GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

หาอะไรในชีวิต.....

บนบานกลางอากาศ..........
            หาอะไรในชีวิต..........

                    ตั้งแต่เด็กๆมาแล้ว ที่ฉันรู้สึกว่าฉันหาอะไรสักอย่างในชีวิต ตอนติดแพทย์ก็คิดว่าหาเจอแล้วคือความสำเร็จในการเรียนหนังสือ แต่ไม่ใช่ จบมาทำงานเป็นหมอก็คิดว่าเจอแล้ว ก็ยังไม่ใช่อีก ตอนหาเงินได้เยอะๆ ( เยอะในความรู้สึกของฉันเองนะคะ ) แล้วเอาไปซื้ออะไรที่อยากได้ พอซื้อเสร็จกลับรู้สึกโหวงเหวงยังไงพิกล

                                                       ฉันทำงานมากี่ปีแล้วนะ 8ปีแล้วสิ ตอนนั้นฉันอายุขึ้นเลข 3 แล้ว บางวันนั่งตรวจอยู่ในห้องอัลตร้าซาวด์ นัดคนไข้ไว้ประมาณ 8 คนสำหรับตอนเช้าแต่มักจะมีคนไข้ฉุกเฉินมาแทรกด้วย วันๆนึงตรวจอัลตร้าซาวด์ประมาณ 10-15 คน แล้วคนไข้ในรพ.ประจำจังหวัดอย่างนี้ มักจะเจอโรคแทบทั้งนั้น ส่วนใหญ่ฉันจะพบวนเวียนอยู่กับตับแข็ง มะเร็งตับ นิ่วในถุงน้ำดี นิ่วในไต มะเร็งกระจายไปตับ ต่อมน้ำเหลืองโต มีน้ำในช่องท้อง ประจำวนเวียนอยู่อย่างนี้สำหรับห้องนี้ค่ะ แต่ถ้าไปตรวจเส้นเลือดในสมองก็จะเจอประจำคือเส้นเลือดแดงโป่งพอง(aneurysm) ห้องตรวจลำไส้ก็พบประมาณว่าแผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งในกะเพาะ มะเร็งลำไส้ใหญ่ คนไข้ก็ตั้งแต่เด็กตัวเท่าแมวถึงรุ่นปู่ย่า อ่าพอก่อนๆเดี๋ยวจะกลายเป็นหมอx-ray กันหมด 

                 ถึงไหนแล้วนะคะ  อ้อ ฉันตรวจอัลตร้าซาวด์อยู่ ด้วยความเมื่อยล้าของสายตาและหัวใจ ทำไมคนไข้ถึงป่วยมากขึ้นเรื่อยๆนะ พวกเราตรวจกันไม่ทันค่ะ คิวยาวเหยียด บางคนรอยโรคเยอะมากต้องตรวจนานเป็นครึ่งชมเกือบชม.เลยก็มี บางทีก็คุยกับคนไข้บ้างอยากรู้ว่าเค้าดำเนินชีวิตอย่างไรทำไมถึงป่วย ช่วงนั้นฉันเจอชาวนาอายุแถวๆ 40เป็นมะเร็งตับกันเยอะ พวกชาวนาหลายคนก็เล่าถึงการทำนาซึ่งก็น่าจะเสี่ยงที่เค้าจะป่วยกันเพราะรับสารพิษเยอะมาก ตั้งแต่ใส่ยาฆ่าหอยเชอรี่ ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงอื่นๆ กว่าจะเป็นเมล็ดข้าวให้เรากินนี่ เค้านับให้ดูว่าเค้าต้องใช้ยาฆ่าอะไรหลายๆอย่างนี่ประมาณ 6 ครั้ง การป้องกันก็น้อย บางคนใส่ยาด้วยมือเปล่าๆนี่แหละค่ะ ผ้าคลุมหน้าปิดปากกะจมูกก็ไม่ใช้ เค้ารับสารพิษพวกนี้เป็นประจำ รับมากกว่าพวกเราคนกินข้าวเยอะ จึงเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุยังไม่มาก อายุ 40 กว่าก็เป็นมะเร็งตับกันแล้ว  บางทีตรวจๆไปเจอรอยโรคสวยๆ หมอก็กรี๊ดกร๊าดเรียกกันมาดูมาเรียน  หันไปมองหน้าคนไข้ก็สะท้อนใจ รอยโรคสวยๆของเรา แต่คือโรคภัยไข้เจ็บของเค้า

