GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ยุทธศาสตร์ปฏิรูปสังคม 2550 : มุมมองของผู้มาใหม่ (1)

“ชีวิตฉันก็เฝ้าแต่รอข้าวกล่องของเธอนี่แหละ...”

ช่วงปลายปี 2549 ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากคุณปรีดี คัมภีรกิจ หัวหน้าสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พมจ.) จ.ชุมพร ให้เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ภายใต้รัฐบาลใหม่ ซึ่งบทบาทของกระทรวงนี้เป็นที่จับตามองของกลุ่มนักพัฒนาสังคม, ผู้ที่ทำงานอยู่ในองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO), นักวิชาการ และภาคีเครือข่ายประชาสังคม ฯลฯ ทั้งนี้เพราะเป็นการเข้ามาทำงานร่วมกันในระดับนโยบายของ สามพี่น้องตระกูล NGO ซึ่งเป็นคำเรียกขาน รัฐมนตรี-นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, เลขานุการรัฐมนตรี-น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป และที่ปรึกษา-นายเอนก นาคะบุตร โดยหนังสือพิมพ์เนชั่นสุดสัปดาห์ (ฉบับวันที่ 24-30 พฤศจิกายน 2549 หน้า 86)

บรรยากาศในการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2549 สร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจให้เกิดขึ้นกับตัวผมในระดับหนึ่ง เพราะผู้เข้าประชุมส่วนหนึ่งเป็น คนคุณภาพ ที่ได้เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่ปี 2546 ในโครงการบูรณาการแผนชุมชนโดยมีสภาพัฒน์เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับ 5 ภาคีเครือข่ายจากกระทรวงมหาดไทย, เกษตร, ศึกษา, สาธารณสุข และหน่วยงานทหาร

บุคคลเหล่านี้หลายท่านเคยมีบทบาทในโครงการ SIF (Social Investment Fund) ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อสังคม บางท่านเป็นบัณฑิตอาสา, บัณฑิตกองทุน, ธนาคารหมู่บ้าน, อาสาสมัคร พอช. (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) ฯลฯ เรียกได้ว่ามีผลงานทางด้านการพัฒนาสังคมมาอย่างโชกโชน เป็น ตัวจริง-เสียงจริง ในหมู่นักพัฒนาที่เคลื่อนไหวอยู่ในชุมชนหมู่บ้านระดับรากหญ้าทั่วทั้ง จ.ชุมพร

การประชุมครั้งนั้นทำให้พวกเราได้รู้จักยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านสังคม 3 ประการ เพื่อให้ สังคมไทยไม่ทอดทิ้งกัน เกิดความ เข้มแข็ง และมี คุณธรรม

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 สังคมไทยไม่ทอดทิ้งกัน ได้รับการยกย่องคุณค่าให้เป็นการ ทำความดีถวายในหลวง คุณปรีดี พมจ.ชุมพรได้อธิบายบทบาทของหน่วยงานไว้อย่างชัดเจนว่า จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานส่งเสริมสนับสนุนให้ องค์กรชุมชน , องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้สามารถมีบทบาทสำคัญอื่นๆ ในท้องถิ่น ได้ร่วมกันค้นหา ผู้ถูกทอดทิ้ง หรือ ผู้ยากลำบากพิเศษ ในท้องถิ่นของตน แล้วช่วยกัน ดูแล ตามที่เห็นว่าสมควร

การ ดูแล นี้คงจะมีทั้งการช่วยเหลือเฉพาะหน้าระยะสั้น และการสนับสนุนให้ ผู้ถูกทอดทิ้ง หรือ ผู้ยากลำบากพิเศษ นั้นๆ มีความเข้มแข็งสามารถมากขึ้นในระยะยาว

ผลสืบเนื่องที่ตามมาก็คือ พวกเราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจใน ภารกิจ ดังกล่าวให้ชัดเจน จากนั้นจึงร่วมกันคิด ร่วมกันกำหนดรูปแบบการบริหาร, โครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ, คณะทำงานชุดต่าง ๆ งานนี้ดูเหมือนว่า สถานะของความเป็นกลางจะเป็นปัจจัยหลักทำให้ผมได้รับการเสนอชื่อ และมีมติให้ทำหน้าที่ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์สังคมไม่ทอดทิ้งกัน ทำความดีถวายในหลวง

จากนั้นพวกเราได้ปรึกษาหารือกันอีกหลายครั้ง ทั้งในส่วนที่อยู่ระดับจังหวัดและที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ชุมชนหมู่บ้าน ผมกับท่าน พมจ. เข้าประสานงานกับเทศบาลเมืองชุมพรเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2549 และก็เป็นจังหวะที่ดีทำให้เราได้พูดคุย ชี้แจงโครงการฯ กับประธานและคณะกรรมการชุมชน 30 แห่ง ที่มาประชุมในวันถัดมา

ผมจำได้ว่า เมื่อยกตัวอย่างความยากลำบากของผู้สูงอายุที่อยู่ในบ้านจัดสรรเพียงคนเดียว เพราะลูกหลานต้องออกไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ บางคนลูกหลานก็ต้องไปทำงานที่อื่น ส่งแต่เงินมาให้ตอนสิ้นเดือน ความเหงา ความต้องการคนเอาใจใส่ดูแล คนที่จะมาทักทายพูดคุยกัน ฯลฯ ผมตั้งคำถามว่า สิ่งเหล่านี้ยังมีอยู่หรือขาดหายไปแล้วจากสังคมชุมชนเมืองชุมพร คำตอบที่ได้รับมาพร้อมกับน้ำเสียงสั่นเครือ ยอมรับว่าฟังแล้วน้ำตาซึม ต้องตั้งสติหายใจลึก ๆ จึงจะพูดต่อไปได้

ผมยกตัวอย่างที่ได้เคยอ่านจากหนังสือ เปลี่ยนรางชีวิต ถึงการทำงานของอาสาสมัครเพื่อสังคมในประเทศญี่ปุ่นโดยทำข้าวกล่องไปส่งให้คนชราถึงบ้าน อาสาสมัครเหล่านี้ได้รับการอบรมบ่มเพาะให้มีน้ำใจ พูดคุยกับคนชรา ให้ความช่วยเหลือ ฯลฯ มีบางคนสะท้อนความรู้สึกผ่านการพูดคุยในกลุ่มถึงคำพูดที่เขาได้รับจากคนชราว่า ชีวิตฉันก็เฝ้าแต่รอข้าวกล่องของเธอนี่แหละ...”

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 74740
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)