GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

....แก้บน....จนได้ของดี

นี่แหละสิ่งที่ฉันหามาตลอดชีวิต......
             

      

             หลังกลับมาจากอเมริกา ด้วยการเดินทางที่เรียบร้อยดี ไม่มีอะไรให้อกสั่นขวัญหายเหมือนตอนเดินทางไป  ฉันก็ระลึกได้ว่าฉันได้บนบานไปแล้วบนเครื่องบินว่าถ้ารอดจะบวชเจ็ดวัน โฮ่แล้วจะแก้บนยังไงหว่า เรื่องบนนี้ปกติแทบจะไม่ได้บนบานอะไรที่ไหนนะคะ มีแค่ครั้งเดียวตอนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ที่ฉันนึกยังไงไม่รู้ตอนอยู่บ้านนี่แหละ ก็ไหว้พระที่บ้านแล้วก็เจ้าประคู๊ณ ขอให้ลูกสอบเข้าได้เถิด ลูกจะถวายไข่ต้ม 50 หรือ 100 ฟอง ฉันก็จำไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่ากินไข่ต้มแทบอ๊วกกันไปเลย ฮิฮิ ขนาดแจกจ่ายไปเยอะแยะแล้วนะ

                               

           นึกในใจว่า ทำไงดีวะเนี่ย จะไปบวชยังไงหละ นึกไม่ออกทำงานไปก่อนละกัน หมอก็มีแค่สองคน อยู่ๆบอกหัวหน้าว่าลาไปบวชแกคง งง เพราะจะเหลือแกทำงานคนเดียว คงไม่น่าจะให้ลาละมั๊ง ยังไงก็ทำงานต่อไปขอติดไว้ก่อนนะคะคุณพระคุณเจ้า ฉันยังคงทำงานหัวปั่นวิ่งวนเวียนไปมาระหว่างห้องตรวจทั้งหลาย จนลืมเรื่องบนบานไป               

            น่าจะสัก 1-2 อาทิตย์ถัดมา  ตอนบ่ายๆฉันเดินออกจากห้อง fluoroscopy ห้องนี้ตรวจโดยใช้เครื่อง x-ray ดูภาพเดี๋ยวนั้นในจอเลยค่ะ เอาไว้ตรวจพวกลำไส้ ฉีดสีดูช่องไขสันหลัง หรือดูท่อนำไข่ พวกที่กลืนแป้งสวนแป้งอะไรเทือกนี้แหละค่ะ แล้วก็ถ่ายเป็นฟิล์มออกมา ตรวจเสร็จแล้ว  เดินกลับไปรอฟิล์มที่โต๊ะทำงานก็เจอหนังสือราชการเรื่องนึงวางบนโต๊ะ                       

                         เรียนเชิญปฏิบัติธรรม  

               นั่นคือหัวเรื่อง พออ่านเนื้อเรื่องถัดมาคร่าวๆว่า ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามของพิษณุโลก เชิญข้าราชการเข้าปฏิบัติธรรม 7 วันโดยไม่นับเป็นวันลา โอ้โห บังเอิญจริงๆ 7 วันพอดี ฉันได้โอกาสไปแก้บนแล้ว ไม่ถือเป็นวันลาอีกด้วย รีบๆบอกหัวหน้าว่าบนไว้บนเครื่องบิน 7 วัน ถ้ารอดมาได้ตอนเครื่องตกหลุมอากาศหนะ หัวหน้าก็ดีใจหายบอกว่าไปเหอะ อนุญาต   ผิดคาดมากเลยหัวหน้าให้ไปโดยง่ายดาย

              

              

                  

           ฉันอ่านคร่าวๆในหนังสือนั้นแล้วว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้าง มีเสื้อผ้าชุดขาวหรือชุดสุภาพ  คิดไปคิดมาชักไม่กล้าไปคนเดียวแฮะ ชวนเพื่อนไปคนนึงน่าจะดี ฉันเลยโทรไปชวนเพื่อนคนนึงที่คิดว่าพอจะสนใจทางนี้อยู่บ้าง พอชวนปุ๊บ มันตอบตกลงทันทีใจง่ายดีจริงๆ ตกลงกันว่าเอารถเพื่อนไปค่ะ ต้องเอารถไปจอดที่นั่น 7 วันเลย   ทุกอย่างราบรื่นสำหรับการแก้บนจริงๆ                  

           เมื่อถึงกำหนดของการปฏิบัติ ฉันกับเพื่อนหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่อัดด้วยเสื้อผ้า ทางวิทยากรปฐมนิเทศว่า ห้ามพูดคุย ทุกคนได้แจกป้ายติดหน้าอกเป็นชื่อเราและเขียนกำกับว่างดพูด ฉันเริ่มอึดอัดแล้ว โหห้ามพูดกันเลยเหรอ อะไรจะขนาดนั้น             วิทยากรบอกว่าเรามาฝึกสติกัน ตามหลักสติปัฏฐานสี่ ฉันก็นึกแย้งเลยว่าอะไรกันฉันนี้เป็นคนสติดีมาก ทำอะไรรู้ตัวตลอดนะ ทำไมต้องมาฝึกด้วย แล้วก็เริ่มสอนการไหว้พระสวดมนต์ การเดินจงกรม และนั่งสมาธิ วันแรกเป็นการเดินจงกรมระยะที่หนึ่ง ให้เราเดินช้ามากๆบอกว่าเดินเหมือนคนป่วยไม่มีแรงว่างั้นเหอะ เวงกำ ฉันเคยเดินฉับๆ มาเดินช้าๆมันจะทันกินเรอะ และให้พูดออกเสียงมาด้วยตอนเดินจงกรม เช่น ก่อนจะเดินก็พูดว่าอยากเดินหนอสามครั้ง ตอนเดินถ้าเดินเท้าซ้ายก็ซ้ายย่างหนอ ฉันนึกออกแล้วพวกนี้สายยุบหนอพองหนอนี่เอง ฉันเริ่มอึดอัดในใจคนเคยท่องว่าพุทโธ ( ตอนเด็กหนะค่ะ ฉันเคยนั่งสมาธิตอนหายใจเข้าก็บริกรรมว่าพุทตอนหายใจออกบริกรรมว่าโธ ตามนิตยสารโลกทิพย์ ) 

