สาธุ สาธุ สาธุ
อนุโมทนาด้วย คุณหมอ
อ่านแล้วเชื่อว่า โยคีเก่าทุกคน ย่อมนึกถึงประสบการณ์ "ครั้งแรก" ของตัวเอง
หรือไม่ก็ครั้งที่ สอง สาม สี่ เรื่อยไป
เห็นด้วยกับคุณกันยามาสมากว่า การกำหนดอิริยาบถย่อย เป็นอะไรที่ยากที่สุด
แต่ก็เป็นอะไรที่เราชอบทำที่สุดด้วย เหมือนคุณหมอเลยค่ะ
ชะรอยจะเป็นคู่แฝด(อ้วน)อภินิหารซะแล้ว ฮิ ๆ
สติต่อเนื่องนั้น ที่เราจำแม่น กลับเป็นนอกคอร์สปฏิบัติธรรมล่ะคุณหมอ
มันมีแว้บ ๆ ขึ้นมาบ้าง
ทั้งยามคับขัน และยามที่เรารู้สึกว่า เราตั้งใจมาก ๆ อะไรสักอย่าง
ไม่รู้ว่าใส่เกียร์ห้ากับสมาธิไปหรือเปล่า ฮี่ ๆ
มีอยู่หนนึง จำได้ สอนอยู่หน้าห้อง แล้วมันเกิดอาการต่อเนื่องอย่างหมอเปิดก๊อกน้ำนี้น่ะ
อธิบายไม่ถูก แต่จำได้เป็นช็อตตอนนั้น ชัดเจน
กลับมาบ้านยังแปลกใจ แล้วก็นึกได้ว่า ตอนช็อตนั้นจบ มันชอบนะ แล้วก็นึกได้ต่อว่า ดันลืมกำหนดชอบหนอแฮะ ฮิ ๆ เห็นไหม หลุดเลย
ก็มันสอนอยู่ี่นี่นา
ช่วงที่มันมีสมาธิจดจ่อ บางทีมันก็มีอะไรแปลก ๆ เหมือนกัน เวลาสอนหนังสือมันก็มีประโยชน์ดี
อาจารย์พิชัยบอกว่า เรียกว่า intuition หรือว่า ปฏิภาณ ซึ่งเป็นอำนาจของสติ บวกกับอะไรสักอย่าง ไหวพริบเหรอ? ไม่รู้เหมือนกัน
แต่มีอยู่หนนึง ทำเอานิสิตหนาว นึกว่าเราเลี้ยงกุมารทอง ฮิ ๆ
เพราะสอน ๆ อยู่ เขาเีขียนอะไรในกระดาษส่งให้กัน
เรานึกยังไงก็ไม่รู้ หันไปตอบเขาเลย ในสิ่งที่เขาเขียนถามกันน่ะ
มันก็เกี่ยวเนื่องกับที่เราสอนกลาย ๆ น่ะนะ แต่ว่าอ้อม ๆ และแซว ๆ นิดหน่อย
สองคนนั้นทำหน้าเหมือนเห็นผีญี่ปุ่นหลอก ฮิ ๆ
จากนั้น เขาเขียนอีเมล์บอกเพื่อน ๆ บอกว่า เธออย่าคุยอะไรกันในห้องเรียนนะ อาจารย์เลี้ยงกุมารทอง ฮิ ๆ
ความจริงไม่ใช่เลย คนที่เป็นครูมานานอาจจะทำเรื่องนี้ได้ดีกว่าเราด้วยซ้ำ เพราะเราเองไม่ได้เกิดมาเป็นครูตั้งแต่ไหนแต่ไร เรามันเป็นคนวงการบันเทิง เคยสอนใครเสียที่ไหน
ไม่เคยแม้นกระทั่งสอนใจตัวเอง
ที่เล่ามานี้ ก็เพียงอยากจะแชร์ประสบการณ์ว่า จากคนที่ไม่มีสติเอาเสียเลยอย่างตัวเอง ได้ไปเข้าคอร์ส ๗ วันนี้ มันก็สามารถทำให้เข้าใจชีวิต เข้าใจโลก อย่างที่มันเป็น
คุณหมอยังนับว่ามีบุญมาก ที่มีเวทนาในลักษณะที่ทำให้เกิดเป็นปัญญาได้ ในห้องกรรมฐาน
