ประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหาในการทำงานร่วมกัน และหรือ แบบมีส่วนร่วม ที่พบมากที่สุดก็คือ การทำงานกับคนที่ที่ยังไม่รู้จักตัวเอง

  

เหมือนกับที่พ่อผาย สร้อยสระกลาง ปราชญ์ชาวบ้าน แห่งอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่เน้นกระบวนการพัฒนาทั้งตนเองและช่วยผู้อื่นว่า ดูตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้เป็น

  

การรู้จักตัวเองนี้เป็นสิ่งที่ผมพอจะสื่อกับนักวิชาการเมืองไทยบางคนได้บ้าง แต่แทบไม่ได้เลยกับนักวิชาการต่างชาติ ซึ่งอาจจะเป็นหลักคิดที่ต่างกันก็เป็นได้

  

ในระดับเมืองไทย ผมพบว่าพอจะ

  • สื่อได้กับคนที่ไม่ค่อยมีอัตตามากนัก ยอมเปิดใจรับฟังความเห็นและแนวคิดของคนอื่นบ้าง 
  • แต่กับคนที่อัตตาสูง หรือ
  • แม้ อัตตาไม่สูง แต่กลับมีอวิชชาหนาทึบปิดบัง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไปไม่ได้เหมือนกัน

แม้จะดูเหมือนตั้งใจฟัง อยากรับรู้ แต่ ไม่มี ตัวรับ ก็เลย

  • รับรู้ไม่ได้  
  • ก็เลยไม่มีโอกาส รู้ และ
  • ไม่ "เรียนรู้" ในขั้นต่อไป
  

ผมก็เลยไม่ทราบจะทำอย่างไรกับคนเหล่านี้

  

ที่ทำอยู่ก็คือ

  • ใช้พรหมวิหารสี่ และปล่อยให้เขาโลดแล่นไปตามวิถีของเขา ทำเท่าที่เราทำได้
  • อย่างมีสันโดษ

 และมานั่งสังเกตว่า

  • เขาโลดแล่นไปตามกระแสของเขานั้นด้วยเหตุใด
  • ทำไมเขาไม่ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และผู้อื่นบ้าง

และมาสรุปง่ายๆว่า

  • เป็นเพราะเขาไม่รู้จักตัวเอง สิ่งแวดล้อมที่ตัวเองอยู่ และผู้อื่นที่เชื่อมโยงเป็นระบบสังคมและสิ่งแวดล้อมของตนเอง และ
  • เขาจะถือว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นดี และถูกต้องสำหรับตนเอง ผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมแล้ว
  

และถ้ามองตามหลักทางชีววิทยา   ที่สมมตืว่าคนเหล่านี้ เป็นคนหนึ่งในสังคม (เปรียบเสมือนเซลล์หนึ่งในร่างกาย)  

ก็ไม่แตกต่างจาก "เซลล์มะเร็ง" ที่

  • ไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร
  • มาทำอะไร
  • ให้ได้อะไร
  • มีแตใช้ทรัพยากรให้สิ้นเปลืองไปวันๆ

ทำแล้วดูเหมือนร่างการเราอ้วนใหญ่กว่าเดิม มีขนาดอวัยวะที่เซลล์มะเร็งเกาะอยู่อ้วนโตขึ้น

แต่กลับ เป็นสิ่งที่อาจสร้างความเสียหายได้มาก ถ้าระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมไม่ดีพอ  

สังคมก็เหมือนคนเป็นมะเร็งนั่นแหละครับ

  

และถ้าเกิดการไม่รู้จักตัวเองกับคนที่มีทั้ง ๒ อย่าง คือ

  • ทั้งมี อัตตา และ
  •  อวิชชา

แบบเสียสองต่อแล้วยิ่งไม่ต้องคุย หรือไปอยู่ใกล้เลย เพราะจะทำให้เรา (โดยเฉพาะตัวผม อึดอัดมาก) อยากหนีไปให้ห่างที่สุดเท่าที่จะเร็วและห่างที่สุด

อันนี้สะท้อนว่า

ในที่สุดผมก็ยังทำ อุเบกขา และ สันโดษ ได้ไม่จริงสักเท่าไหร่

 แต่ผมก็ใช้สถานการณ์แบบนี้ ทดสอบอารมณ์ของตนเองอยู่ทุกครั้งครับ

 

เพราะในที่สุด

  • ผมต้องกลับมาทำความรู้จักตนเองเรื่อยๆ เพื่อ
  • จะได้รู้จักคนอื่นและทำงานด้วยกันในระดับต่างๆได้ครับ
 

ผมกำลังใช้คำพูดพ่อผาย ดูตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้เป็น อยู่ครับ

 

ใครสนใจใช้ได้ครับ พ่อผายไม่ได้จดสิทธิบัตรภูมิปัญญาของท่าน แบบนักวิชาการที่เห็นแก่ตัวหรอกครับ

จะได้ช่วยกันลดโอกาสที่จะเป็น "มนุษย์มะเร็ง" ของตัวเราลงไป

 ขอให้โชคดีครับ