             แล้ววิทยากรก็บอกว่านี่เป็นการทำอะไรตามจริง ใครที่เคยบริกรรมอย่างอื่นมาก่อนก็ขอให้ลืมอันเก่าไปก่อน แล้วทำตามแบบการฝึกอย่างนี้ไปด้วยกัน  แล้วการใส่คำว่าหนอเข้าไปตอนท้ายก็เพื่อเป็นการบอกถึงการสิ้นสุดการทำอาการนั้นๆ ส่วนตอนนั่งสมาธิ ให้ดูตามอาการที่ตอนหายใจเข้าท้องจะพองขึ้นให้บริกรรมตั้งแต่ตอนเริ่มพองแล้วตอนพองจนสุดก็ใส่หนอ  ส่วนตอนท้องยุบก็พูดในใจว่ายุบพอท้องยุบจนสุดก็พูดในใจว่าหนอ                   

             อืม มาปฏิบัติจริงเลยละกัน ตอนเริ่มเดินฉันดูวิทยากรแล้วก็อึ้ง ทำไมก้าวช้าขนาดนั้น คนใจร้อนอย่างฉันอึดอัดมาก แถมเสียงกระหึ่มดังก้อง ขวา  ย่าง   หนอ เสียงยานๆ  ยาวมาก  ฉันขนลุกเกรียวทำไมมันชวนสยองยังงี้   จะไหวเหรอเนี่ยตั้งเจ็ดวันแหนะ  แต่เอาหนะลองทำตามเค้าไปก่อน ทำไปได้สักสองบัลลังก์ ( เดินจงกรมกะนั่งสมาธิรอบนึงเรียกว่าหนึ่งบัลลังก์ค่ะ )  รู้สึกว่ามันอึดอัด เหมือนมาทำอะไรไม่เข้าท่าเอาซะเลย ไม่น่าจะมีประโยชน์ กลับบ้านดีกว่า  ฉันอยากกลับบ้านมากแต่รถที่เอามาเป็นรถเพื่อนพอตอนเบรกฉันรีบเดินไปหาเพื่อน บอกว่ากลับบ้านกันเหอะ ไม่เห็นจะได้เรื่องเลย ทำอะไรกันไม่รู้แปลกๆ    

                          

            เพื่อนไม่ยักกะบ้าจี้ตามฉัน แถมบอกว่า อดทนหน่อยน่า ดูเด็กคนนั้นสิ อายุประมาณ10 ขวบมั๊ง เค้ายังอยู่ได้เลย ดูคนแก่พวกนั้นสิเค้าก็ยังอยู่เลย ฉันนึกอาย อยากกลับก็อยากแต่รถที่เอามาเป็นรถเพื่อนเลยกลับไม่ได้ค่ะ อายเพื่อนอายเด็กอายคนแก่ด้วย เฮ้อ เอาหนะๆลองฝึกไป  ไหนๆก็กลับไม่ได้แล้ว     

            ฉันจึงตั้งใจที่จะฝึก เพราะไหนๆก็กลับบ้านไม่ได้ ต่อมาวิทยากรสอนให้หัดกำหนดอิริยาบทย่อยด้วย ฮั่นแน่ มันคืออะไรเหรอคะ แอ่นแอ๊นมันคือการฝึกให้เรามีสติอยู่กับการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันค่ะ เช่นเราอยากจะดื่มน้ำ เค้าก็สอนว่าให้เราพูดในใจก่อนว่าอยากจะดื่มน้ำหนอพูดสามครั้ง แล้วตอนเอื้อมมือไปหยิบแก้วก็ให้รู้สติอยู่ที่มือว่ากำลังเอื้อมไปพูดในใจ ( บริกรรม ) ด้วยว่าเอื้อมหนอๆๆ พอถึงแก้วมือถูกแก้วก็รู้ว่าถูกแก้วละแล้วพูดในใจว่าถูกหนอๆ ถ้ารู้สึกเย็น ( ถ้าแก้วเย็น ) ก็บริกรรมว่าเย็นหนอ 555 นี่แค่ยกมือไปถูกแก้วเองนะคะ ทำช้าๆด้วยนะคะ แล้วก็กำรอบแก้วก็พูด ( ในใจ ) ว่ากำหนอ ตอนยกแก้วขึ้นก็รู้ที่มือว่ายกขึ้นบริกรรมด้วยว่ายกหนอๆ พอแก้วถึงปากก็รู้ที่ปากว่าถูกแก้วหนอๆ มือเทน้ำก็ว่าเทหนอๆ ตอนดื่มน้ำก็ว่าดื่มหนอๆ ใจเราต้องอยู่ที่การกระทำนั้นจริงๆนะคะ อืมการที่ใจจดจ่ออยู่ที่อาการและพูดในใจหรือบริกรรมนี่เค้าเรียกว่ากำหนดค่ะ แต่ถ้าตอนยกแก้วแล้วใจไปอยู่ที่แฟนก็ให้หยุดค้างที่ท่านั้นก่อนแล้วกำหนดว่าคิดถึงแฟนหนอๆพอใจกลับมาอยู่ที่มือก็ค่อยทำต่อไปค่ะ                   

            เป็นไงคะ กว่าจะกินน้ำได้สักแก้ว ฮิฮิ  แต่ฉันรู้สึกสนุกกับการฝึกการกำหนดอิริยาบถย่อยมาก เพราะนี่เป็นของใหม่แล้วก็ไม่มีเสียงดังแบบตอนเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิด้วยค่ะ ชอบมากที่สุดคือตอนอาบน้ำฉันจะอาบเป็นคนสุดท้ายในห้องเพื่อที่คนอื่นจะได้ไม่คอย เพราะฉันอยากจะฝึกกำหนดอิริยาบถย่อยของการอาบน้ำนี่แหละ ต่อไปฉันจะเรียกท่านวิทยากรว่าอาจารย์นะคะ อาจารย์บอกว่าให้กำหนดถี่ๆ ใจจะได้จดจ่อ ฉันก็สนุกสนานกับการฝึกอยู่ในห้องน้ำกว่าจะอาบน้ำเสร็จน่าจะปาไปชม.นึงได้ เพราะกว่าจะเอื้อมมือไปหยิบสบู่ เปิดฝักบัว ปิดฝักบัว หยิบเสื้อผ้า เปิดประตู ทำช้าๆมากค่ะ 

