<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ประเด็นสำคัญที่เป็นปัญหาในการทำงานร่วมกัน และหรือ “แบบมีส่วนร่วม” ที่พบมากที่สุดก็คือ การทำงานกับคนที่ที่ยังไม่รู้จักตัวเอง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เหมือนกับที่พ่อผาย สร้อยสระกลาง ปราชญ์ชาวบ้าน แห่งอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่เน้นกระบวนการพัฒนาทั้งตนเองและช่วยผู้อื่นว่า “ดูตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้เป็น”</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การรู้จักตัวเองนี้เป็นสิ่งที่ผมพอจะสื่อกับนักวิชาการเมืองไทยบางคนได้บ้าง แต่แทบไม่ได้เลยกับนักวิชาการต่างชาติ ซึ่งอาจจะเป็นหลักคิดที่ต่างกันก็เป็นได้ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในระดับเมืองไทย ผมพบว่าพอจะ</p><ul>
</ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แม้จะดูเหมือนตั้งใจฟัง อยากรับรู้ แต่ ไม่มี “ตัวรับ” ก็เลย </p><ul>
</ul> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมก็เลยไม่ทราบจะทำอย่างไรกับคนเหล่านี้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่ทำอยู่ก็คือ</p><ul>
</ul><p> และมานั่งสังเกตว่า</p><ul>
</ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และมาสรุปง่ายๆว่า </p><ul>
</ul> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="justify">และถ้ามองตามหลักทางชีววิทยา ที่สมมตืว่าคนเหล่านี้ เป็นคนหนึ่งในสังคม (เปรียบเสมือนเซลล์หนึ่งในร่างกาย) </p>
ก็ไม่แตกต่างจาก "เซลล์มะเร็ง" ที่
ไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร มาทำอะไร ให้ได้อะไร มีแตใช้ทรัพยากรให้สิ้นเปลืองไปวันๆ
ทำแล้วดูเหมือนร่างการเราอ้วนใหญ่กว่าเดิม มีขนาดอวัยวะที่เซลล์มะเร็งเกาะอยู่อ้วนโตขึ้น
แต่กลับเป็นสิ่งที่อาจสร้างความเสียหายได้มาก ถ้าระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมไม่ดีพอ
สังคมก็เหมือนคนเป็นมะเร็งนั่นแหละครับ
และถ้าเกิดการไม่รู้จักตัวเองกับคนที่มีทั้ง ๒ อย่าง คือ
- ทั้งมี “อัตตา” และ
- “อวิชชา”
</span></font></span><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แบบเสียสองต่อแล้วยิ่งไม่ต้องคุย หรือไปอยู่ใกล้เลย เพราะจะทำให้เรา (โดยเฉพาะตัวผม อึดอัดมาก) อยากหนีไปให้ห่างที่สุดเท่าที่จะเร็วและห่างที่สุด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อันนี้สะท้อนว่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในที่สุดผมก็ยังทำ “อุเบกขา” และ “สันโดษ” ได้ไม่จริงสักเท่าไหร่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> แต่ผมก็ใช้สถานการณ์แบบนี้ ทดสอบอารมณ์ของตนเองอยู่ทุกครั้งครับ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพราะในที่สุด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><ul>
</ul> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมกำลังใช้คำพูดพ่อผาย “ดูตัวเองให้ออก บอกตัวเองให้ได้ ใช้ตัวเองให้เป็น” อยู่ครับ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ใครสนใจใช้ได้ครับ พ่อผายไม่ได้จดสิทธิบัตรภูมิปัญญาของท่าน แบบนักวิชาการที่เห็นแก่ตัวหรอกครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จะได้ช่วยกันลดโอกาสที่จะเป็น "มนุษย์มะเร็ง" ของตัวเราลงไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ขอให้โชคดีครับ
ดีมากครับอาจารย์เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะส่วนใหญ่คิดได้อย่างอย่างเดียว…แต่ไม่ทำ..ให้คุณนะเป็นคนทำ..ผมไม่ต้องทำ…แต่จะเอาผลงานด้วย…มีมากในวงการภาคราชการครับ
ขอบคุณค่ะอาจารย์
กะปุ๋มก็ยังยึดหลักว่า..."การรู้จักตนเอง"...ให้ถ่องแท้และเข้าใจในระดับลึก...เพราะหากแม้แต่ตัวเราเราไม่รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้แล้ว...แล้วเราจะเข้าใจคนอื่นได้อย่างไรเล่า...
และที่สำคัญที่มันวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้เรามักไป...วุ่นวายกับคนอื่น ควบคุมกำกับคนอื่น...โดยที่เราเองก็ยังไม่ถ่องแท้ในความเป็น "คน"...เท่าไรนัก
(^_____^)
กะปุ๋ม
ต่อไปหนูจะพิจารณาตัวเองอย่างถ่องแท้เสียก่อน จากนั้นจะพิจารณาผู้อื่น เพื่อที่จะได้เข้าใจตนเองและผู้อื่น เผื่อจะได้อยู่กับผู้อื่นอย่างมีความสุข สาธุ
ขอบคุณครับที่เข้ามาสนับสนุน
ผมก็กำลังพัฒนาตัวเองหนืเป็นตัวมะเร็งครับ
ขอบพระคุณมากครับอาจารย์
ด้วยความเคารพ
อุทัย
ก็ดีครับ
ขอบคุณครับ