นี่แหละสิ่งที่ฉันหามาตลอดชีวิต......

              <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">       </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">            หลังกลับมาจากอเมริกา ด้วยการเดินทางที่เรียบร้อยดี ไม่มีอะไรให้อกสั่นขวัญหายเหมือนตอนเดินทางไป  ฉันก็ระลึกได้ว่าฉันได้บนบานไปแล้วบนเครื่องบินว่าถ้ารอดจะบวชเจ็ดวัน โฮ่แล้วจะแก้บนยังไงหว่า เรื่องบนนี้ปกติแทบจะไม่ได้บนบานอะไรที่ไหนนะคะ มีแค่ครั้งเดียวตอนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่ฉันนึกยังไงไม่รู้ตอนอยู่บ้านนี่แหละ ก็ไหว้พระที่บ้านแล้วก็เจ้าประคู๊ณ ขอให้ลูกสอบเข้าได้เถิด ลูกจะถวายไข่ต้ม 50 หรือ 100 ฟอง ฉันก็จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่ากินไข่ต้มแทบอ๊วกกันไปเลย ฮิฮิขนาดแจกจ่ายไปเยอะแยะแล้วนะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>                           </p><p>           นึกในใจว่า ทำไงดีวะเนี่ย จะไปบวชยังไงหละ นึกไม่ออกทำงานไปก่อนละกัน หมอก็มีแค่สองคน อยู่ๆบอกหัวหน้าว่าลาไปบวชแกคง งง เพราะจะเหลือแกทำงานคนเดียว คงไม่น่าจะให้ลาละมั๊ง ยังไงก็ทำงานต่อไปขอติดไว้ก่อนนะคะคุณพระคุณเจ้า ฉันยังคงทำงานหัวปั่นวิ่งวนเวียนไปมาระหว่างห้องตรวจทั้งหลาย จนลืมเรื่องบนบานไป              </p><p>            น่าจะสัก 1-2 อาทิตย์ถัดมา  ตอนบ่ายๆฉันเดินออกจากห้องfluoroscopy ห้องนี้ตรวจโดยใช้เครื่องx-ray ดูภาพเดี๋ยวนั้นในจอเลยค่ะ เอาไว้ตรวจพวกลำไส้ ฉีดสีดูช่องไขสันหลัง หรือดูท่อนำไข่ พวกที่กลืนแป้งสวนแป้งอะไรเทือกนี้แหละค่ะ แล้วก็ถ่ายเป็นฟิล์มออกมา ตรวจเสร็จแล้ว  เดินกลับไปรอฟิล์มที่โต๊ะทำงานก็เจอหนังสือราชการเรื่องนึงวางบนโต๊ะ                     </p><p></p><p>                         เรียนเชิญปฏิบัติธรรม  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">               นั่นคือหัวเรื่อง พออ่านเนื้อเรื่องถัดมาคร่าวๆว่า ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามของพิษณุโลก เชิญข้าราชการเข้าปฏิบัติธรรม 7 วันโดยไม่นับเป็นวันลา โอ้โห บังเอิญจริงๆ 7 วันพอดี ฉันได้โอกาสไปแก้บนแล้ว ไม่ถือเป็นวันลาอีกด้วย รีบๆบอกหัวหน้าว่าบนไว้บนเครื่องบิน 7 วัน ถ้ารอดมาได้ตอนเครื่องตกหลุมอากาศหนะ หัวหน้าก็ดีใจหายบอกว่าไปเหอะ อนุญาต  ผิดคาดมากเลยหัวหน้าให้ไปโดยง่ายดาย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">               </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">               </p><p>                 </p><p>           ฉันอ่านคร่าวๆในหนังสือนั้นแล้วว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้าง มีเสื้อผ้าชุดขาวหรือชุดสุภาพ  คิดไปคิดมาชักไม่กล้าไปคนเดียวแฮะ ชวนเพื่อนไปคนนึงน่าจะดี ฉันเลยโทรไปชวนเพื่อนคนนึงที่คิดว่าพอจะสนใจทางนี้อยู่บ้าง พอชวนปุ๊บ มันตอบตกลงทันทีใจง่ายดีจริงๆ ตกลงกันว่าเอารถเพื่อนไปค่ะ ต้องเอารถไปจอดที่นั่น 7 วันเลย  ทุกอย่างราบรื่นสำหรับการแก้บนจริงๆ                 </p><p>           เมื่อถึงกำหนดของการปฏิบัติ ฉันกับเพื่อนหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อัดด้วยเสื้อผ้า ทางวิทยากรปฐมนิเทศว่า ห้ามพูดคุย ทุกคนได้แจกป้ายติดหน้าอกเป็นชื่อเราและเขียนกำกับว่างดพูด ฉันเริ่มอึดอัดแล้ว โหห้ามพูดกันเลยเหรอ อะไรจะขนาดนั้น           วิทยากรบอกว่าเรามาฝึกสติกัน ตามหลักสติปัฏฐานสี่ ฉันก็นึกแย้งเลยว่าอะไรกันฉันนี้เป็นคนสติดีมาก ทำอะไรรู้ตัวตลอดนะ ทำไมต้องมาฝึกด้วย แล้วก็เริ่มสอนการไหว้พระสวดมนต์ การเดินจงกรม และนั่งสมาธิ วันแรกเป็นการเดินจงกรมระยะที่หนึ่ง ให้เราเดินช้ามากๆบอกว่าเดินเหมือนคนป่วยไม่มีแรงว่างั้นเหอะ เวงกำ ฉันเคยเดินฉับๆ มาเดินช้าๆมันจะทันกินเรอะ และให้พูดออกเสียงมาด้วยตอนเดินจงกรม เช่น ก่อนจะเดินก็พูดว่าอยากเดินหนอสามครั้ง ตอนเดินถ้าเดินเท้าซ้ายก็ซ้ายย่างหนอ ฉันนึกออกแล้วพวกนี้สายยุบหนอพองหนอนี่เอง ฉันเริ่มอึดอัดในใจคนเคยท่องว่าพุทโธ(ตอนเด็กหนะค่ะ ฉันเคยนั่งสมาธิตอนหายใจเข้าก็บริกรรมว่าพุทตอนหายใจออกบริกรรมว่าโธ ตามนิตยสารโลกทิพย์)  </p><p>             แล้ววิทยากรก็บอกว่านี่เป็นการทำอะไรตามจริง ใครที่เคยบริกรรมอย่างอื่นมาก่อนก็ขอให้ลืมอันเก่าไปก่อน แล้วทำตามแบบการฝึกอย่างนี้ไปด้วยกัน  แล้วการใส่คำว่าหนอเข้าไปตอนท้ายก็เพื่อเป็นการบอกถึงการสิ้นสุดการทำอาการนั้นๆ ส่วนตอนนั่งสมาธิ ให้ดูตามอาการที่ตอนหายใจเข้าท้องจะพองขึ้นให้บริกรรมตั้งแต่ตอนเริ่มพองแล้วตอนพองจนสุดก็ใส่หนอ  ส่วนตอนท้องยุบก็พูดในใจว่ายุบพอท้องยุบจนสุดก็พูดในใจว่าหนอ                  </p><p>             อืม มาปฏิบัติจริงเลยละกัน ตอนเริ่มเดินฉันดูวิทยากรแล้วก็อึ้ง ทำไมก้าวช้าขนาดนั้น คนใจร้อนอย่างฉันอึดอัดมาก แถมเสียงกระหึ่มดังก้อง ขวา  ย่าง   หนอเสียงยานๆ  ยาวมาก  ฉันขนลุกเกรียวทำไมมันชวนสยองยังงี้   จะไหวเหรอเนี่ยตั้งเจ็ดวันแหนะ  แต่เอาหนะลองทำตามเค้าไปก่อน