                 ผ่านวันแรกกับวันที่สองไป โดยความรู้สึกอึดอัดเป็นทุกข์มากกว่าสุข ตอนสุขนี่คือตอนพักค่ะ ฮิฮิเพราะจะได้กินขนมกินน้ำ ส่วนตอนทุกข์นี่ตอนเดินจงกรมไม่เท่าไหร่ แต่ตอนนั่งสมาธินี่สิฉันจะเจ็บขาซ้ายมากๆถ้าเทียบกันแล้ว รู้สึกเจ็บมากกว่าตอนนอนที่รพ.อีกนะคะ ( ฉันเคยประสบอุบัติเหตุที่ขาข้างซ้ายหนะค่ะ )  นั่งกี่บัลลังก์ๆก็ปวดที่ขาซ้ายมากๆแถมลามไปปวดโน่นปวดนี่ ซึ่งอาจารย์ก็บอกว่าถ้ามีหางด้วยก็คงปวดหาง

               

               

                  

              ถึงวันที่สามช่วงบ่ายๆมีการบอกเล่าความรู้สึกให้วิทยากรฟังค่ะ เค้าเรียกว่าส่งอารมณ์  ดีใจจังจะได้พูดซะทีอยากรู้ว่าคนอื่นเค้าเป็นยังไงกันมั่งนะ  ปรากฏว่าคนอื่นก็ปวดไม่ต่างกัน คนนั้นปวดเอว คนโน้นปวดขา ปวดหัวปวดต้นคอ ฉันดีใจมากคนอื่นๆก็ปวดแหมือนกันแฮะ พอตอนฉันส่งอารมณ์ฉันก็พร่ำพรรณนาถึงความปวดว่ามันปวดยิ่งกว่าตอนฉันปวดขาที่โรงพยาบาลอีกนะ อาจารย์ประเยาว์ ศักดิ์ศรีหัวเราะแล้วบอกว่า นั่นแหละของดี การที่เราปวดหนะเค้ามาสอนเรา หมอลองกำหนดจี้ไปที่ความปวดดูสิแล้วจะเจอของดี   ฉันฟังแล้วก็สงสัย เอของดีของอาจารย์นี่อะไรนะ อยากรู้และก็อยากได้ของดีด้วย 

                

             อีกบัลลังก์ถัดมาเมื่อฉันนั่งสมาธิ ฉันก็ปวดขาซ้ายขนาดหนักจนตัวสั่นริกๆ เหงื่อแตก โอยทำไมปวดขนาดนี้  ขณะนั้นฉันคิดว่านั่นคือการปวดที่สุดแล้วในชีวิตของฉัน แต่อาจารย์บอกว่าให้กำหนดจี้เลย แล้วจะได้ของดี เอาวะ ฉันจึงกำหนดปวดหนอๆจี้ลงไปที่ขาข้างซ้ายของฉัน ปวดหนอๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆถี่ยิบ  ปึ๊ง ฉันเกิดการรู้ขึ้นมาฉับพลันทันใดว่า ไอ้โง่เอ๊ย นั่งปวดอยู่ได้ ขาต่างหากที่ปวด ใจไม่ได้ปวดด้วย ใจแยกอยู่คนละส่วนกับขาหรือร่างกาย แต่ใจก็ยังเข้าไปยึดและปล่อยยึดและปล่อยอยู่หลายครั้ง ใจสงสารร่างกายไม่อยากให้ปวด ฉันสำนึกในพระคุณของพระพุทธองค์ขึ้นมาทันที นี่แหละวิชาที่ฉันอยากเรียน สิ่งที่ฉันหามาตลอดชีวิตคือนี่เอง แล้วน้ำตาก็พร่างพรูออกมา สติต่อเนื่องเป็นสายตลอดต่างหากถึงเรียกว่ามีสติ ที่ฉันคิดว่ามีสติดีมาตลอดนั้นไม่ใช่เลย ทำไมฉันถึงโง่อย่างนี้ ทำลายสติตัวเองมาเรื่อยๆด้วยการดื่มเหล้า ต่อไปนี้ไม่มีอีกแล้ว ฉันจะตั้งใจรักษาสตินี้ให้ดี

                                       

          สิ่งที่ฉันรู้ขึ้นมาในบัลลังก์นั้นแค่ชั่วแวบเดียว รู้ได้เฉพาะตน รู้ได้ด้วยตนเอง พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ เป็นเช่นนั้นจริงๆ อกาลิโก หลังจากบัลลังก์นั้น ฉันจึงตั้งใจฝึกทุกอย่าง ทั้งเดินจงกรม นั่งสมาธิ และกำหนดอิริยาบถย่อย อาจารย์บอกว่าอิริยาบทย่อยสำคัญที่สุด เพราะฉันรู้แล้วว่าสติสำคัญที่สุด 

เช้าของวันที่ 4 ตื่นขึ้นมา ฉันพยายามกำหนดจดจ่อต่อเนื่องตั้งแต่ลุกจากที่นอน เดินไปเข้าห้องน้ำ รู้สึกเป็นไข้ ไม่สบายตั้งแต่วันที่สามของการปฏิบัติ กินยาลดไข้แล้ว จึงไม่ได้ไปปฏิบัติรวมกลุ่มในตอนเช้า แต่ก็ตั้งใจฝึกด้วยตัวเองตลอด ฉันเพลิดเพลินกับการฝึกสติกำหนดอิริยาบถย่อย อยู่คนเดียวในห้องนอน จนปวดปัสสาวะจึงกำหนดสติเดินไปเข้าห้องน้ำ

 

           ขณะเดินอยู่ในห้องน้ำ  มีอยู่ช่วงหนึ่งคือช่วงเปิดก๊อกน้ำจนถึงเคลื่อนไหวมือและร่างกายไปทางไหนตลอดจนการมองเห็นผนังห้องน้ำโถสุขภัณฑ์ สติฉันรู้ตัวต่อเนื่องถี่ยิบเป็นสายไปตลอดสักพักนึง โอ สติที่ต่อเนื่องถี่ยิบเป็นอย่างนี้นี่เอง นี่คือกิริยาของพระอรหันต์ นี่คือตัวอย่างให้ฉันรู้เห็น ถ้าเราตั้งใจฝึกไปเรื่อยๆ จะเกิดผลคือมหาสติอย่างนี้  คือสติที่รู้ตัวทั่วพร้อม ขณะนั้นกิเลสไม่สามารถแทรกได้  