                   

                 ตอนประจำอยู่ห้อง CT (Computerotomography) คือเครื่องเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจได้ทุกส่วนของร่างกายค่ะ ฉันเคยเจอเด็กป่วยเป็นมะเร็งอายุแค่สี่ขวบเองพอถามไถ่ก็รู้ว่าเป็นตั้งแต่ขวบกว่าๆ แถมเป็นลูกชายของหมอ หน้าตาหมอคนนั้นเป็นทุกข์มาก มีความกังวลบนใบหน้าชัดเจนเพราะลูกเขาผ่าตัดมาหลายครั้งแล้ว แต่โรคมันก็กลับมาเป็นใหม่ไม่หายขาด เด็กบางคนก็ป่วยตั้งแต่ในท้องแม่ ทำอัลตร้าซาวด์เจอโรคหัวใจ หรือโรคไตตั้งแต่อยู่ในมดลูกแม่เลย ทำไมโชคร้ายตั้งแต่ยังไม่เกิดเลยนะ ฉันนึกสงสัยอยู่ในใจ   ในตำราที่เรียนมาโรคบางโรคมีสาเหตุชัดเจนแต่บางโรคก็ไม่รู้สาเหตุชัดๆ บางคนดูไม่น่าจะป่วยเพราะครอบครัวก็อบอุ่นดี มีสตางค์ก็เยอะ อาหารการกินดี แต่ทำไมป่วยเป็นโน่นเป็นนี่นะ ดูลูกคนงานแถวบ้านเงินก็น้อย งานก็หนักแต่แข็งแรงดีแฮะ อืม อะไรมันก็ไม่แน่นอนเลย

             

               ช่วงเวลานั้นมีหมอx-ray เหลืออยู่แค่สองคน ฉันกับรุ่นพี่หัวหน้าแผนกเท่านั้น เราทั้งสองคนทำงานกันหนัก วิ่งวุ่นเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ ฉันล้าเต็มทีแล้ว เริ่มกลับมาครุ่นคิด ถ้าพวกเราตั้งรับตรวจกันอยู่อย่างนี้คงไม่มีทางทัน คิวนัดวันนี้อีกประมาณ 1เดือนถึงจะได้ตรวจก็มี สิ่งที่ควรจะทำคือควรต้องส่งเสริมสุขภาพให้คนไข้รู้จักดูแลตัวเองให้สุขภาพดี อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ และสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองตั้งแต่น้อยๆ จะได้รีบมาหาหมอตั้งแต่เนิ่นๆ  

               เวลาไปเที่ยวฉันเริ่มไม่สนุกเหมือนเก่า มันรู้ขั้นตอนไปหมดแล้ว เริ่มจากเข้าไปในร้าน ฟังเพลงดื่มเหล้า มึนๆ เพลงสนุกก็ลุกขึ้นเต้น วัยรุ่นกรี๊ดกร๊าด วัยดึกก็ร่าเริง วัยกลางๆเอ๊ยวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอย่างฉันก็ครึ้มอกครึ้มใจ ฉันหันไปมองรอบๆร้าน แต่ละคนที่มาเที่ยวหน้าก็คุ้นๆกันแล้ว จำท่าเต้นแต่ละคนพอได้เลยแหละค่ะ ตีหนึ่งตีสองได้เวลาก็เช็คบิลกลับหอพักไปนอน  ฉันยังไปนอนคิดต่อ เอ ชีวิตฉันวันๆจะมีแค่นี้เหรอ ตื่นเช้ามาทำงาน เจอคนเจ็บป่วยแบบเดิมๆ ไปรับจ้างอยู่เวรหารายได้พิเศษ ได้มาก็เอาไปใช้จ่ายซื้อโน่นซื้อนี่ ไปเที่ยว  กลับมานอน  ตื่นมาวนเวียนแบบนี้อีก