ทำไปได้สักสองบัลลังก์(เดินจงกรมกะนั่งสมาธิรอบนึงเรียกว่าหนึ่งบัลลังก์ค่ะ)  รู้สึกว่ามันอึดอัด เหมือนมาทำอะไรไม่เข้าท่าเอาซะเลย ไม่น่าจะมีประโยชน์ กลับบ้านดีกว่า  ฉันอยากกลับบ้านมากแต่รถที่เอามาเป็นรถเพื่อนพอตอนเบรกฉันรีบเดินไปหาเพื่อน บอกว่ากลับบ้านกันเหอะ ไม่เห็นจะได้เรื่องเลย ทำอะไรกันไม่รู้แปลกๆ  </p><p>                          </p><p>            เพื่อนไม่ยักกะบ้าจี้ตามฉัน แถมบอกว่า อดทนหน่อยน่า ดูเด็กคนนั้นสิ อายุประมาณ10 ขวบมั๊ง เค้ายังอยู่ได้เลย ดูคนแก่พวกนั้นสิเค้าก็ยังอยู่เลย ฉันนึกอาย อยากกลับก็อยากแต่รถที่เอามาเป็นรถเพื่อนเลยกลับไม่ได้ค่ะ อายเพื่อนอายเด็กอายคนแก่ด้วย เฮ้อ เอาหนะๆลองฝึกไป  ไหนๆก็กลับไม่ได้แล้ว   </p><p>            ฉันจึงตั้งใจที่จะฝึก เพราะไหนๆก็กลับบ้านไม่ได้ ต่อมาวิทยากรสอนให้หัดกำหนดอิริยาบทย่อยด้วย ฮั่นแน่ มันคืออะไรเหรอคะ แอ่นแอ๊นมันคือการฝึกให้เรามีสติอยู่กับการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันค่ะ เช่นเราอยากจะดื่มน้ำ เค้าก็สอนว่าให้เราพูดในใจก่อนว่าอยากจะดื่มน้ำหนอพูดสามครั้ง แล้วตอนเอื้อมมือไปหยิบแก้วก็ให้รู้สติอยู่ที่มือว่ากำลังเอื้อมไปพูดในใจ(บริกรรม)ด้วยว่าเอื้อมหนอๆๆ พอถึงแก้วมือถูกแก้วก็รู้ว่าถูกแก้วละแล้วพูดในใจว่าถูกหนอๆ ถ้ารู้สึกเย็น(ถ้าแก้วเย็น)ก็บริกรรมว่าเย็นหนอ 555 นี่แค่ยกมือไปถูกแก้วเองนะคะ ทำช้าๆด้วยนะคะ แล้วก็กำรอบแก้วก็พูด(ในใจ)ว่ากำหนอ ตอนยกแก้วขึ้นก็รู้ที่มือว่ายกขึ้นบริกรรมด้วยว่ายกหนอๆ พอแก้วถึงปากก็รู้ที่ปากว่าถูกแก้วหนอๆ มือเทน้ำก็ว่าเทหนอๆ ตอนดื่มน้ำก็ว่าดื่มหนอๆใจเราต้องอยู่ที่การกระทำนั้นจริงๆนะคะ อืมการที่ใจจดจ่ออยู่ที่อาการและพูดในใจหรือบริกรรมนี่เค้าเรียกว่ากำหนดค่ะ แต่ถ้าตอนยกแก้วแล้วใจไปอยู่ที่แฟนก็ให้หยุดค้างที่ท่านั้นก่อนแล้วกำหนดว่าคิดถึงแฟนหนอๆพอใจกลับมาอยู่ที่มือก็ค่อยทำต่อไปค่ะ                  </p><p></p><p>            เป็นไงคะ กว่าจะกินน้ำได้สักแก้ว ฮิฮิ  แต่ฉันรู้สึกสนุกกับการฝึกการกำหนดอิริยาบถย่อยมาก เพราะนี่เป็นของใหม่แล้วก็ไม่มีเสียงดังแบบตอนเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิด้วยค่ะ ชอบมากที่สุดคือตอนอาบน้ำฉันจะอาบเป็นคนสุดท้ายในห้องเพื่อที่คนอื่นจะได้ไม่คอย เพราะฉันอยากจะฝึกกำหนดอิริยาบถย่อยของการอาบน้ำนี่แหละ ต่อไปฉันจะเรียกท่านวิทยากรว่าอาจารย์นะคะ อาจารย์บอกว่าให้กำหนดถี่ๆ ใจจะได้จดจ่อ ฉันก็สนุกสนานกับการฝึกอยู่ในห้องน้ำกว่าจะอาบน้ำเสร็จน่าจะปาไปชม.