หลังจากการฝึกครบเจ็ดวัน ฉันออกมาสู่โลกความเป็นจริง กลับไปรีบไปกราบเท้าพ่อแม่ สำนึกในบุญคุณของท่าน เพื่อนฝูงตกใจที่ฉันเลิกดื่มเหล้าเด็ดขาด ไอ้นิดเพี้ยนไป๋ แฮะๆเพื่อนมันบอกค่ะ แถมพยายามชักจูงโน้มน้าวฉันกลับสู่วงการเดิมเพียรจะให้ฉันชนแก้วกับมันให้ได้ แต่ไม่สำเร็จค่ะ ต่อไปนี้ฉันจะพยายามรักษาศีล 5 ฉันรู้ด้วยตัวเองแล้วว่าต้องพยายามฝึกสติ รักษาสติให้ดีต่อเนื่อง

     

            นี่แหละค่ะ สิ่งที่ฉันหามานาน วิชานี้ที่ฉันอยากเรียน จะตั้งใจเรียนตลอดชีวิตที่ระลึกได้  ฉันกำลังเริ่มชั้นอนุบาลในวิชาของพระพุทธเจ้านั่นเองค่ะ      
                
                

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 74366
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 12
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (12)

  • ดีใจด้วยค่ะ สำหรับการเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพค่ะ
  • ชอบเรื่องราวและภาพถ่ายมากนะคะ
  • ภาพหยดน้ำใส สวยมากนะคะ คงเหมือนหัวใจคุณที่ใสด้วยรสพระธรรมนะคะ

สวัสดีค่ะคุณหมอ

 

โอ้โฮ....คุณหมอเล่าได้ละเอียดเห็นภาพในการปฎิบัติมากเลยค่ะ อ่านตามแล้วเห็นภาพเลย การกำหนดอิริยาบทย่อยเป็นสิ่งที่ตัวเองทำลำบากมากเลย ในการไปปฎิบัติแต่ละครั้ง เพราะมักจะหลุดพรวดอยู่เสมอๆ คุณหมอเยี่ยมมากค่ะสามารถกำหนดสติถี่ยิบต่อเนื่องได้ แถมยังตั้งใจรักษาศีล ๕ ต่อมาได้อีกด้วย

 

จะขออนุญาตินำเรื่องนี้ไปให้เพื่อนๆที่สนใจปฎิบัติไปอ่านนะคะ

 

- สาธุ อ่านแล้วให้ปลื้มใจ

- เห็นแต่ก็ผมนะสิ จำเป็นให้ต้องหวนมาเดินในทางที่ผู้รู้แล้วได้ทิ้งไว้

-------------------------

สาธุ สาธุ สาธุ

- อ่านบับก่อนก็ให้นึกแปลกใจว่า หมอเหล้าด้วยหรอ อะไรประมาณนี้.....สาธุ สาธุ สาธุ

          สวัสดีค่ะ กัลยาณมิตรทุกท่าน

              ขอบคุณทุกท่านมากค่ะ ที่เข้ามาอ่านและร่วมแสดงความคิดเห็น

              คุณ bright Lily คะ เดี๋ยวจะบอกคนถ่ายรูปนี้นะคะ รสพระธรรมนั่นซึ้งจริงๆค่ะ แต่ต่างคนต่างซึ้งนะคะ ต้องซึ้งด้วยตัวเองจริงๆ ใครบอกก็ไม่เหมือนค่ะหมออ่านหนังสือธรรมะมาก็พอสมควรแต่ไม่เหมือนการฝึกสติเองจริงๆ

              ตามสบายเลยค่ะ คุณกันยามาศ หมอตั้งใจเขียนเรื่องตัวเอง เพื่อที่อาจจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นค่ะ

              เอ่อ คุณนมินทร์ คะ อ่านบรรทัดที่สองแล้วไม่เข้าใจค่ะ จำเป็นให้ต้องหวนมาเดินในทางที่ผู้รู้แล้วได้ทิ้งไว้ แปลว่าอะไรเหรอคะ

            

สาธุ สาธุ สาธุ

 

อนุโมทนาด้วย คุณหมอ

 

อ่านแล้วเชื่อว่า โยคีเก่าทุกคน ย่อมนึกถึงประสบการณ์ "ครั้งแรก" ของตัวเอง

 

หรือไม่ก็ครั้งที่ สอง สาม สี่ เรื่อยไป

 

เห็นด้วยกับคุณกันยามาสมากว่า  การกำหนดอิริยาบถย่อย  เป็นอะไรที่ยากที่สุด

 

แต่ก็เป็นอะไรที่เราชอบทำที่สุดด้วย  เหมือนคุณหมอเลยค่ะ  

 

ชะรอยจะเป็นคู่แฝด(อ้วน)อภินิหารซะแล้ว ฮิ ๆ

 

สติต่อเนื่องนั้น  ที่เราจำแม่น กลับเป็นนอกคอร์สปฏิบัติธรรมล่ะคุณหมอ

 

มันมีแว้บ ๆ ขึ้นมาบ้าง  

 

ทั้งยามคับขัน  และยามที่เรารู้สึกว่า เราตั้งใจมาก ๆ อะไรสักอย่าง

 

ไม่รู้ว่าใส่เกียร์ห้ากับสมาธิไปหรือเปล่า ฮี่ ๆ

 

มีอยู่หนนึง จำได้ สอนอยู่หน้าห้อง  แล้วมันเกิดอาการต่อเนื่องอย่างหมอเปิดก๊อกน้ำนี้น่ะ

 

อธิบายไม่ถูก  แต่จำได้เป็นช็อตตอนนั้น ชัดเจน

 

กลับมาบ้านยังแปลกใจ  แล้วก็นึกได้ว่า  ตอนช็อตนั้นจบ  มันชอบนะ  แล้วก็นึกได้ต่อว่า ดันลืมกำหนดชอบหนอแฮะ  ฮิ ๆ เห็นไหม หลุดเลย

 

ก็มันสอนอยู่ี่นี่นา

 

ช่วงที่มันมีสมาธิจดจ่อ   บางทีมันก็มีอะไรแปลก ๆ เหมือนกัน  เวลาสอนหนังสือมันก็มีประโยชน์ดี

