ความสับสนในการทำงานของนักวิชาการเกษตร และอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายท่าน ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ ก็คือ  มักเข้าใจว่า เมื่อเราทำการเกษตรที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ก็จะเป็น เกษตรอินทรีย์ 

ทั้งสองเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกันบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด

 และคำว่า อินทรีย์ ที่ใช้นี้ก็มีความหมายแทบจะต่างกันโดยสิ้นเชิง ก็เป็นไปได้

  นั่นคือ การทำการเกษตรอินทรีย์นั้น อาจใส่ หรือไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และระดับการพัฒนา  

ถึงตอนนี้ หลายคนคงจะเริ่มสงสัย ว่าการทำการเกษตรอินทรีย์ ที่ไม่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์นั้นจะเป็นไปได้อย่างไร  

ที่เป็นไปได้ก็คือระบบที่อุดมสมบูรณ์แล้วนั้น จะมีความสมบูรณ์ในตัวเอง จนไม่จำเป็นต้องใส่อะไรเพิ่มให้ก็ได้ เช่นเดียวกับระบบในป่าธรรมชาติ 

เพราะเกษตรอินทรีย์ คือ

  • การทำการเกษตรที่ไม่ทำลายตนเอง
  • ไม่ทำลายผู้อื่น และ
  • ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
 จากคำนี้ ไม่มีตรงไหนเลยที่บอกว่าต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ แล้วทำไมต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 

สาเหตุที่เมื่อทำเกษตรอินทรีย์ต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์นั้น เป็นระยะเริ่มต้น หรือระยะปรับตัว หรือ ระยะปรับสมดุลของระบบดิน

ทรัพยากรดิน และที่ดิน ที่เคยถูกใช้อย่างผิดวิธีจนเสื่อมโทรม แต่การแก้ควรใช้ระบบที่ไม่ทำลายตนเอง และอาจทำลายผู้อื่นบ้างในระยะแรกๆ ก็คือการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ที่จะเสียหายต่อตัวเอง และสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด   

ที่แตกต่างจากการใส่ปุ๋ยเคมี ที่ขั้นต้นก็ต้องเสียเงินไปซื้อ พึ่งตนเองไม่ได้ และเมื่อใช้ก็ประสิทธิภาพต่ำ สูญเสียไปทำลายสิ่งแวดล้อมได้โดยง่ายกว่าปุ๋ยอินทรีย์  

ถ้าเปรียบไปก็คล้ายกับสุขภาพของคน

เมื่อเจ็บป่วยก็จะต้องรับประทานยา และต้องรู้ว่ายาชนิดไหนรักษาโรคได้ ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นพิษมาก   

แต่เมื่อหายแล้วก็ไม่จำเป็นต้องกินยาต่อไป 

ซึ่งแตกต่างจากการติดยา ที่ต้องกินตลอดและมากขึ้นๆไปเรื่อยๆ ที่เป็นลักษณะของการใช้ปุ๋ยเคมี หรือยาเคมี

 

ดังนั้นเกษตรอินทรีย์ จึงเป็นการทำให้ระบบทรัพยากรพื้นฐานแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยมีเป้าหมายว่าวันหนึ่งจะไม่ต้องใช้ปุ๋ยอีกต่อไป

 แบบเดียวกับการกินยารักษาโรค ที่มักตั้งเป้าหมายว่าจะกินให้หาย จนไม่ต้องกินอีกต่อไป   ดังนั้น ถ้ามองมุมนี้แล้ว ก็น่าจะเห็นว่า จะใช้สารใดๆก็ต้องมองว่า เป็นสิ่งที่ไม่ทำให้เสียหาย แต่จะทำให้ดีขึ้นเป็นหลัก จึงจะเป็นหลักการของเกษตรอินทรีย์    

แต่ก็มีบางกิจกรรมที่ไม่แน่ใจนั้น ก็ให้ถือว่าการใช้สารจากธรรมชาติ ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ เป็นวิธีการที่เสี่ยงน้อยที่สุด แต่อะไรที่ไม่เป็นธรรมชาติ ก็ควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

  โดยถือหลักว่า สารพิษ นั้นไม่ใช้เสียเลย จะปลอดภัยกว่า ที่ทำให้เป็นข้อห้ามของระบบเกษตรอินทรีย์ เช่นเดียวกับ การห้ามดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทั้งๆที่ในร่างกายเราก็มีการผลิตแอลกอฮอล์ เป็นสารปกติในร่างกาย แต่มีจำนวนน้อย ไม่เป็นพิษภัย   

ดังนั้น นอกจากจะมองในเชิงชนิดแล้ว ยังต้องมองในเชิงปริมาณ จึงจะทำให้ ความเข้าใจระบบการทำเกษตรอินทรีย์ เป็นไปตามหลักการจริงๆ

แทนที่จะมาเถียงกันแบบข้างๆคูๆ แบบ มือไม่พาย ยังจะเอาเท้าราน้ำ อยู่อีก  

แล้วเมื่อไหร่ วาระแห่งชาติ ด้าน เกษตรอินทรีย์ จะเป็นจริงสักที