ของเราเป็นลักษณะสมาธิไม่แรงขนาดนั้นในตอนนั้น เพียงแค่เห็นว่า เจ็บก็เจ็บไป ปวดเท่าเดิม แต่มันเห็นเลยว่า กายก็เจ็บไปแต่กาย แต่ใจไม่เจ็บ
มันแยกได้เลยน่ะ คือ ใจไม่เดือดร้อนเลย ยิ้มได้ ทั้ง ๆ ที่ปริมาณความปวดเท่าเดิม
ตอนที่รู้สึกอย่างนั้นได้ รู้สึกฮึกเหิมมาก (จนลืมกำหนด) นึกว่า โห...อีกหน่อยพอเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรหนัก ๆ ฉันก็ไม่ต้องกลัวแล้ว มอร์ฟง มอร์ฟีนไม่ต้อง (นี่ ทำซ่า) ฉันมีของดี มีวิชาพระพุทธเจ้าแล้ว
ทำซ่าได้ไม่นาน ก็เจอขันธมารของจริงในชีวิตจริง พญามารจัดให้เสียอ่วม อยากลองของนัก มาเป็นชุด
จะเขียนตรงนี้ดีไหมหนอ อยู่ในบล๊อกของหมอก็น่าจะเหมาะดีนะ เป็นการเรียนรู้การเจอเวทนานอกห้องกรรมฐานที่เป็นที่สุดของชีวิต ชนิดที่ว่า ปัญญาเกิดแบบไม่ต้องท่องไปเป็นข้อ ๆ ล่วงหน้าเลย มันไหลออกมาเป็นชุดในจังหวะเดียว
ของหมอมันออกมาเป็นความรู้สึก "ปิ๊ง" เหรอ นี่มันไม่ปิ๊งน่ะ มันกระชาก ๆ แบบวาบ ๆ บอกไม่ถูก เพราะเป็นปัญญาที่เกิดจาก post-operative pain ของคนไข้ผ่าตาที่มีระดับคอร์ติซอลต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเลยมั้ง เพราะหมอเจ้าของไข้(ไฮโปไทรอยด์) กับหมอที่ผ่าตานั้นคนละรพ.กัน
และเขาไม่ได้คุยกันตรง ๆ คนนึงเจาะเลือดแล้วบอกว่า ระดับคอร์ติซอลต่ำมากเกินไปแล้วนะ ถ้าจะผ่า ต้องฉีดสเตอร์รอยด์ แต่ไม่ได้บอกว่าทำไม คือ เขากลัวเราจะช็อคน่ะ เนื่องจากมันต่ำจนไม่น่าจะทนความเจ็บปวดได้นั่นเอง อันนี้เรามารู้ทีหลัง
รพ.ที่ผ่า ดูยาแล้วบอกว่า ไม่ฉีด (แต่ไม่ดูผลเลือด) แล้วก็ไม่ได้บอกว่าทำไม เรามารู้ทีหลังเหมือนกันจากหมอเจ้าของไข้อีกรพ. ว่าเขากลัวติดเชื้อ
สรุปว่า พอยาชาหมด เราตัวกระเด้งขึ้นจากเตียงเลยล่ะหมอนิดที่รัก เป็นอย่างนี้ประมาณ ๒๔ ชม. ไม่สามารถ reverse ได้ ยานอนหลับใด ๆ สองสาม dose ก็เอาไม่อยู่
มันเหมือนมีเข็มสักเป็นแสน ๆ เล่ม มาทิ่มแทงตาสองข้างน่ะ ตลอดเวลาเลยนะ แล้วก็สลับกับมีกระดาษทรายมาถูอย่างรุนแรงเลยน่ะ
แต่เราไม่ร้องไห้นะ ไม่ได้ครวญครางอะไร ก็กำหนดไปนี่แหละ แต่น้ำตามันพุ่งออกมาเองเป็นน้ำพุ