 

อาจารย์พิชัยบอกว่า  เรียกว่า intuition  หรือว่า ปฏิภาณ  ซึ่งเป็นอำนาจของสติ บวกกับอะไรสักอย่าง  ไหวพริบเหรอ?  ไม่รู้เหมือนกัน

 

แต่มีอยู่หนนึง  ทำเอานิสิตหนาว  นึกว่าเราเลี้ยงกุมารทอง  ฮิ ๆ  

 

เพราะสอน ๆ อยู่ เขาเีขียนอะไรในกระดาษส่งให้กัน

 

เรานึกยังไงก็ไม่รู้  หันไปตอบเขาเลย ในสิ่งที่เขาเขียนถามกันน่ะ

 

มันก็เกี่ยวเนื่องกับที่เราสอนกลาย ๆ น่ะนะ  แต่ว่าอ้อม ๆ และแซว ๆ นิดหน่อย

 

สองคนนั้นทำหน้าเหมือนเห็นผีญี่ปุ่นหลอก  ฮิ ๆ

 

จากนั้น เขาเขียนอีเมล์บอกเพื่อน ๆ  บอกว่า  เธออย่าคุยอะไรกันในห้องเรียนนะ  อาจารย์เลี้ยงกุมารทอง  ฮิ ๆ

 

ความจริงไม่ใช่เลย  คนที่เป็นครูมานานอาจจะทำเรื่องนี้ได้ดีกว่าเราด้วยซ้ำ  เพราะเราเองไม่ได้เกิดมาเป็นครูตั้งแต่ไหนแต่ไร  เรามันเป็นคนวงการบันเทิง  เคยสอนใครเสียที่ไหน  

 

ไม่เคยแม้นกระทั่งสอนใจตัวเอง

 

ที่เล่ามานี้  ก็เพียงอยากจะแชร์ประสบการณ์ว่า  จากคนที่ไม่มีสติเอาเสียเลยอย่างตัวเอง  ได้ไปเข้าคอร์ส ๗ วันนี้  มันก็สามารถทำให้เข้าใจชีวิต เข้าใจโลก อย่างที่มันเป็น

 

คุณหมอยังนับว่ามีบุญมาก ที่มีเวทนาในลักษณะที่ทำให้เกิดเป็นปัญญาได้ ในห้องกรรมฐาน

 

ของเราเป็นลักษณะสมาธิไม่แรงขนาดนั้นในตอนนั้น  เพียงแค่เห็นว่า  เจ็บก็เจ็บไป  ปวดเท่าเดิม  แต่มันเห็นเลยว่า  กายก็เจ็บไปแต่กาย แต่ใจไม่เจ็บ

 

มันแยกได้เลยน่ะ  คือ ใจไม่เดือดร้อนเลย  ยิ้มได้ ทั้ง ๆ ที่ปริมาณความปวดเท่าเดิม

 

ตอนที่รู้สึกอย่างนั้นได้  รู้สึกฮึกเหิมมาก  (จนลืมกำหนด)  นึกว่า โห...อีกหน่อยพอเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรหนัก ๆ ฉันก็ไม่ต้องกลัวแล้ว  มอร์ฟง มอร์ฟีนไม่ต้อง (นี่ ทำซ่า)  ฉันมีของดี มีวิชาพระพุทธเจ้าแล้ว

 

ทำซ่าได้ไม่นาน  ก็เจอขันธมารของจริงในชีวิตจริง  พญามารจัดให้เสียอ่วม  อยากลองของนัก  มาเป็นชุด

 

จะเขียนตรงนี้ดีไหมหนอ  อยู่ในบล๊อกของหมอก็น่าจะเหมาะดีนะ  เป็นการเรียนรู้การเจอเวทนานอกห้องกรรมฐานที่เป็นที่สุดของชีวิต  ชนิดที่ว่า  ปัญญาเกิดแบบไม่ต้องท่องไปเป็นข้อ ๆ ล่วงหน้าเลย  มันไหลออกมาเป็นชุดในจังหวะเดียว 

 

ของหมอมันออกมาเป็นความรู้สึก "ปิ๊ง" เหรอ  นี่มันไม่ปิ๊งน่ะ  มันกระชาก ๆ แบบวาบ ๆ บอกไม่ถูก  เพราะเป็นปัญญาที่เกิดจาก post-operative pain ของคนไข้ผ่าตาที่มีระดับคอร์ติซอลต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเลยมั้ง  เพราะหมอเจ้าของไข้(ไฮโปไทรอยด์) กับหมอที่ผ่าตานั้นคนละรพ.กัน

 

และเขาไม่ได้คุยกันตรง ๆ  คนนึงเจาะเลือดแล้วบอกว่า ระดับคอร์ติซอลต่ำมากเกินไปแล้วนะ  ถ้าจะผ่า  ต้องฉีดสเตอร์รอยด์  แต่ไม่ได้บอกว่าทำไม  คือ เขากลัวเราจะช็อคน่ะ  เนื่องจากมันต่ำจนไม่น่าจะทนความเจ็บปวดได้นั่นเอง  อันนี้เรามารู้ทีหลัง

 

รพ.ที่ผ่า  ดูยาแล้วบอกว่า ไม่ฉีด (แต่ไม่ดูผลเลือด) แล้วก็ไม่ได้บอกว่าทำไม  เรามารู้ทีหลังเหมือนกันจากหมอเจ้าของไข้อีกรพ.  ว่าเขากลัวติดเชื้อ  

 

สรุปว่า พอยาชาหมด  เราตัวกระเด้งขึ้นจากเตียงเลยล่ะหมอนิดที่รัก  เป็นอย่างนี้ประมาณ ๒๔ ชม.  ไม่สามารถ reverse ได้  ยานอนหลับใด ๆ สองสาม dose ก็เอาไม่อยู่

 

 มันเหมือนมีเข็มสักเป็นแสน ๆ เล่ม มาทิ่มแทงตาสองข้างน่ะ ตลอดเวลาเลยนะ  แล้วก็สลับกับมีกระดาษทรายมาถูอย่างรุนแรงเลยน่ะ

 

แต่เราไม่ร้องไห้นะ   ไม่ได้ครวญครางอะไร  ก็กำหนดไปนี่แหละ  แต่น้ำตามันพุ่งออกมาเองเป็นน้ำพุ  