                                                   หัวหน้าแผนกและฉันเริ่มล้ามากขึ้นทุกที แล้วก็เหมือนสวรรค์มาโปรด 555 ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่มีประชุมวิชาการประจำปีที่อเมริกาของรังสีวิทยา เราได้ไปทั้งคู่นานสองอาทิตย์ นี่เป็นการประชุมใหญ่ที่รังสีแพทย์ทั่วโลกจะไปประชุมกัน ปีนั้นจัดที่ชิคาโก้ เราต้องบินจากกรุงเทพไปต่อเครื่องที่ญี่ปุ่นเมืองนาริตะ ฉันกระดี๊กระด๊ามากดีใจจังหนอจะได้ไปดูบรรยากาศการประชุมที่ใหญ่ที่สุดของx-rayและก็เที่ยวต่อที่ซานฟรานซิสโกด้วย                  

            วันเดินทางเราบินจากกรุงเทพไปถึงนาริตะ เจอฝนตกพอประมาณที่ญี่ปุ่น บินสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์  ขอสารภาพค่ะ เป็นคนกลัวความสูงมากนั่งเครื่องบินแล้วกลัวตลอด ยิ่งนั่งนานๆอย่างนี้ฉันยิ่งประสาท ต้องพึ่งสุรามาเป็นระยะระยะ เพราะอยากให้หลับ ส่วนอาหารนั้นพึ่งไม่ค่อยได้ ฉันไม่ชินกะอาหารฝรั่งเลย หันไปเจออะไรเขละๆก็พะอืดพะอม ตอนบินออกจากญี่ปุ่นมาได้ไม่นานก็เจออากาศแปรปรวน เครื่องโคลงเคลงไปมาฉันหน้าซีด เมาเครื่องบินค่ะ อยากจะอ๊วก อยากเข้าห้องน้ำ...........

              กัปตันประกาศอะไรสักอย่าง แต่ฉันแปลไม่ค่อยออก ลุกจากที่นั่งจะไปห้องน้ำ เห็นแอร์โฮสเตสรีบวิ่งมาดุฉันให้รีบกลับไปนั่งที่ แล้วเครื่องบินก็วืดลงโคลงเคลงไปมา เสียงฝรั่งกรี๊ดกร๊าดโวยวายดังลั่น  ตัวฉันเองเงียบเป็นเป่าสาก มือเท้าเย็นเฉียบ เหงื่อชุ่มมือและเท้า หลับตาสวดมนต์แถมท่องพุทโธในใจ โอยฉันจะตายแล้วเหรอ กลัวตายๆไม่อยากตายๆ เพี้ยงถ้ารอดไปได้ฉันจะบวชเจ็ดวัน สลับไปกับสวดมนต์นึกบทไหนได้ก็งัดมาสวดหมด ประมาณครึ่งชั่วโมงได้ค่ะที่เครื่องโคลงเคลงมากและตกหลุมอากาศด้วย แล้วก็เริ่มสงบ โดยกัปตันประกาศขอโทษออกมาทางไมค์ พร้อมกับบอกว่าอากาศดีแล้ว  เฮ้อๆรอดมาได้อีกครั้งนึง โล่งอกไปทีค่ะ                                                     

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): บนบานกลางอากาศ
หมายเลขบันทึก: 74024
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 17
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (17)

สวัสดีครับ

  •   อ่านบันทึกนี้แล้วผมสามารถยิ้มและหัวเราะได้ครับ
  • สรุปว่าได้บวชหรือเปล่าครับ
  • เห็นด้วยเรื่องส่งเสริมสุขภาพครับ  จะพยามทำครับ
สวัสดีค่ะ คุณหมอ อนิศรา ที่รัก,

 

เอารูป เจ้า ฟูวาริ (ชื่อเขาแปลว่า soft and fluffy)  ที่ทำหน้าเมาเรือบินเหมือนหมอ มาฝากค่ะ 

 


                   "...อูยย...ถ้ารอดไปได้จะบวชเจ็ดวัน..."