นึงได้เพราะกว่าจะเอื้อมมือไปหยิบสบู่ เปิดฝักบัว ปิดฝักบัว หยิบเสื้อผ้า เปิดประตู ทำช้าๆมากค่ะ  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                 ผ่านวันแรกกับวันที่สองไป โดยความรู้สึกอึดอัดเป็นทุกข์มากกว่าสุข ตอนสุขนี่คือตอนพักค่ะ ฮิฮิเพราะจะได้กินขนมกินน้ำ ส่วนตอนทุกข์นี่ตอนเดินจงกรมไม่เท่าไหร่ แต่ตอนนั่งสมาธินี่สิฉันจะเจ็บขาซ้ายมากๆถ้าเทียบกันแล้ว รู้สึกเจ็บมากกว่าตอนนอนที่รพ.อีกนะคะ (ฉันเคยประสบอุบัติเหตุที่ขาข้างซ้ายหนะค่ะ)  นั่งกี่บัลลังก์ๆก็ปวดที่ขาซ้ายมากๆแถมลามไปปวดโน่นปวดนี่ ซึ่งอาจารย์ก็บอกว่าถ้ามีหางด้วยก็คงปวดหาง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                </p><p>                 </p><p>              ถึงวันที่สามช่วงบ่ายๆมีการบอกเล่าความรู้สึกให้วิทยากรฟังค่ะ เค้าเรียกว่าส่งอารมณ์  ดีใจจังจะได้พูดซะทีอยากรู้ว่าคนอื่นเค้าเป็นยังไงกันมั่งนะ  ปรากฏว่าคนอื่นก็ปวดไม่ต่างกัน คนนั้นปวดเอว คนโน้นปวดขา ปวดหัวปวดต้นคอ ฉันดีใจมากคนอื่นๆก็ปวดแหมือนกันแฮะ พอตอนฉันส่งอารมณ์ฉันก็พร่ำพรรณนาถึงความปวดว่ามันปวดยิ่งกว่าตอนฉันปวดขาที่โรงพยาบาลอีกนะ อาจารย์ประเยาว์ ศักดิ์ศรีหัวเราะแล้วบอกว่า นั่นแหละของดี การที่เราปวดหนะเค้ามาสอนเรา หมอลองกำหนดจี้ไปที่ความปวดดูสิแล้วจะเจอของดี   ฉันฟังแล้วก็สงสัย เอของดีของอาจารย์นี่อะไรนะ อยากรู้และก็อยากได้ของดีด้วย  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                 </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">             อีกบัลลังก์ถัดมาเมื่อฉันนั่งสมาธิ ฉันก็ปวดขาซ้ายขนาดหนักจนตัวสั่นริกๆ เหงื่อแตก โอยทำไมปวดขนาดนี้  ขณะนั้นฉันคิดว่านั่นคือการปวดที่สุดแล้วในชีวิตของฉัน แต่อาจารย์บอกว่าให้กำหนดจี้เลย แล้วจะได้ของดี เอาวะ ฉันจึงกำหนดปวดหนอๆจี้ลงไปที่ขาข้างซ้ายของฉัน ปวดหนอๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆถี่ยิบ  ปึ๊ง ฉันเกิดการรู้ขึ้นมาฉับพลันทันใดว่า ไอ้โง่เอ๊ย นั่งปวดอยู่ได้ ขาต่างหากที่ปวด ใจไม่ได้ปวดด้วยใจแยกอยู่คนละส่วนกับขาหรือร่างกาย แต่ใจก็ยังเข้าไปยึดและปล่อยยึดและปล่อยอยู่หลายครั้ง ใจสงสารร่างกายไม่อยากให้ปวด ฉันสำนึกในพระคุณของพระพุทธองค์ขึ้นมาทันที นี่แหละวิชาที่ฉันอยากเรียน สิ่งที่ฉันหามาตลอดชีวิตคือนี่เอง แล้วน้ำตาก็พร่างพรูออกมา สติต่อเนื่องเป็นสายตลอดต่างหากถึงเรียกว่ามีสติ ที่ฉันคิดว่ามีสติดีมาตลอดนั้นไม่ใช่เลย ทำไมฉันถึงโง่อย่างนี้ ทำลายสติตัวเองมาเรื่อยๆด้วยการดื่มเหล้า ต่อไปนี้ไม่มีอีกแล้ว ฉันจะตั้งใจรักษาสตินี้ให้ดี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>                                     </p><p>          สิ่งที่ฉันรู้ขึ้นมาในบัลลังก์นั้นแค่ชั่วแวบเดียว รู้ได้เฉพาะตน รู้ได้ด้วยตนเอง พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ เป็นเช่นนั้นจริงๆ อกาลิโก หลังจากบัลลังก์นั้น ฉันจึงตั้งใจฝึกทุกอย่าง ทั้งเดินจงกรม นั่งสมาธิ และกำหนดอิริยาบถย่อย อาจารย์บอกว่าอิริยาบทย่อยสำคัญที่สุด เพราะฉันรู้แล้วว่าสติสำคัญที่สุด  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">เช้าของวันที่ 4 ตื่นขึ้นมา ฉันพยายามกำหนดจดจ่อต่อเนื่องตั้งแต่ลุกจากที่นอน เดินไปเข้าห้องน้ำ รู้สึกเป็นไข้ ไม่สบายตั้งแต่วันที่สามของการปฏิบัติ กินยาลดไข้แล้ว จึงไม่ได้ไปปฏิบัติรวมกลุ่มในตอนเช้า แต่ก็ตั้งใจฝึกด้วยตัวเองตลอด ฉันเพลิดเพลินกับการฝึกสติกำหนดอิริยาบถย่อย อยู่คนเดียวในห้องนอน จนปวดปัสสาวะจึงกำหนดสติเดินไปเข้าห้องน้ำ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p><p> </p><p>           ขณะเดินอยู่ในห้องน้ำ  มีอยู่ช่วงหนึ่งคือช่วงเปิดก๊อกน้ำจนถึงเคลื่อนไหวมือและร่างกายไปทางไหนตลอดจนการมองเห็นผนังห้องน้ำโถสุขภัณฑ์ สติฉันรู้ตัวต่อเนื่องถี่ยิบเป็นสายไปตลอดสักพักนึง โอ สติที่ต่อเนื่องถี่ยิบเป็นอย่างนี้นี่เอง นี่คือกิริยาของพระอรหันต์ นี่คือตัวอย่างให้ฉันรู้เห็น ถ้าเราตั้งใจฝึกไปเรื่อยๆ จะเกิดผลคือมหาสติอย่างนี้  คือสติที่รู้ตัวทั่วพร้อมขณะนั้นกิเลสไม่สามารถแทรกได้   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">หลังจากการฝึกครบเจ็ดวัน ฉันออกมาสู่โลกความเป็นจริง กลับไปรีบไปกราบเท้าพ่อแม่ สำนึกในบุญคุณของท่าน เพื่อนฝูงตกใจที่ฉันเลิกดื่มเหล้าเด็ดขาด ไอ้นิดเพี้ยนไป๋ แฮะๆเพื่อนมันบอกค่ะ แถมพยายามชักจูงโน้มน้าวฉันกลับสู่วงการเดิมเพียรจะให้ฉันชนแก้วกับมันให้ได้ แต่ไม่สำเร็จค่ะ ต่อไปนี้ฉันจะพยายามรักษาศีล 5 ฉันรู้ด้วยตัวเองแล้วว่าต้องพยายามฝึกสติ รักษาสติให้ดีต่อเนื่อง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p><p>   </p><p>            นี่แหละค่ะ สิ่งที่ฉันหามานาน วิชานี้ที่ฉันอยากเรียน จะตั้งใจเรียนตลอดชีวิตที่ระลึกได้  ฉันกำลังเริ่มชั้นอนุบาลในวิชาของพระพุทธเจ้านั่นเองค่ะ     
                
                 </p>