อปริญญาเอก  แต่รู้ตัวว่ามีแต่ต้นทุนความขยัน  แต่หย่อนพื้นความรู้เชิงทฤษฎี  และไม่ใช่นักช่างสงสัย  ก็เลยตัดสินใจไม่เรียนดีกว่า  แต่ในอนาคตถ้ามีการพัฒนาตัวเองมากขึ้น  ก็อาจจะเรียนค่ะ
NongNew
เขียนเมื่อ 

หนูขออนุญาตแสดงความคิดเห็นดังนี้นะคะ 

อาจารย์คะ การรับนักศึกษาปริญญาเอกเข้ามาเรียนนั้น   หนูยอมรับว่าแต่ละมหาวิทยาลัยฯ มีวิธีการรับนักศึกษาเข้ามาเรียนแตกต่างกัน 

 

 แต่ถ้าในมุมของหนู ๆ กลับมองว่า  มันคือหน้าที่ของนักศึกษาที่จะต้องค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง   และนักศึกษาปริญญาเอกเหล่านั้น  ก็น่าที่จะต้องรู้หรือเตรียมตัวว่า  เค้าจะต้องทำอะไรบ้าง  ???  ในการเข้ามาเรียนปริญญาเอก

 

หนูเองไม่ใช่นักศึกษาปริญญาเอกที่มีความรู้  มีทักษะ...ฯลฯ  หนูมีเพียงแค่ความขยัน  และความพยายามเท่านั้น  พูดง่าย ๆ ก็คือ  "ขยันแต่โง่"   ถ้าเป็นแบบนี้หนูคงจะไม่มีสิทธิ์เรียนปริญญาเอกเลยใช่ไหมคะ     และหนูคงจะเป็นนักศึกษาในแบบที่ 2 ในความหมายของอาจารย์ 

 

เคยมีอาจารย์ท่านนึง.....สอนหนูว่า..บางอย่างถึงแม้มันจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  แต่ไม่ควรพูด  เพราะเมื่อพูดจะทำให้คนอื่นเกลียดเรา  ...   วันนี้เค้าทำเราไม่ได้  แต่วันหน้า  เค้าสามารถทำให้งานของเราไม่ผ่านและมีผลทำให้เราเรียนไม่จบ..???  5555  นี่แหละคือ...ประเทศไทย  ....

 

กราบเรียนด้วยความเคารพ  ถ้าข้อความนี้ทำให้อาจารย์รู้สึกไม่ดี  หนูต้องกราบขอโทษด้วยนะคะ 

หนูเพียงแค่มองว่า...ถ้าหากเรามัวแต่รอมหาวิทยาลัยฯ จัดระบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับผู้เรียนแล้วหละก็..??....สงสัยชาตินี้หนูคงไม่ได้เรียนปริญญาเอก แน่นอนคะ...

ทั้งนี้....หนูจะใช้เพียงแค่ความขยัน  และความพยายาม ในการเรียนปริญญาเอก  และจบออกมาด้วยความสง่างาม  ตรงตามเงื่อนไขของสกว. แน่นอนคะ.....กราบเรียนด้วยความเคารพคะ  

kead
เขียนเมื่อ 
ขออนุญาตอาจารย์ด้วยคน.....ดิฉันเคยตั้งใจจะสอบเรียน ป.เอกที่สาขาไม่ตรงกับงานที่ทำ....ที่ ม.แห่งหนึ่ง....แต่พอฟังข่าวเล่าลือแล้วถอยดีกว่า....ซึ่งข่าวนั้นตรงกับประเด็นของอาจารย์จริงๆ...กลัวค่ะ...กลัวทั้งตัวเองและกลัวอาจารย์+สถาบันด้วย
beerthai
IP: xxx.28.27.3
เขียนเมื่อ 

เรียนอาจารย์ที่เคารพ

ขอแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเรื่องแนวความคิดการแบ่งนักศึกษาปริญญาเอกแบบ 2 ลักษณะของอาจารย์นะคะ

การแบ่งจำพวกนักศึกษาของอาจารย์นั้นมีพวกสมองดี กับพวกขยันดีอย่าเรียกว่าสมองไม่แต่เรียกว่าไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากกว่า

ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขได้จากการฝึกคิด และฝึกทำให้มากขึ้น

 ด้วยความเคารพค่ะ

pitchaon
IP: xxx.28.9.78
เขียนเมื่อ 

เรียน อาจารย์ที่เคารพ

หนูขออกความคิดเห็นในบทความที่อาจารย์เสนอมานะค่ะ

หนูคิดว่าการประสบความสำเร็จในการทำงานหรือการสร้างงานนั้นมีหลายช่องทางในการเดินไป ทางที่หนึ่งคือการเดินด้วยความมานะและพยายามปรับความสามารถจนทำได้ทุกอย่าง และมีอีกทางที่คนมักเลือกคือ การสำเร็จด้วยการบริหารจัดการโดยการประสานงานจากฝ่ายต่างๆหรือคนต่างๆที่เก่งในแต่ละทาง ซึ่งการเรียนปริญญาเอกก็เป็นการทำงานเพื่อประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน

แล้วคำว่า สมองดี ควรนิยามอย่างไร ควรจะนิยามว่าคนที่เก่งทั้งหมดด้วยตนเอง หรือเก่งเพราะบริหารจัดการเก่ง

ถึงแม้หนูจะเป็นนักศึกษาปริญญาเอก คปก ที่ถูกฝึกให้เป็นแบบแรกที่อาจารย์ต้องการ แต่หนูก็ยังคิดว่าคนที่เรียนจบปริญญาเอกด้วยวิธีที่สองก็เก่งเหมือนกันค่ะ ทั้งๆที่เค้าไม่ได้คิดหรือสร้างสรรค์งานด้วยตนเอง แต่เค้าก็สามารถจัดการจนออกมาได้ค่ะ

ขอบคุณที่รับฟังความคิดเห็นค่ะ

ปรอง
IP: xxx.1.50.194
เขียนเมื่อ 

บ่อยครั้งที่เราเอาผลเป็นที่ตั้ง แต่ละเลยกระบวนการ

หลายๆครั้งเราลืมว่าเราอยากเรียนปริญญาเอกเพื่ออะไร

ผมมีเพื่อนมากมายที่เลิกเรียนปริญญาเอก หรือหยุดการศึกษาปริญญาเอกตรงที่เรียกว่า Ph.D. candidate ไม่ใช่ว่าเค้าไม่มีความสามารถ แต่เค้าเข้าใจจุดประสงค์ของการเรียนตามที่ตั้งใจไว้ วันหนึ่งเมื่อเขาเห็นว่าเค้าไม่อยากวิจัย แต่อยากออกมา ประยุกต์ในแวดวงอุตสาหกรรมแล้ว เขาก็เลิก ซึ่งไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความสามารถ

จบปริญญาเอกเป็นแค่กระบวนการครับ ถึงแม้จะดูดีมากก็ตาม แต่เป็นแค่จุดเริ่มต้น อย่าคิดว่าเป็นจุดสูงสุด ยังมีอะไรอีกมากที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

ปรอง

คิดเห็นด้วยคน
IP: xxx.108.106.86
เขียนเมื่อ 

บันทึกนี้ท้าทายนัก...

ผมว่า สกอ. และ สมศ. รู้แล้วนะครับ เพราะเขามีการปรับระเบียบทุนแล้ว คุณสมบัติของผู้สมัครเอา GPA ค่อนข้างสูง(3.5 ขึ้นไป) นั่นหมายความว่า เขาต้องการนักศึกษาประเภทที่ 1(จากบันทึก) เลยทำให้พวกประเภทที่ 2 หมดโอกาส แต่ผมเห็นว่าทุนความขยันและพื้นความรู้เชิงประสบการณ์ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งของคนที่จะเป็นดอกเตอร์ ส่วนด้านพื้นความรู้เชิงทฤษฎีและสมองน่าจะเป็นรองนะครับเพราะอาจจะมีปัญหาเมื่อออกมาทำงานร่วมกับผู้อื่น เพราะเท่าที่เห็นมีด็อกเตอร์จำนวนมากทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้เพราะตึงกับทฤษฎีมากเกินไป

เจริญพรคุณโยมอาจารย์

เห็นด้วยกัยข้อวิพากษ์ของอาจารย์ครับ...