 

เรากำหนดดูอาการแล้วก็สังเวชร่างกายเรามากนะ  มันพยายามเต็มที่แล้วน่ะที่พยายามจะขับความรู้สึกตรงนั้นออกไป  คุณหมอรู้ไหมว่า  น้ำตาที่มันพุ่งออกมาเองเป็นน้ำพุตลอดเวลานั้นเป็นยังไง  โดยที่เจ้าตัวไ่ม่ได้ร้องไห้เลยน่ะนะ  

 

นิ่ง สงบ มาก ตอนนั้น 

 

ถึงตัวจะกระเด้งขึ้นมาจากเตียงจนเขาต้องยึดเลยนะ  พยาบาลมายึดสองคนเพราะหมอโทร.มาบอกให้หยอดยาชาให้ัชั่วคราวได้  มันก็อยู่ได้แค่อีก ๒๐ นาที  แล้วก็เป็นใหม่  พยาบาลบอกว่า  หยอดไม่ได้แล้ว  ได้แค่นี้

 

ใช้หมดทุกวิชาเลยหมอ  ทั้งวิปัสสนาภาวนา  สมถะภาวนา  (ทั้งแบบเมตตา  แบบอาณา พุทโูธ สวดมนต์) หรือแม้นกระทั่งหลักการฝึกศิลปป้องกันตัวแบบสมาธิทุกชนิด

 

ขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร

 

ลองทุกมุขแล้วน่ะ  ไม่มีได้ผลเลย

 

คือมันชินกับเวลากำหนดเวทนาใช่้ไหมว่า  พอกำหนดแล้วมันจะเห็นความเปลี่ยนแปลง  หรือ ลดน้อยลงบ้าง

 

แต่นี่ไม่เลยน่ะ  เหมือนจะมากขึ้น ๆ และเป็นระลอก ๆ

 

มีอยู่บางช่วง  ที่ร่างกายเราคงล้ามากแล้วน่ะ  เหงื่อออกมาก  เหนื่อย  เพราะมันกระเด้งทั้งตัว  เราก็ขอนะให้เขาติดต่อรพ.เจ้าสังกัด  อยากคุยกับหมอไทรอยด์เราว่าเอาไงดี  เขาก็ไม่ได้ติดต่อให้  หรือตอนนั้นเรานึกว่าติดต่อแล้วก็ไม่รู้  มันเบลอ ๆ ยานอนหลับ  แต่ไม่หลับ

 

เราเจ็บจนเข้าใจเลยว่า  คนที่เขาเจ็บขนาดนี้นี่น่ะ  ทำไมบางคนเขาถึงเลือกที่จะตาย

 

เพราะเราเจ็บถึงขั้นที่ว่า  ถ้ามันนานกว่านั้นอีกนิดเดียวนี่  ขอตายดีกว่า  มันเป็นอารมณ์นั้น  (แต่ไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะหมอ)

 

แต่ตอนที่มันกระเด้ง ๆ ขึ้นมาถึงที่สุดน่ะ    ที่มันเจ็บมาก ๆ ชนิดที่ไม่มีทางย้อนกลับ  เจ็บแน่น เจ็บนาน เจ็บถาวรน่ะ  มันมีช่วงนึงที่เหมือนจะมี ความ "เข้าใจ" อะไรบางอย่าง  มัน "พรวด" เข้ามาทีเดียวเลยนะหมอ  ในหัวน่ะ  ไม่มีอะไรมาก่อนหลังด้วย  เรารู้สึกว่ามันมาพร้อมกัน  ความเข้าใจอันนี้

 

มัน "พรวด" เข้ามาว่า

  • แรงใดเสมอด้วย แรงกรรมไม่มี   ที่ว่าเช่นนี้  ก็เพราะว่า  เราคิดว่าเราสร้า่งกุศลเยอะแล้วไง  ทำบุญบริจาคร่างกายบริจาคดวงตาก็แล้ว  ทำบุญเครื่องมือแพทย์เกี่ยวกับตา พ่วงไปกับแม่ และหลวงตาบัว ก็แล้ว  แถมปฏิบัติธรรมก็ตั้งหลายคอร์ส  เรียกว่า เราประมาทมากน่ะ นึกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  ไม่เคยทรมานสัตว์  ไปทำเลสิคแค่นี้ คงเรื่องเล็ก  ไม่เห็นมีใครเขาเจ็บเลย  พอเจ็บอย่างนี้  ตัวปัญญาที่ได้ก็คือ  รู้ชัดเลยว่า  นี่คือกรรมล้วน ๆ  และเราคงจะเคยไปสร้างไว้หนักมากในอดีตชาติ  มันถึงเวลามาแสดงให้เห็น

  • ที่เจ็บอย่างนี้ เพราะมีร่างกายธาตุขันธ์ให้เจ็บ  ถ้าไม่มีร่างกายธาตุขันธุ์ให้เจ็บ ก็ไม่เจ็บอย่างนี้หรอก   ซึ่งตอนนั้น ความเข้าใจเรื่องร่างกายธาตุขันธ์็มันออกมาหมดเลยนะ  ว่า รูป คือ กาย คือ ตัวลูกตานี่แหละ แล้วความรู้สึกเจ็บ ที่รับรู้ด้วย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไรที่เหลือทั้งหมดนี่น่ะ  ดูซิ ตอนนั้นเข้าใจ  ตอนนี้มันเลือน ๆ อีกแล้ว

  • แล้วที่ต้องมามีร่างกายธาตุขันธ์เจ็บอย่างนี้ ก็เพราะว่า มีตัวตัณหาพาให้มาเกิดอยู่นั่นแหละ  ก็มีแต่ความ อยาก ๆ ๆ ไม่รู้จบสิ้น  รู้อยู่แล้วก็ยังทำ ยังยอมให้มันพามาเกิดอีก  รู้อย่างนี้จะยังอยากมาเกิดอีกไหม


พอมันเกิดความ "เข้าใจ" ขึ้นมา "พรวด" เดียวอย่างนี้นะหมอนะ  เชื่อไหมว่า  ความเข็ดขยาด ความกลัวการเวียนว่ายตายเกิด  มันขึ้นสมองมากเลยน่ะ  มันแสนจะกลัวการกลับมาเกิดใหม่มากเลยตอนนั้น

