ภารกิจหนึ่งของคน สคส. ที่จักต้องขวนขวาย ขยายปัญญา หาทฤษฎีมาใส่ตัวบ้าง ในลักษณะ outside-in  โดยอ่านความคิดของผู้อื่น ทำความเข้าใจ แล้วก็มาตีความอีกทอดหนึ่ง ก่อนนำเสนอในที่ประชุมเพื่อนร่วมงาน เพื่อเปิดทัศนวิสัยร่วมกันว่า ใครเห็นเหมือน เห็นต่างอย่างไร   ทำกันเป็นประจำใน weekly meeting คือ การ review หนังสือ ส่วนมากเป็นภาษาต่างชาติ ซึ่งฝั่งตะวันตกเค้าเขียนออกมาเป็น explicit ให้อ่านกันบ่อย ๆ  เราแบ่งกันอ่านคนละบทสองบท เพราะหากอ่านกันทั้งเล่ม คงรอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ  มือหงิกเพราะเปิดดิก  ตาล้าเพราะนอนเพลิน (อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง)

           ครานี้ เป็นหนังสือเรื่อง Social Intelligence  ผู้เขียนคือ Mr. Daniel Goleman (คนแรกที่เขียนหนังสือเรื่อง Emotional Intelligence ซึ่งขายดิบขายดีมากๆ)

           หนังสือ Social Intelligence เล่าเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับระบบประสาท/สมอง และ พฤติกรรมที่มีความเกี่ยวข้อง โดยนำหลักวิชาการทางประสาทวิทยาและวิทยาศาสตร์มาเป็นตัววอธิบาย

           Part I ของหนังสือเป็นเรื่อง Wired to Connect คือ จะใช้งาน ก็ต้องเริ่มเชื่อมสัญญาณ เพื่อการติดต่อสื่อสาร

           Part II เป็นเรื่อง Broken Bonds  บางครั้งเกิดความขัดข้อง ทำให้สัญญาณหายไป ติดๆ หลุดๆ ก็ส่งผลให้การสื่อสารล่มไปด้วย

           ในส่วนที่มีโอกาสได้อ่านและตีความ เป็นเรื่องของ Broken Bonds ซึ่งมีเรื่องย่อยคือ You and It, the Dark Triad (คุณอุไรวรรณ เป็นผู้ตีความไว้แล้ว)  และส่วนท้ายสุดคือ Mindblind บทที่ 9

            ชอบคำว่า Mindblind เมื่อแรกเห็นชื่อเรื่อง  ทำนองว่า จิตบอด  ซึ่งภายใต้ Mindblind ก็มีอีก 3 หัวข้อย่อย คือ

            - Mean monkey
            - The male brain
            - Making sense of people

           ตอนแรกเลย ไป search คำว่า mindblind ใน google ก่อน เผื่อจะเจอเกล็ดเล็กเกล็ดน้อย เอาไว้โม้ได้ ก็ได้ความหมายดีๆ สมใจ เพราะในหนังสือ Social Intelligence ไม่ได้พูดถึงตรงๆ  ประโยคที่ให้ความหมายคือ

 "mindblind" - unaware of other people's mental existence, of the existence of thoughts, emotions, intentions, knowledge, memories. We would be unable to make sense of the actions of others, a terrible dilemma for a member of a social species such as ours.

            เราจะเห็นได้บ่อยๆ ว่า เด็กที่เรียนเก่งมากๆ คร่ำเคร่งอยู่กับตำรา  มักไม่ค่อยชอบเข้าสังคม ไม่ค่อยอยากคุยกับใคร ทำนองหยิ่งว่าเรียนเก่ง  หรือไม่ค่อยสนใจเรื่องอื่น ยกเว้นเรื่องที่ตนสนใจเป็นพิเศษ  แล้วเราก็คิดกันแบบอัตโนมัติว่า ก็เด็กเค้าใช้เวลาอยู่กับการอ่านหนังสือมากๆ  ขยันเรียนก็เป็นอย่างนี้แหละ แต่เค้าเก่งมากนะ

           เรามองแต่จุดเด่นว่า เป็นเด็กเก่ง เด็กอัจฉริยะ (โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในวัยเรียน)    แต่มักลืมคิดไปไกลๆ ว่า หากสนใจแต่เรื่องตน แล้วเรื่องสังคมแวดล้อมล่ะ  เรายังต้องอยู่ในสังคม ปรับตัวไปตามสิ่งแวดล้อมและประเภทของคน  หากขาดทักษะแบบนี้แล้ว คงต้องปวดใจแน่ๆ

           หนังสือ Social Intelligence ช่วยให้เราเข้าใจที่มาของมูลเหตุว่า คนคนหนึ่งมีพฤติกรรมเช่นนั้นเพราะอะไร โดยยกตัวอย่างของ Richard Borcherds ผู้ได้รับรางวัลนักคณิตศาสตร์ยอดเยี่ยม  แต่ในขณะเดียวกัน ก็พบว่า ตนเองประสบปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือการมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ได้พบเจอ

          ในทางประสาทวิทยา เรียกอาการผิดปกตินี้ว่า Asperger’s syndrome  ทำให้การสื่อสารความหมายบกพร่อง เช่น  ถามแล้วก็ลืม  พูดถึงแต่เรื่องของตน ในขณะที่เดินไปพร้อมกับคนอื่น จู่ๆ ก็วิ่งแซงคนอื่นไป  เขารู้ว่าคนอื่นคงคิดว่าเขาไม่ค่อยสุภาพ แต่เขากลับคดิว่า นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก

           เรามักคุ้นเคยกับ เด็ก autistic มากกว่า เด็ก asperger  ลอง search ดูใน net พบว่า  มีสมาคม Asperger เพื่อช่วยเหลือให้คำปรึกษาแก่พ่อแม่มีลูกเป็น asperger ซึ่งมีการคุยกันไม่น้อยเลย

           ผู้ที่มีความสามารถพิเศษระดับเหรียญทอง มักจะขาดความสามารถในการอ่านความรู้สึกของคนอื่นจากการสบตา  ขาดความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น และการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนไม่ค่อยดี   แต่จะเก่งมากในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลในเชิงสลับซับซ้อน

หัวข้อย่อยต่อไปคือ Mean monkey