ความเห็นส่วนตัว... แนวคิดปรัชญาอินเดียบอกว่า

จงเป็นอยู่เพื่อเรียนรู้ มิใช่เรียนรู้เพื่อเป็นอยู่

แต่ อาตมาคิดว่า เมืองไทย กลับกัน กล่าวคือ

เรียนรู้เพื่อเป็นอยู่ จะเป็นอยู่เพื่อเรียนรู้ไปทำไม

อาตมาพบว่า ลูกศิษยโดยมาก คิดตามนี้ ...ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องทางการศึกษาโดยมาก ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงมาจนถึงครูบาอาจารย์ตัวเล็กๆ คิดเรื่องสถานภาพทางสังคม (หลายๆ ด้าน) มากกว่าเรื่องอื่นๆ

เจริญพร

 

คนเคยเรียนและเลิกเรียนปอเอก
IP: xxx.28.48.211
เขียนเมื่อ 
เห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะ...........ทำไมจะต้องมีค่านิยมที่ด้วยกับการเป็นอาจารย์จะต้องจบปริญญาเอก เราไปตีค่า ไปประเมินคนจากระดับปริญญา มันก็เลยมีปรากฏการณ์แบบนี้........ยอมรับว่า ส่วนหนึ่งของนักศึกษาที่กำลังจะเข้าไปเรียน หรือกำลังเรียนอยู่....ก็มีความคิดแบบนี้ว่า เรียนอะไรก็เรียนไปเถอะ พอให้จบ ๆ มา มีคำว่า ดร. นำหน้าก็พอ....ถ้ายังไม่มีกระบวนการอะไรมาจัดการให้เข้าที่เข้าทางได้...อนาคตการศึกษาไทย น่าเป็นห่วงจริงๆ มี ดร. มากมาย แต่ไร้สมอง
mk
IP: xxx.29.37.56
เขียนเมื่อ 
           คนไทย...พวกใหญ่พวกโตไม่เคยก้มหน้ามองตนเองว่าผิดหรือไม่ ขอให้โทษทบวงมหาวิทยาลัย (สมัยนั้น) กระทรวงศึกษาสมัยนี้ ระบบการศึกษาที่ผ่านมา ระบบบริหารมหาวิทยาลัย ระบบหลักสูตร  สกอ และตัวอาจารย์ที่ปรึกษาครับ ทั้งหมดนี้ล้วนมีความตั้งใจจริงร่วมกันเพื่อที่จะทำให้เกิดเป็น "ธุรกิจการศึกษา" โดยมีนักศึกษาเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นเด็กประเภท 1 หรือ 2 ก็ตาม แต่กลับเขลาเหมือนกันคือเด็กเหล่านี้ล้วนยึดมั่นกับมายาคติ "Ph.D."      
          ตัวที่ปรึกษานั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผมอยู่ในระบบที่มีเพื่อน ดร. ทั้งประเภท 1 และ 2 มาก่อน ในต่างประเทศเท่าที่สังเกตจะเป็นประเภท 2 เยอะนะครับ เพราะระบบการศึกษาเขาสามารถเลือกเรียนรายวิชาที่ถนัดเองได้ บางทีเขาไม่พูด ไม่ซักไม่ได้หมายความว่าเขาไม่กล้า แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากรู้ต่างหากพวกฝรั่งเวลาเรื่องไหนไม่รู้เขาก็ว่าไม่รู้ คนไทยนี่ถูกสอนมาแต่เด็ก ไม่รู้ให้นิ่งไว้ถ้าไม่อยากเสียฟอร์ก็มั่วไป มันเลยเละกันไปหมด แค่พูดว่าไม่รู้นี่มันน่าอายตรงไหนไม่ทราบ