เรากำหนดดูอาการแล้วก็สังเวชร่างกายเรามากนะ มันพยายามเต็มที่แล้วน่ะที่พยายามจะขับความรู้สึกตรงนั้นออกไป คุณหมอรู้ไหมว่า น้ำตาที่มันพุ่งออกมาเองเป็นน้ำพุตลอดเวลานั้นเป็นยังไง โดยที่เจ้าตัวไ่ม่ได้ร้องไห้เลยน่ะนะ
นิ่ง สงบ มาก ตอนนั้น
ถึงตัวจะกระเด้งขึ้นมาจากเตียงจนเขาต้องยึดเลยนะ พยาบาลมายึดสองคนเพราะหมอโทร.มาบอกให้หยอดยาชาให้ัชั่วคราวได้ มันก็อยู่ได้แค่อีก ๒๐ นาที แล้วก็เป็นใหม่ พยาบาลบอกว่า หยอดไม่ได้แล้ว ได้แค่นี้
ใช้หมดทุกวิชาเลยหมอ ทั้งวิปัสสนาภาวนา สมถะภาวนา (ทั้งแบบเมตตา แบบอาณา พุทโูธ สวดมนต์) หรือแม้นกระทั่งหลักการฝึกศิลปป้องกันตัวแบบสมาธิทุกชนิด
ขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร
ลองทุกมุขแล้วน่ะ ไม่มีได้ผลเลย
คือมันชินกับเวลากำหนดเวทนาใช่้ไหมว่า พอกำหนดแล้วมันจะเห็นความเปลี่ยนแปลง หรือ ลดน้อยลงบ้าง
แต่นี่ไม่เลยน่ะ เหมือนจะมากขึ้น ๆ และเป็นระลอก ๆ
มีอยู่บางช่วง ที่ร่างกายเราคงล้ามากแล้วน่ะ เหงื่อออกมาก เหนื่อย เพราะมันกระเด้งทั้งตัว เราก็ขอนะให้เขาติดต่อรพ.เจ้าสังกัด อยากคุยกับหมอไทรอยด์เราว่าเอาไงดี เขาก็ไม่ได้ติดต่อให้ หรือตอนนั้นเรานึกว่าติดต่อแล้วก็ไม่รู้ มันเบลอ ๆ ยานอนหลับ แต่ไม่หลับ
เราเจ็บจนเข้าใจเลยว่า คนที่เขาเจ็บขนาดนี้นี่น่ะ ทำไมบางคนเขาถึงเลือกที่จะตาย
เพราะเราเจ็บถึงขั้นที่ว่า ถ้ามันนานกว่านั้นอีกนิดเดียวนี่ ขอตายดีกว่า มันเป็นอารมณ์นั้น (แต่ไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะหมอ)
แต่ตอนที่มันกระเด้ง ๆ ขึ้นมาถึงที่สุดน่ะ ที่มันเจ็บมาก ๆ ชนิดที่ไม่มีทางย้อนกลับ เจ็บแน่น เจ็บนาน เจ็บถาวรน่ะ มันมีช่วงนึงที่เหมือนจะมี ความ "เข้าใจ" อะไรบางอย่าง มัน "พรวด" เข้ามาทีเดียวเลยนะหมอ ในหัวน่ะ ไม่มีอะไรมาก่อนหลังด้วย เรารู้สึกว่ามันมาพร้อมกัน ความเข้าใจอันนี้
มัน "พรวด" เข้ามาว่า