 

  • คุณหมอหารูปประกอบเก่งเหมือนเดิมค่ะ มีแมวเหนื่อยล้าเหมือนจะกลัวความสูงค้างอยู่บนต้นไม้ด้วยเนอะ

  • เคยคิดเหมือนคุณหมอเปี๊ยบเลย  เรื่อง คนเราก็มีอยู่แค่นี้หรือ  ตอนเที่ยวน่ะนะคะ  เพราะว่าทุกอย่างเป็น "สคริปต์" เดิมหมดเลย

  • นั่นก็คือ  เจอกันวันศุกร์  กินข้าวประมาณนี้ ๆ  แถวนี้ ๆ  เสร็จแล้วไปต่อที่นี่  ๆ  จอดรถแถวนี้ เดินไปซอยนี้  แล้วต่อที่นี่  แล้วในสถานที่เที่ยว  มันก็เดิม ๆ  กิจกรรมเดิม ๆ คนเดิม ๆ  (แต่ท่าเต้นไม่เดิมนะหมอ ฮิ ๆ)

  • แต่คุณหมอมีบุญกว่ามาก  ที่ได้เห็นตัวอย่างเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในอาชีพการงานด้วย

  • เรื่อง "หาอะไรในชีวิต"  ก็เคยคิดนะหมอ  ตลกจัง  ทำไมเหมือนกันอย่างนี้นะ  ดีแล้ว  วันหลังไม่ต้องเขียน  รอหมอเขียน  แล้วตามมาเขียนในคอมเม้นท์ว่า "สำเนาถูกต้อง" อย่างเดียว ฮิ ๆ ๆ เป็นการประหยัดพลังงานถวายในหลวง

  • แต่้คุณหมอก็ยังฉลาดกว่าอยู่ดีนั่นแหละ  ที่คุณหมอดูเหมือนจะรู้ว่ากำลัง "หา" อะไรในชีวิต  ส่้วนทางนี้  ไม่รู้ตัวว่ากำลัง "หา"  รู้แต่ว่า  เป็นคนขี้เบื่อ  เบื่อง่าย  ทำอะไรไปได้สักพัก  ก็จะไปทำอย่างอื่นอีก

  • เพิ่งจะมารู้จักอาการนี้  ก็ต่อเมื่อปฏิบัติธรรมแล้วนั่นแหละว่า  อาการที่เราเืบื่ออะไรง่าย ๆ  ก็เพราะเราไม่ "เจอ" สิ่งที่เราคิดว่า "ใช่" จริง ๆ สักทีนั่นเอง

  • หรือ อีกนัยหนึ่ง  เรายังไม่พบสิ่งที่เรา "แสวงหา" นั่นเอง

  • พอมาปฏิบัติธรรมแล้ว  การเจริญสติคอร์สแรก  แค่ ๗ วันแรกของชีวิตนี้แหละ  รู้เลยว่า  นี่แหละ  คือ สิ่งที่เรา "หา" มาตลอดชีวิต  โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรากำลัง "หา"  โง่ดีไหมหมอ  คนมันนึกว่าชีวิตมันมีความสุขดีอยู่แล้วน่ะ

  • เพราะตั้งแต่เกิดมา  ชีวิตไม่เคยเติมเต็มอะไรขนาดนี้เลย

  • นี่ก็จะย่างเข้าปีที่ ๕ แล้วนะ  ๔ ปี จะครึ่งได้แล้ว

  • ความรู้สึกเติมเต็มนั้นก็ยังมีอยู่นะ  เพราะพอเข้าใจในหลักการพื้นฐานแล้ว  ชีวิตมันก็มีคำตอบสำหรับทุกอย่าง

  • มันหมดความเคลือบแคลงสงสัย

  • มันหมดจด ลงตัว จริง ๆ นะ

  • มันรู้สึกว่าสามารถหยุดอยู่ได้  ไม่ต้องวิ่งแสวงหาอะไรอีกต่อไปแล้วน่ะ

  • เราถึงบอกคนเสมอว่า  ไม่ต้องไปคิดสร้างโมเดลทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงในเชิงมหภาคอะไรให้มันยากเย็นเข็ญใจ  โดยการพยายามใช้หลักทางวิชาการ  และวิทยาการ (methodology) แบบตะวันตกหรอก  ให้เสียเวลา  เสียพลังงาน

