หลักการสนทนาแบบตะวันออก นี่แหละครับ

เรา ลงไปเล่นเรื่อง สมถะ กันมาก จนลืมไปว่า หลักวิปัสสนานั้น เอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้

ผมเขียน หนังสือชื่อ "บริหารงาน บริหารใจ" ไว้หลายปีแล้ว   หลายท่าน อ่านจบแล้ว ไปบวชยังไม่สึกเลยก็หลายรูปครับ

  • หลักการดูจิต  คือ ถ้าจิตเกิดอาการ (ฝรั่ง ว่าไปที่ ความคิดแบบ Beta โน่นแนะ)   เราจะมีแต่ ความคิดฟุ้งซ่าน   เต็มไปด้วยนิวรณ์ เป็นแบบ Reactive ของ Covey

ผมเรียก ความคิดขั้นหยาบ หรือ เบต้า นี่ว่า ขั้นสัตว์ เปรต สัตวนรก ครับ เพราะ หากใครใช้ ระดับสนทนาที่เป็นระดับนี้ที่ อกุศล   คติหลังความตาย  คงไปในที่ ไม่ดีแน่ๆ  

  • ความคิดที่ดีขึ้นมา ปานกลาง คือ ขั้น Alpha   (โอ้ ฝรั่ง ช่างคิดจริงๆ)  ผมจัดเป็นขั้น มนุษย์ ปถุชนธรรมดา  
  • ความคิดขั้นละเอียด คือ เธต้า (Theta)  นี่เป็น ขั้นเทพ  เสวนากันแล้วครับ     ตรงนี้เอง ที่เป็นแนว Proactive  ตามที่ Covey ว่าไว้ 
  • ขั้นละเอียดมาก ฝรั่ง  เรียกเป็น ระดับ Delta  (0 - 4 ความคิด ต่อวินาที)    ผมจัดว่า ชั้น พรหม เลยนะครับ   คือ  พรหมวิหารสี่   เกิดขึ้น ขณะเสวนา หรือ story telling / Story listening แน่ๆ

ถ้าเป็นแนวจิตดูจิต  คือ  จิตว่างๆ  หรือ "คิดที่จิตว่าง"  เป็นขั้น พระโยคาวจร    สูงไปถึง ชั้น พระอริยเจ้า   ลำดับต่างๆ

วิธีการ ลด  จาก Beta ---> Alpha  คือ มีสติ  รู้เท่าทัน   การเปลี่ยนแปลงของกาย เวทนา   เมื่อรู้แล้ว  ดับความคิดปรุงแต่งที่เกิดขึ้นสะ   หรือ  ดูลมหายใจ   แต่ ถ้า เบต้าแรงมากๆ  ผมว่า  เดินหนี   ไปออกกำลังกาย  ไปหาอย่างอื่นเล่นมันส์ๆ ไปก่อน ดีกว่า

ฝรั่งใช้ สมาธิ หรือ สมถะ  ซึ่งยังไปไม่ถึงขั้นเดินปัญญา เช่น สั่นกระดิ่ง ให้รู้ตัว  เปิดเพลงเบาๆ  สร้างบรรยากาศ  ปิยวาจา  เอาน้ำเย็นเข้าลูบ  นวดเบาๆ   ฯลฯ   ซึ่งก็ดี ในระดับโลกียปัญญา  แต่ ถ้าจะเดินปัญญาขั้นโลกุตร   คงต้อง แยกรูป แยกนาม  ฝึก มหาสติฯสี่   ให้ได้

ถ้าจะลดจาก Alpha ---> Theta  ---> Delta  คงต้องฝึก แยกจิต สติ ความคิด  สามอย่างนี้ให้เห็น ให้ทันอย่างชัดๆ   มีกำลังสติมากขึ้นเรื่อยๆ

ตามดู ความคิด  ตามดูอาการของจิต   ดูการรวมตัวของจิตกับความคิดให้ทัน

ลูกศิษย์ผมท่านหนึ่ง  ไปฟังบรรยาย เรื่อง Dialogue หรือ Deep listening มาแล้ว   ร้องอ๋อ เข้าใจทันที เลยว่า ทำไม ผมต้องพาพวกเขาไปวัด ไปที่ป่าช้า  อย่าไปฝึกที่บ้าน เพราะ เป็น"ป่าเร็ว"

ที่วัด  เราจะคลายจิตของเราลง (ฝรั่ง ยังคงแยก จิต สติ ความคิด ไม่เป็น  แต่ เข้าใจมาถึงแบบนี้ได้ ก็ต้องชมเขาหละครับ) 

ที่ป่าช้า จะมีความคิดแบบเดียวผุดมาให้ฝึก   คงเป็นที่ระดับ alpha  ทำให้ แยก ขันธ์ห้า  ได้ทัน  ว่านี่ สัญญาหนอ  นี่สังขารหนอ  จิตเกิดแล้วหนอ  

หลักการดูจิต ขณะสนทนา  คือ  ถ้าจิตของเราเกิดอาการ (กาย จะเปลี่ยนแปลง  เลือดลมจะวิ่ง กล้ามเนื้อน้อยใหญ่จะเกร็ง  กลางอกจะหดๆ หู่ เต้นๆ เสียวๆ  )   เราก็ หายใจลึก สร้างความรู้สึกขึ้นมา  ดึงกำลังสติขึ้นมา  คิดในแง่ดีๆไว้  ปลงเข้าไตรลักษณ์   ดูจิตของเราว่า มันเกิดขึ้น  กายมันเปลี่ยนแปลง เวทนาเกิดขึ้น (สบายใจ เศร้าใจ )

หาก จิตยังไม่ปกติ   พึงสังวรว่า "อย่าได้ ออกอาการทางวาจา ทางกาย"  นะครับ

เวลาสุนัขจิตเกิด เราจะเห็นชัด คือ กายของมันฟ้องครับ  ก็ กระดิกหางไง   หดหางไงครับ 

เราเป็นคน ก็น่า จะดูกายของเราให้ทันด้วย   จะได้รู้ว่า จิตเกิดหนอ

ดังนั้น ถ้าเราสนทนากับใคร   ก็ฟังเขาพูดไป  สำเหนียกไปที่จิตด้วย   จะเห็นความคิด "วิตก (ขึ้นขบวนรถไฟความคิดแห่งอนาคต)  วิจารณ์ (ขึ้นขบวนรถไฟความคิดแห่งอดีต)  " ผุดขึ้น    ขอให้รู้เท่าทัน วิตกหนอ วิจารณ์หนอ

ตบจิตลงให้สงบ ( เข้าระดับ alpha หรือ ละเอียดกว่า)  เราก็จะเกิด Deep listening ได้เอง

เมื่อมีสติ   จิตปกติ  จิตโล่งๆ  จะเกิด Natural พรหมวิหารสี่   ( จิตผิดปกติ  จะฝืนๆทำ  เป็น Fake พรหมวิหารสี่) 

ก็เหมือนทำ KM นั่นแหละ  จิตไม่ว่าง กำลังสติน้อย มันก็จะออกมาเป็น Format KM  

แต่ ถ้าใช้สติ ทำจิตให้ว่าง  เป็นธรรมชาติ  ชิวๆ สบายๆ  ก็จะเป็น Natural KM  ครับผม