- แรงใดเสมอด้วย แรงกรรมไม่มี ที่ว่าเช่นนี้ ก็เพราะว่า เราคิดว่าเราสร้า่งกุศลเยอะแล้วไง ทำบุญบริจาคร่างกายบริจาคดวงตาก็แล้ว ทำบุญเครื่องมือแพทย์เกี่ยวกับตา พ่วงไปกับแม่ และหลวงตาบัว ก็แล้ว แถมปฏิบัติธรรมก็ตั้งหลายคอร์ส เรียกว่า เราประมาทมากน่ะ นึกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เคยทรมานสัตว์ ไปทำเลสิคแค่นี้ คงเรื่องเล็ก ไม่เห็นมีใครเขาเจ็บเลย พอเจ็บอย่างนี้ ตัวปัญญาที่ได้ก็คือ รู้ชัดเลยว่า นี่คือกรรมล้วน ๆ และเราคงจะเคยไปสร้างไว้หนักมากในอดีตชาติ มันถึงเวลามาแสดงให้เห็น
<ul><li>ที่เจ็บอย่างนี้ เพราะมีร่างกายธาตุขันธ์ให้เจ็บ ถ้าไม่มีร่างกายธาตุขันธุ์ให้เจ็บ ก็ไม่เจ็บอย่างนี้หรอก ซึ่งตอนนั้น ความเข้าใจเรื่องร่างกายธาตุขันธ์็มันออกมาหมดเลยนะ ว่า รูป คือ กาย คือ ตัวลูกตานี่แหละ แล้วความรู้สึกเจ็บ ที่รับรู้ด้วย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไรที่เหลือทั้งหมดนี่น่ะ ดูซิ ตอนนั้นเข้าใจ ตอนนี้มันเลือน ๆ อีกแล้ว</li></ul>
<ul><li>แล้วที่ต้องมามีร่างกายธาตุขันธ์เจ็บอย่างนี้ ก็เพราะว่า มีตัวตัณหาพาให้มาเกิดอยู่นั่นแหละ ก็มีแต่ความ อยาก ๆ ๆ ไม่รู้จบสิ้น รู้อยู่แล้วก็ยังทำ ยังยอมให้มันพามาเกิดอีก รู้อย่างนี้จะยังอยากมาเกิดอีกไหม</li></ul><p>
พอมันเกิดความ “เข้าใจ” ขึ้นมา “พรวด” เดียวอย่างนี้นะหมอนะ เชื่อไหมว่า ความเข็ดขยาด ความกลัวการเวียนว่ายตายเกิด มันขึ้นสมองมากเลยน่ะ มันแสนจะกลัวการกลับมาเกิดใหม่มากเลยตอนนั้น</p><p> </p><p>ความรู้สึกตอนนั้นที่ชัดมาก ๆ เลย คือ ไม่เอาแล้ว ๆ ๆ ๆ ไม่อยากเกิดอีกแล้ว ๆ ๆ ๆ </p><p> </p><p>มันเป็นอะไรที่ “ชัด” สุด ๆ ชนิดที่ว่า เรายังพูดแบบล้อเล่นกับเพื่อนเลยว่า ถ้ามันเจ็บต่อไปอีกนิดเดียว ถ้าเราไม่ตายไปจริง ๆ เพราะ “ทนพิษบาดแผลไม่ไหว” เผลอ ๆ เราคงมีลุ้นระทึกดวงตาเห็นธรรมกับเขาเป็นแน่ เพราะเกิดมาไม่เคยมีธรรมะมาสอนได้เยอะเป็นกอบเป็นกำได้ขนาดนี้เลยให้ตายเถอะ ต่อให้เคยเจอเวทนาแบบโหด ๆ ในคอร์สเข้มมาแล้วน่ะนะ</p><p> </p><p>เกิดมาไม่เคยเจ็บขนาดนั้น จนคิดถึงขนาดอยากตาย เพราะตัวเองผ่านการเจ็บแบบสาหัสมาแล้วหลายอย่างมาก แต่นี่ ขนาดหมอเจ้าของเคสไทรอยด์อีกรพ.