 

ความรู้สึกตอนนั้นที่ชัดมาก ๆ เลย  คือ  ไม่เอาแล้ว ๆ ๆ ๆ  ไม่อยากเกิดอีกแล้ว ๆ  ๆ  ๆ   

 

มันเป็นอะไรที่ "ชัด" สุด ๆ ชนิดที่ว่า  เรายังพูดแบบล้อเล่นกับเพื่อนเลยว่า   ถ้ามันเจ็บต่อไปอีกนิดเดียว  ถ้าเราไม่ตายไปจริง ๆ  เพราะ "ทนพิษบาดแผลไม่ไหว"  เผลอ ๆ เราคงมีลุ้นระทึกดวงตาเห็นธรรมกับเขาเป็นแน่  เพราะเกิดมาไม่เคยมีธรรมะมาสอนได้เยอะเป็นกอบเป็นกำได้ขนาดนี้เลยให้ตายเถอะ  ต่อให้เคยเจอเวทนาแบบโหด ๆ ในคอร์สเข้มมาแล้วน่ะนะ

 

เกิดมาไม่เคยเจ็บขนาดนั้น  จนคิดถึงขนาดอยากตาย  เพราะตัวเองผ่านการเจ็บแบบสาหัสมาแล้วหลายอย่างมาก  แต่นี่ ขนาดหมอเจ้าของเคสไทรอยด์อีกรพ.หนึ่ง  พอรู้ทีหลังถึงกับอึ้งไปนาน  บอกว่า  คุณโชคดีแค่ไหนแล้ว  ที่ไม่ช็อคหมดสติไป  แล้วมีเหตุให้ complicate กับสารพัดยา สารพัดโรคที่เป็นอีก  เพราะเป็นอีกหลายโรคมากเลยล่ะหมอ แหะ ๆ  เพราะคอร์ติซอลเหลือแค่ ๓ แค่นี้   มันควรจะช็อคได้แล้ว

 

เลยทำให้นึกขึ้นได้ว่า   เป็นเพราะการฝึกการเจริญสตินั่นเอง  สติจะเป็นตัวช่วยอุปถัมภ์ในยามคับขัน  แม้นจะตายอยู่แล้ว  ก็ยังคงมีสติ ตัวเองเลยนึกว่า  ของเราก็คงจะเป็นอย่างนั้น  ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  ก็ยังมีสติอยู่กับตัวเองตลอด  ยังรู้ตัวอยู่ตลอด  ไม่ตีโพย ตีพาย ด่าทอหมอ พยาบาล ร้องห่ม ร้องไห้ โวยวาย คร่ำครวญ ฯลฯ

 

แต่ก็ขยุ้มผ้าปูที่นอนเขาไปเยินเหมือนกันนะหมอ  ไม่ไหวเหมือนกัน  แถมเตะพรวดพราดซ้ายขวา  มันเป็นความรู้สึกทุรนทุรายน่ะ ตอนหลัง ๆ ที่หมดแรงกระเด้งแล้วน่ะนะ 

 

แต่ตอนแรก ๆ  แปลกใจเหมือนกัน  ที่ความเจ็บปวดมันทำให้ลำตัวตอนบนกระเด้งขึ้นมาได้เอง  เหมือน ๆ จะทำท่า sit up  เราไปค้นในเวบทีหลัง พบว่า  นั่นเป็นสัญญาณของอาการคนที่ปวดถึงที่สุดแล้วน่ะ คือร่างกายมันจะสปัสซั่มอะไรของมันสักอย่าง  วันนั้นเราทำเอาคนรอบข้างตกใจไปพอแรง  เพราะใครจะไปนึก  ว่าแค่ผ่าเลสิค  จะเป็นขนาดนี้

 

เราก็ไม่นึก  แต่เรารู้ว่า  นี่เป็นเรื่องของกรรมล้วน ๆ  ที่เราเจอ  คนบอกให้ฟ้องหมอ ฟ้องรพ.  เราบอกว่า ฟ้องไปทำไม  ก็แค่เขาไม่ได้คุยกันให้ดี ๆ ก่อน  นี่เป็นเรื่องกรรมของเราเอง  และที่สำคัญ ตอนนี้ ตาเราก็เห็นชัดแจ๋วเลยล่ะหมอ ฮิ ๆ

 

เป็นทุกขลาภอย่างหนึ่งนะ ซึ่งถ้าไม่ได้วิชาการเจริญสติ  เราคงท่าจะแย่  แต่เราเขียนจม.ไปบอกทั้งสองรพ.นะ  บอกว่าเขาควรจะตรวจระดับคอร์ติซอลในเลือดผู้ป่วยก่อนผ่าเลสิค  เพราะมันจะเป็นอย่างนี้  หรือไม่เช่นนั้น ก็ต้องฉีดสเตอรอยด์  เราไปค้นเจอทีหลังในเวบเมืองนอก  ว่าไม่มีใครเขาผ่ากันหรอก  ถ้ามันต่ำขนาดเรา อันตรายมาก

 

 นี่รอดมาได้  ไม่ตายเพราะ "ทนพิษบาดแผลไม่ไหว"  จึงนำประสบการณ์ธรรม  มายำใหญ่ ใส่ในบล๊อกของหมอ ที่มาเล่าเรื่องการเจริญสติ  ไว้ ณ ที่นี้ด้วยก็แล้วกัน   ใครมีญาติโยมลูกหลานจะผ่าเลสิค  ก็จงไปตรวจไทรอยด์ก่อนนะจ๊ะ  เดี๋ยวจะหาว่าซามูไรไม่เตือน