        และผมก็เป็น ดร. คนหนึ่งด้วยครับ แต่ไม่ใช่ คปก สมัยเรียนหนังสือผมก็ไม่ได้เก่งทุกวิชา เก่งแค่บางวิชา มี F ด้วย เพื่อนฝรั่งยังได้ F Calculus เลยแต่วิชา Bioscience ได้ A เรียบ (สรุปผมเป็นประเภท 2ในความหมายของกระทู้นี้) อาจารย์ที่ปรึกษาบอกเลยว่า ผมมีแววในวิชานี้  เขาอยากได้ผมมาเป็นทีมวิจัยใน lab  ใบปริญญาเอกมันเป็นผลพลอยได้ที่อยู่ๆก็ได้มาโดยไม่รู้ตัวจากการมุ่งมั่นทำการวิจัยในวิชาที่ถนัดตลอดเวลากับที่ปรึกษา การศึกษาในต่างประเทศค่าเทอมไม่เท่าไรแต่ค่าครองชีพนี่น่ากลัวมาก ถ้าเป็นผู้ช่วยวิจัยก็มีเงินเดือนทุกคน และแน่นอนว่าจะเป็นผู้ช่วยวิจัยได้อย่างไรถ้าเจ้าของเงินไม่ได้เป็นคนเลือกเอง อยู่ที่ว่าใช้เกณฑ์อะไรในการเลือก เรียนเก่งไม่ทำงานก็อดงาน เรียนไม่เก่งทำงานได้ก็ได้งาน เรียนไม่เก่งทำงานไม่ได้ก็ไม่ได้งาน และเรียนเก่งทำงานเป็นก็ได้งาน สรุปแฟร์ๆครับ ผมโชคดีที่มีที่ปรึกษาชนิดกัดไม่ปล่อย การทำปริญญาเอกนั้นง่ายมาก เคล็ดมันอยู่ที่กระบวนการ มีคนพูดว่าเรียนนอกจบง่าย อันนี้ก็จริงครับ ก็เพราะกระบวนการเขาดีมากไงครับ แค่ทำตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ก็จบได้ ใบปริญญามันเป็น output แต่สิ่งที่ทำขณะเรียนและหลังเรียนจบต่างหากเป็น outcome  ที่ปรึกษาบอกผมว่าอาชีพที่ง่ายที่สุดคือการเรียนหนังสือในระบบการศึกษา และอาชีพที่ยากที่สุดคือการเรียนรู้นอกระบบการศึกษา 
      ตอนนี้ผมก็อยู่บ้านนอก ผิดแผกจาก ดร.ท่านอื่นๆ ที่อยากอยู่ในเมือง มีเพื่อน ดร.มากมายที่ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้อยู่ มหาวิทยาลัยในกรุงเทพ มีอยู่ 1 คนเป็นคนประเภทที่ 1 เนี่ยแหละครับ สมัยเรียนเทพมาก คะแนนทุกวิชามีแต่เกือบเต็มกับหวิดไม่เต็ม เขากลับถึงขนาดยอมเข้าไปทำงานเป็น labboy ด้วยวุฒิ ป.โทกว่า 10  ปีในคณะวิ...จนมีโอกาสได้สมัครสอบบรรจุซึ่งตอนนี้เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยสายสอน และใช้การปรับวุฒิ แต่กลายเป็นว่าเพื่อนร่วมงานก่อนหน้านั้นยังคงเรียกชื่อเขาว่า " ไอ้..." เหมือนเดิมทั้งๆที่เขาเป็นสายสอนแล้ว เคยถามเพื่อนคนนั้นไปว่าเอ็งทำไปเพื่ออะไรเนี่ย อายุปูนนี้แล้ว คำตอบบอกไม่ได้ครับหยาบมากแต่ฟังแล้วสงสารเพื่อน เป็นเพราะสังคมและครอบครัวบีบบังคับ (เป็นลูกอาจารย์) ตอนนี้คนที่มีความสุขที่สุดกลายเป็นครอบครัวเขาเฉยเลย ไม่ใช่ตัวเขา เพราะเขาต้องเสียเพื่อนร่วมงานที่กอดคอกันมากว่า 10 ปี อีกคนหนึ่งบ้านเกิดเดียวกันครับบ้านนอกนี่แหละเห็นกันมาตั้งแต่เล็กจบป ตรี เกียรตินิยม 1 ต่อโท เอก ด้วยแต่เรียนเมืองไทย   เรียน 3 ใบสาขาเดียวกันหมด (ยอมรับว่าเขาเก่งมากถึงมากที่สุด) เพราะเรียน ป เอก แค่ 3.5 ปี  ตีพิมพ์ไป 2 เรื่อง conferenceอีกเป็นกุรุด ดีหมดเลยครับเสียอยู่อย่างเดียวตั้งแต่เขาเรียน ป.โท ยันปัจจุบันนี้ กลับบ้านแค่สงกรานต์เท่านั้น ปีใหม่ก็ไปอยู่ต่างประเทศกับสามีฝรั่ง (บ้านเขาขายของชำ แม่เขาบ่นเป็นห่วงให้ฟังตลอด) ไปเป็นอาจารย์ใน ม.ใหญ่ๆมา 3 ที่ แต่ทำไมอยู่ที่ละ ปีสองปี ผมก็ไม่เคยไปถามนะเห็นแม่เขาเคยพูดทำนองทำงานกับพวกนั้นไม่ได้ (หรือพวกนั้นไม่เอาคุณไปร่วมงาน) ปัจจุบันก็ไม่ได้ทำงานที่เรียนมากลับไปทำธุกิจส่งออกซะงั้น 