  • ใครอยากเข้าใจ ก็ให้มาเข้าคอร์สการเจริญสติ ๗ วันนี้แหละ  อยู่

  • ความพอเพียงมันต้องเริ่มจากข้างใน "ใจ" ของแต่ละคนก่อน  จริงไหมหมอ

  • เพราะพอใจเรา "พอ" แล้ว เราก็ไม่้ต้องไปแสวง "หา" อะไรอีกต่อไปแล้ว

  • ก็แค่ศิษย์ร่วมสำนัก แวะมาพักรำพึงความหลังด้วยคนดัง ๆ เท่านั้นน่ะนะหมอ

  • เดี๋ยวรอฟังเวอร์ชั่นหมอไปปฏิบัติหนแรกดีกว่า  ปีอะไรเอ่ย  อยากฟังจัง  ตื่นเต้น  ปฏิบัติหนแรกเป็นอย่างไรบ้างเอ่ย  อย่าลืมเก็บตกรายละเอียดให้ได้หมดเลยนะหมอนะ

  • หมอเล่าเก่งอยู่แล้ว  คงจะเป็นประโยชน์กับคนหมู่มากที่สนใจ  และไม่เคยรู้มาก่อนแน่ ๆ

  • โดยเฉพาะอาชีพหมอด้วยกันนี่แหละ

  • จากที่เราย้อนกลับไปเรียนหนังสือใหม่  เราพบว่า  ในวงวิชาการ คนที่ยิ่งเรียนสูง  หรือมีปัญญามาก  ก็จะยิ่งเชื่อยาก  ซึ่งมันก็เป็นไปตามหลักเหตุผลทางตรรกวิทยา  ถ้าจะให้อธิบายตามก้นฝรั่ง

  • แต่เราว่าเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย

  • คนที่เชื่อยาก ๆ นี้แหละ  มักจะเป็นโทสะจริต  ท่านสงเคราะห์เข้าให้เป็นพุทธจริตได้

  • แปลว่าอะไร  แปลว่า ถ้าปฏิบัติแล้วจะเรียนรู้ได้เร็วนั่นเอง

  • เหมือนอย่างหมอนี่ไง  เป็นวิสัยของผู้มีปัญญา  เพราะเห็นอารมณ์ชัด  กำหนดชัด  กำหนดแล้วไม่ชอบ  กำหนดแล้วปล่อย  กำหนดแล้วไม่เอา  ไม่หน่วงเหนี่ยวอารมณ์  นั่นแหละดี

  • ตรงกับลักษณะการปฏิบัติแบบวิปัสสนาเปี๊ยบเลย เห็นไหม  เพราะกำหนดแล้วต้องปล่อย

  • ว่าแล้วก็ต้องขอชิงอนุโมทนาล่วงหน้า  กับกุศลใด ๆ ที่จะเกิดขึ้น  จากการที่คนทั้งหลายจะได้มาอ่านบล๊อกของหมอนี้  แล้วคิดสนใจ  จะไปหัดเองสักวัน

  • ที่สำคัญ  ขอให้คนเหล่านั้น ได้มีโอกาสหัดกับครูบาอาจารย์๋ที่ดี  ที่สามารถชี้แนะ ประกบ ปรับอินทรีย์ ให้เหมาะควรกับจริตของเราไปได้ตลอดด้วยเทอญ

  • แล้วจะกลับมาอ่านอีกค่ะหมอ


สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร 

  • อ่านแล้วเพลิน
  • อ่านแล้วหวาดเสียว
  • อ่านแล้วสลด
  • อ่านแล้วเศร้า
  • อ่านแล้วให้มีความกล้าหาญ

