เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๖ ม.ค. ดิฉัน และครูเจี๊ยบ - ชุตินาถ ได้มีโอกาสไปที่พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ แห่งที่ ๑ ที่กระทรวงพาณิชย์เดิม เพื่อไปรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับนิทรรศการถาวร เรื่อง “จากสุวรรณภูมิ ถึงสยามประเทศ สู่ประเทศไทย” ที่จะจัดให้มีขึ้นภายในสิ้นปีพ.ศ.นี้

เจ้าหน้าที่ของสถาบันสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ(สพร.) ได้แนะนำแนวคิดให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม ซึ่งล้วนแต่เป็นบุคลากรทางการศึกษาจากโรงเรียนต่างๆ ทั้งที่เป็นผู้บริหารโรงเรียน และ ครูผู้สอนในวิชาสังคมศึกษา ทั้งสิ้นประมาณ ๓๐ ท่าน ได้ทราบรายละเอียดของนิทรรศการที่จะจัดให้มีขึ้นนั้นก็เพื่อให้ผู้ที่มาเข้าชมเห็นข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า

ดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมินี้ มีการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมของผู้คนจากคนหลากหลายเชื้อชาติวัฒนธรรม มานับร้อยๆชั่วอายุคนแล้ว และได้พยายามนำเสนอการปรับตัว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในดินแดนแห่งนี้ จากหมู่บ้านมาสู่เมือง จากเมืองมาสู่รัฐ นับเนื่องจากอดีต ถึงปัจจุบัน

ในเรื่องของความคิดความเชื่อก็มีการผสมผสานกันของความเขื่อดั้งเดิมในเรื่องผี พราหมณ์ และพุทธศาสนา ที่มีหลักฐานเก่าแก่ลงไปจนถึงยุคทวารวดี

จากนั้นก็มาถึงสมัยอยุธยา ดินแดนต้นกำเนิดของสยามประเทศ ที่เริ่มเกิดขึ้นจากการรวมเอาความหลากหลายของกลุ่มเมืองทวารวดีเอาไว้ด้วยกัน แล้วจึงมาถึงยุคทองของรัฐอาณาจักรที่กล้าเปิดรับชาวต่างชาติต่างภาษาเข้ามาอย่างหลากหลาย ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ คือคลื่นโลกาภิวัตน์ที่รุนแรงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหลายเท่าตัว แต่อยุธยาก็ยังสามารถธำรงไว้ซึ่งความโดดเด่นทางวัฒนธรรมของตนได้ ทั้งในแง่ของศิลปกรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ผูกพันอยู่กับสายน้ำอย่างแยกกันไม่ขาด จนดินแดนแห่งนี้กลายเป็นจุดนัดพบของอารยธรรมโลก จนถึงกาลเวลาที่ต้องล่มสลาย

สยามในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น คือชีวิตที่สืบต่อมาจากกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ที่ผู้คนส่วนมากเป็นชาวบ้านในชนบท เมื่อเมืองเริ่มเกิดขึ้น วิถีชีวิตก็ค่อยๆเปลี่ยนตาม ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา กรุงเทพฯเริ่มได้รับผลกระทบจากกระแสวัฒนธรรมตะวันตกอีกระลอกใหญ่ แรงกระทบจากภายนอกที่เกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า ส่งผลให้วัฒนธรรมไทยอ่อนแอลง เกิดเป็นช่องว่างระหว่างวัฒนธรรมเมืองหลวง และวัฒนธรรมชนบท / วัฒนธรรมภายใน และภายนอกประเทศอย่างรุนแรง

ความผสมผสานที่ก่อให้เกิดพลัง ยังเกิดขึ้นได้อีกไหมในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน คนไทยจะอยู่ท่ามกลางความหลากหลายที่จะทวีขึ้นในอนาคตได้อย่างไร

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อปูพื้นความเข้าใจ ในการลำดับเรื่องราวความเป็นมาของประเทศไทยตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ นับเป็นการเปิดมุมมองให้กับทางเลือกใหม่ ที่ผู้เข้าชมจะได้ตั้งคำถามต่อความคิดและความเชื่อที่มีมาแต่เดิม ด้วยจุดยืนใหม่ที่ไม่มี “พวกฉัน” ไม่มี “พวกเขา” มีแต่ “พวกเราทั้งหลาย” ที่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลเท่านั้น