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร 

  • อย่าสงสัยอะไรเลยครับคุณหมอ (เห็นเขาเรียกคุณหมอ ผมก็เรียกบัาง คิกคิก) กับประโยคว่า จำเป็นให้ต้องหวนมาเดินในทางที่ผู้รู้แล้วได้ทิ้งไว้
  • ผมเคยฝึก ภาวนา "พุทโธ" เหมือนกัน เมื่อสมัยหนุ่มๆประมาณอายุ ๑๓ ๑๔ ๑๕ นี้แหละ
  • ต่อมา ครูบาอาจารย์ให้มาฝึก ยุบหนอ พองหนอ และมาอ่านงานของคุณหมอ ได้ความคิดว่า คำว่า "หนอ" นั้น น่าจะใช้คำอื่นแทนได้ เช่น ยุบนะ นี่ยุบนะ นี่พองนะ พองแล ยุบแล อะไรประมาณนี้
  • เคยเดินจงกรมและไม่รู้สาเหตุว่าน้ำตาไหลออกมาได้อย่างไร ให้มันหยุดก็หยุดไม่อยู่
  • เคยวิ่งสมาธิ (ในหลักสูตรไม่มีวิ่งสมาธิ) วิ่งไปจนขามันวิ่งเอง และวิ่งไม่หยุด ต้องแก้ไขบางอย่างจึงค่อยๆ เบาลง
  • เคยนั่งสมาธิ และแปล๊บ เหมือนกับสายฟ้าแลบข้างใน แต่อยากให้เกิดอีก ก็ไม่เกิดอีก เพราะมีความอยาก (เกิดครั้งแรกหัวใจเต้นตุ๊บตั๊บ นึกว่า ฉันบรรลุแล้ว แต่เปล่าเลย)
  • เคยนั่งสมาธิตอนเด็กๆ หลังทำวัตรสวดมนต์เย็น เพิ่งกวาดขยะมาเหนื่อยๆ เหงื่อโทรม ร้อนก็ร้อน ไปอาบน้ำก็ไม่หายร้อน ต้องมานั่งสวดมนต์ก็ไม่หายร้อน พอนั่งสมาธิสักพัก มันเย็นวูบโดยไม่รู้สาเหตุและไม่ร้อนกายอีกเลย ให้นึกแปลกใจ
  • ทุกวันนี้ได้แต่สมาธิแบบ "งานคือชีวิต" "พยายามขจัดความรู้สึกที่ไม่ดีออกไป..สอนตัวเอง"

----------------------เล่าสู่กันฟัง----------------------------

สวัสดีค่ะ กัลยาณมิตรทุกท่าน

  •  คุณซามูไรณัชรคะ หมอตั้งใจอ่านที่คุณณัชรเล่าทุกบรรทัดเลย อืมที่หมอว่าเจ็บแล้วนี่มีเจ็บกว่าอีก กระจกตานี่เป็นส่วนที่ไวกับความรู้สึกมาก เพราะ lasik มันผ่าที่กระจกตา(cornea) ยังงี้นี้เจ็บตลอดแน่ โอ้โห คุณผ่านมาได้นี่สุดยอดเลยจริงๆ หมอนั่งจ้องจออ่านตอนซามูไรสู้กะเวทนา อึ้งไปนาน ขอปรบมือให้เลยค่ะ ได้ธรรมมาหอบใหญ่เลย ส่วนคำว่าปึ๊งนี่ก็เหมือนพรวดแบบคุณณัชรว่านั่นแหละค่ะ แต่หมอไม่รู้จะใช้คำไหนดี นี่คงประมาณช้างกระดิกหู งูแลบลิ้นหรือเปล่าเนอะ
  • ตอนนี้ คนใกล้ๆตัว ญาติสนิทมิตรสหายกำลังเจ็บป่วยกันเยอะค่ะ วันนี้เพื่อนที่เคยเข้าปฏิบัติธรรมด้วยกันก็โทรมาให้ช่วยดูพี่สาวหน่อยเข้ารพ.ด้วยโรคหัวใจ เมื่อกี้หมอเพิ่งไปส่งคุณป้ามา แกพูดแต่เรื่องเก่าๆ ส่วนเรื่องใหม่ๆจำไม่ได้เลยค่ะ เป็นอัลไซเมอร์แหละค่ะ
  • คุณนม.คะ แหมชื่อย่อนี่น่าหวาดเสียวนะคะ555 อาจารย์พิชัยก็เคยบอกว่าองค์บริกรรมนี่อะไรก็ได้ขอให้มีสติอยู่กับอาการนั้นจริงๆหมอก็เคยกำหนดทำนองว่ากวาดบ้านหนอ แต่จริงๆคือถูบ้านหนะค่ะแต่ใจรู้จริงๆว่าถูอยู่ 

กายคือจิต จิตคือกาย กายเจ็บจิตต้องเจ็บ จิตเจ็บกายต้องเจ็บ อย่าโกหก.....หวังว่าพรุ่งนี้กาแฟคงไม่ขมอีก แต่ถ้าขมก็ดี!

มาอะไรทานน่ะ ไปหละ...อ้อ แล้วอย่าเผลอคิดว่าได้อะไรจากการไปปฏิบัติธรรมนั่นล่ะ รู้ไหม...

ดีจริงๆเลยครับ มันทำให้ผมคิด มโนภาพตามบันทึกไปเรื่อย เหมือนกับว่าอ่านบันทึกบรรทัดแรกด้วยอารมณ์กรุ่นๆร้อนๆ และค่อยๆคลายลงไปเรื่อยๆ

 หากชีวิตช้าลงกว่าที่เป็นอยู่ มันดีอย่างนี้เอง

ผมมองว่าเป็นช่วงโอกาสให้เราคิดทบทวนตัวเองด้วย การดูจิตอย่างจดจ่อ(ที่เรียกสมาธิ) ลดความเสี่ยงให้กับตัวเองมากมาย และสุดท้ายทำให้นิ่งมากขึ้น

ขนาดเพียงแค่ผมอ่านบันทึกนี้ ทำให้ผมรู้สึกนิ่งมากขึ้น ถ้าได้ปฏิบัติจริงจังน่าจะส่งผลต่อตนเองมากมายนะครับ

 

         ขอบคุณค่ะ คุณอนุเซน รินไซ ที่มาเตือนสติ

          ขอบคุณค่ะ คุณจตุพร เห็นด้วยค่ะว่าปฏิบัติเอง จะทราบเองจากจิตเราเองจริงๆ ไม่เหมือนกับการอ่าน ถ้ามีโอกาสขอให้ได้ไปฝึกนะคะ ลูดองค่ะ ลองดูค่ะ ไม่ลองไม่รู้ จะลองบนมั่งก็ได้นะคะ 555

นิด...ในที่สุดก็หา Blog. ของนิดเจอ แล้วจะมาตามอ่านนะจ้ะ

ขอบคุณค่ะ ขออนุโมทนาด้วย