หนึ่ง พอรู้ทีหลังถึงกับอึ้งไปนาน บอกว่า คุณโชคดีแค่ไหนแล้ว ที่ไม่ช็อคหมดสติไป แล้วมีเหตุให้ complicate กับสารพัดยา สารพัดโรคที่เป็นอีก เพราะเป็นอีกหลายโรคมากเลยล่ะหมอ แหะ ๆ เพราะคอร์ติซอลเหลือแค่ ๓ แค่นี้ มันควรจะช็อคได้แล้ว</p><p> </p><p>เลยทำให้นึกขึ้นได้ว่า เป็นเพราะการฝึกการเจริญสตินั่นเอง สติจะเป็นตัวช่วยอุปถัมภ์ในยามคับขัน แม้นจะตายอยู่แล้ว ก็ยังคงมีสติ ตัวเองเลยนึกว่า ของเราก็คงจะเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ยังมีสติอยู่กับตัวเองตลอด ยังรู้ตัวอยู่ตลอด ไม่ตีโพย ตีพาย ด่าทอหมอ พยาบาล ร้องห่ม ร้องไห้ โวยวาย คร่ำครวญ ฯลฯ</p><p> </p><p>แต่ก็ขยุ้มผ้าปูที่นอนเขาไปเยินเหมือนกันนะหมอ ไม่ไหวเหมือนกัน แถมเตะพรวดพราดซ้ายขวา มันเป็นความรู้สึกทุรนทุรายน่ะ ตอนหลัง ๆ ที่หมดแรงกระเด้งแล้วน่ะนะ </p><p> </p><p>แต่ตอนแรก ๆ แปลกใจเหมือนกัน ที่ความเจ็บปวดมันทำให้ลำตัวตอนบนกระเด้งขึ้นมาได้เอง เหมือน ๆ จะทำท่า sit up เราไปค้นในเวบทีหลัง พบว่า นั่นเป็นสัญญาณของอาการคนที่ปวดถึงที่สุดแล้วน่ะ คือร่างกายมันจะสปัสซั่มอะไรของมันสักอย่าง วันนั้นเราทำเอาคนรอบข้างตกใจไปพอแรง เพราะใครจะไปนึก ว่าแค่ผ่าเลสิค จะเป็นขนาดนี้</p><p> </p><p>เราก็ไม่นึก แต่เรารู้ว่า นี่เป็นเรื่องของกรรมล้วน ๆ ที่เราเจอ คนบอกให้ฟ้องหมอ ฟ้องรพ. เราบอกว่า ฟ้องไปทำไม ก็แค่เขาไม่ได้คุยกันให้ดี ๆ ก่อน นี่เป็นเรื่องกรรมของเราเอง และที่สำคัญ ตอนนี้ ตาเราก็เห็นชัดแจ๋วเลยล่ะหมอ ฮิ ๆ</p><p> </p><p>เป็นทุกขลาภอย่างหนึ่งนะ ซึ่งถ้าไม่ได้วิชาการเจริญสติ เราคงท่าจะแย่ แต่เราเขียนจม.ไปบอกทั้งสองรพ.นะ บอกว่าเขาควรจะตรวจระดับคอร์ติซอลในเลือดผู้ป่วยก่อนผ่าเลสิค เพราะมันจะเป็นอย่างนี้ หรือไม่เช่นนั้น ก็ต้องฉีดสเตอรอยด์ เราไปค้นเจอทีหลังในเวบเมืองนอก ว่าไม่มีใครเขาผ่ากันหรอก ถ้ามันต่ำขนาดเรา อันตรายมาก</p><p> </p><p> นี่รอดมาได้ ไม่ตายเพราะ “ทนพิษบาดแผลไม่ไหว” จึงนำประสบการณ์ธรรม มายำใหญ่ ใส่ในบล๊อกของหมอ ที่มาเล่าเรื่องการเจริญสติ ไว้ ณ ที่นี้ด้วยก็แล้วกัน ใครมีญาติโยมลูกหลานจะผ่าเลสิค ก็จงไปตรวจไทรอยด์ก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวจะหาว่าซามูไรไม่เตือน</p><p> </p><p>สวัสดีค่ะ,</p><p> </p><p>ณัชร </p>