ดีครับ

      สวัสดีค่ะคุณหมอสุพัฒน์และคุณณัชร

         ได้บวชหรือไม่ต้องติดตามตอนต่อไปค่ะ น้องสุพัฒน์

          โห คุณณัชร พูดเอ้ยพิมพ์มายาวเหยียด ห้ามลักไก่ไม่เขียนเน้อ รายละเอียดชีวิตคนเราไม่เหมือนกันหรอกค่ะ หมอจดลิขสิทธิ์ชีวิตไว้แล้ว เพราะฉะนั้นคุณณัชรโปรดเขียนมาแลกเปลี่ยนประสบการณชีวิตกันนะคะ

                   หมอนิด(เดี๋ยวนี้ไม่เมาแล้วค่ะ)

สวัสดีค่ะคุณหมอ

  • เหมือนได้กินยำรวมมิตรเลยค่ะคุณหมอ สนุกดีค่ะ  เอาใหม่ค่ะ เขียนเยอะๆนะคะ  ครูอ้อยชอบค่ะ

ขอบคุณค่ะ

อ่ามีแฟนคลับมาเพิ่ม สวัสดีค่ะคุณนม.

         ขอบคุณมากนะคะ โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ  เร็วๆนี้ค่ะ

      เหมือนยำรวมมิตรเลยเหรอคะ คุณครูอ้อย ชอบกินเหมือนกันค่ะ ใส่พริกเพิ่มไหมคะ หรือว่ากำลังอร่อยดีแล้วคะ  นี่คือชีวิตจริงเลยค่ะ ไม่ได้ใส่ไข่เพิ่มเลยสักฟอง

     

  • ดีแล้วค่ะคุณหมอ   ไม่ต้องใส่ไขน่ะดีแล้วค่ะ 
  • ว่าแต่ว่า  กรุณาทายชื่อดอกไม้นี้ให้ครูอ้อยหน่อยค่ะ  นี่คือดอกอะไรเอ่ย

ขอบคุณค่ะ

แวะมาเยี่ยม ตรวจวอร์ดหมอนิด

พบคนไข้เยอะมาก และหมอก็ร่าเริง ยิ้มจนตาหยีสวยเหมือนแมวที่มีลูกอยู่ข้างบน

ครั้งแรกๆที่เจอหมอ นึกคุ้นๆว่า เอ!? เวลาหมอยิ้มเหมือนอะไรน้อ

ตอนนี้เจอคำตอบแล้ว เหมือนแมวยิ้มนั่นเอง

      โอย ขำหนอๆ555555555

       ตัวที่อาจารย์บอกคือตัวที่มันมีลูกขี่หลังอยู่ใช่ไหมคะ แฮ่ๆ แม่มันหน้าบึ้งอยู่นี่คะ หมอยิ้มน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอคะ...น้า คุณณัชร 

เห็นด้วยกับอาจารย์ ฮิ ๆ แมวตัวนั้นทำหน้าเหมือนคุณหมอตอนกำลังปฏิบัติธรรมอยู่เล้ย  อาจารย์จำแม่นจริง ๆ  ขนาดโยคีเป็นหมื่น ๆ คนในรอบ ๒๐ ปีนะนี่

 

โดยเฉพาะศูนย์ ๒ ขอบอก  ก่อนวันไข่เจียวจากสวรรค์ เอ๊ย จากอาจารย์ศิริพรจะลอยลงมา  หน้าคุณหมอเป็นแบบแมวทุกวันเลย  สงสัยจะตั้งใจกำหนดเอาคะแนนเต็มจริง ๆ ด้วย

 

สู้เราไม่ได้กำหนดดูความงามของศูนย์ ๒ เพลินจนหนนึงโดนท่านสยาดอร์ดุว่าไม่เก็บสายตา ฮิ ๆ  แหม....นึกว่าเวลาพักแล้วท่านจะไม่เห็นแล้วเชียวนะ  ขอทำท่าเหม่อชมนกชมไม้เหมือนอยู่รีสอร์ทเมืองหนาวหน่อยไม่ได้หรือเจ้าคะ  บรรยากาศออกจะให้เสียขนาดน้านนนนน ฮี่ ๆ ๆ

 

สวัสดีค่ะ,

 