ปัจจุบันผมอยู่กับชาวบ้าน ผู้ที่พวกเราชาว ดร. มักจะมองว่าเป็นมนุษย์ด้อยปัญญา เอางานวิจัยมาลงเพื่อทำไร่ทำนา ทำวิจัยโดยตีพิมพ์กับประยุกต์ใช้ควบคู่กันไป ต้องบอกเลยว่าการประยุกต์มาเป็นรูปธรรมนั้นยากมาก ใช้เวลานานมาก ผลใน lab สวยๆกลับใช้ไม่ได้ในทุ่งนา แถมส่งผลหนักกว่าเดิมอีก ฝรั่งยังบอกเลยว่าน่าอิจฉาเมืองไทยมีเวทีให้ปะลองวิทยายุทธิ์ทางการเกษตรมากมายทำไมนักวิทยาศาสตร์บ้านยูไม่ลงไปทำ บ้านเขาทำไม่ได้มีแต่ทะเลทรายกับหิมะ 
 ส่วนการตีพิมพ์นั้นง่ายกว่าเยอะ เรื่องเก่าเอามาเล่าใหม่ จ่ายเงิน ใส่ชื่อเพื่อนฝรั่ง ก็ได้พิมพ์ทุกที อยู่ที่จะลง impact เท่าไร  Quatile เท่าไร ก็หลอก สมศ. ไปงั้นแหละ (ผมว่ากรรมการที่มาประเมิน ไม่เคยเปิดอ่านดูด้วยซ้ำว่า paper จำนวนมากมีคุณภาพไหม เชื่อในสิ่งที่พิมพ์ให้เห็นตลอด)  พิมพ์ส่งไปตรวจสาขาละรีม สองรีม สามรีม ท่านโดน ดร.หัวเส ทุกมหาลัยหลอก และเบิก toner กับ double A มาเก็บเล่นๆซัก 10 โหล)  

 ชีวิตที่ยังเหลือแท้จริงแล้วผมกลับพบว่ามีเรื่องราวมากมายที่ชาวบ้านคิดวิเคราะห์ตีความและอธิบายความลับธรรมชาติได้ดีกว่า ดร. อย่างผม เพียงแต่ใช้ภาษาแบบชาวบ้านเท่านั้นเอง เพราะพวกเขาอยู่กับโลกแห่งความเป็นวิทยาศาสตร์ที่แท้จริง โลกของธรรมชาติที่มีคำตอบในตัวมันเอง ดร.โง่ๆประเภทที่ 2อย่างผมยังไขปริศนาไม่ได้อีกตั้งหลายเรื่อง

สรุป.. ทั้งคนประเภท 1 และ 2 ล้วนจบเป็น ดร. ได้ทั้งนั้นครับ กระบวนการในเมืองไทยมันเอื้อแต่กับประเภทที่ 1 เพราะคนที่มันร่างกระบวนการคือพวกประเภท 1 ทำไมคนประเภท 2หลายคนสมองไหลไปอยู่ต่างประเทศกันหมด ทำไม ดร.มากมายที่ไม่ได้เกียรตินิยม ถึงไปทำงานที่ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปรหมด เมืองไทยมี ดร. เกียรตินิยมเพียบแต่เหมือนย่ำอยู่กับที่ ปริมาณ paper ที่เพิ่มมากมายบอกถึงความก้าวหน้าจริงหรือ ทั้งๆที่เกือบ 100% ของการทดลองในส่วน method และ discuss ล้วนอ้างอิงฝรั่งทั้งนั้นแทบจะไม่ cite กันเองในไทยเลย แล้วมันต่อยอดตรงไหนเนี่ย ผลสุดท้ายของบทความมันเกิดนวัตกรรมมากซักกี่บทความ คิดอีกทีทำไมสิงคโปร์วิทยาศาสตร์เจริญมากจังแฮะช่วง 10 ปีมานี้ โดยที่เขาก็ไม่ได้ผลิต ดร. มากมายขนาดนี้เลย แต่เราดันไปผลิต ดร.ให้เขาซะงั้นนะครับ

คนเบื่อระบบการศึกษาไทย
IP: xxx.9.26.99
เขียนเมื่อ 

ก็เพราะคนไทยมีพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปีอยู่ในวงการการศึกษามากมายนัก และคนเหล่านี้ก็ชอบกีดกันคนอื่นที่เด่นดีกว่า  เพราะกลัวตนเองจะตกขอบ  น่าเบื่อมากครับ