จาก ณัชร  ผู้ไม่ค่อยจะยอมกำหนดทุกข์

คุณหมอนิดครับ ตอนขึ้นเครื่องเนี่ยเหมือนกับที่ผมเจอเมื่อหลายปีก่อนเลย
ช่วงนั้นหน้าฝน ไปสอนนศพ.ที่พุทธชิราช ช่วงนั้นไปบ่อยมาก (เสียดายตอนนั้นยังไม่มี G2K)
วันนั้นขากลับเจอพายุฝนเครื่องบินโคลงเคลงตกหลุมอากาศ บางครั้งเหมือนกับเหินไปข้างหลังตามแรงลม ผู้หญิงนั่งข้างหน้าผมร้องไห้ตลอดเลย ผมเองตอนนั้นใจสั่นมาก คิดว่าเออ ชีวิตคนเรามันเอาแน่เอานอนไม่ได้นะ อยู่ๆ จะตาย แป๊บๆ ก็ตายเลย มันยังงั้นจริงๆ 

"Life is absurd!"

Jean-Paul Sarte และ Albert Camus เขาว่าไว้ยังงั้น และมันก็เช่นนั้นจริงๆ

        ฮั่นแน่ะ จับได้แล้ว อาจารย์ให้สนใจแต่ตัวเอง เก็บสายตา นี่แอบมามองแมวเอ๊ยหมอหน้าเคร่งเหมือนแมว สงสัยจะคล้ายๆแมวตอนจะจับหนูมั๊งเนอะ คุณณัชร        

         แก้ยากจังเลย เวลาไปปฏิบัติที่ศูนย์ชอบจริงจังเกินไป กล้ามเนื้อเกร็งตลอดปวดเมื่อยไปหมดเลยแหละค่ะ 555

         อาจารย์หมอมาโนชคะ อาจารย์มาสอนที่พุทธชินราชบ่อยเหรอคะ แหม ตอนนั้นไม่รู้จักกัน หมอลาออกจากรพ.พุทธชินราชมาหลายปีแล้วค่ะ ส่วนความรู้สึกกลัวตายตอนเจอเคริ่องตกหลุมอากาศนั่น พอหมอมีวิชาฝึกสติแล้วก็ดีขึ้นค่ะ ก็ดูความกลัวไปตามเรื่องตามราว ดูอาการมือเย็นเท้าเย็นของตัวเอง แต่ก็ยังกลัวอยู่เลยค่ะ อาจารย์ กลัวทุกครั้งที่อยู่บนเครื่อง แล้วก็คิดอยู่เหมือนกันนะคะว่าเอ ถ้ามันตกแล้วตายนี่จะมีสติทันไหมนะ พิมพ์แล้วก็นึกหวาดๆค่ะ

         เอ่อ สองคนนี้เป็นใครเหรอคะ อาจารย์หมอมาโนช Jean-Paul Sarte และ Albert Camus

เขาเป็นพวก exixtentialism ครับ กามูร์เขาเขียนนวนิยายไว้เยอะ มีแปลไทยหลายเล่ม เช่น ความตายอันแสนสุข มนุษย์สองหน้า (ผมชอบเล่มนี้มากครับ อ่านแล้วเหมือนถูกถีบเลย)

http://gotoknow.org/file/manote/TheFall.jpg

 

หาอะไรในชีวิต.. ถ้าหาไม่เจอ ลองนึกย้อนเวลาถอยหลังดูสิคะ 

บางทีสิ่งที่เราหานั้น เรารู้คำตอบแล้ว  เพราะเราเป็นเก็บไว้ในกล่องเองตอนวันเด็ก  ซ่อนไว้ใต้หมอน หรือขุดฝังไว้หลังบ้าน รอวันที่เรากระทำภารกิจ ที่เราคิดว่าจะต้องทำก่อน พอเสร็จแล้วค่อยไปเปิดออกมา

แต่บางครั้ง..เวลาผ่านไป เราก็ลืมมันค่ะ แล้วมัวแต่คิด มัวแต่สงสัย มัวแต่หาว่า... เราหาอะไรกันแน่ ?

เป็นกำลังใจให้หาเจอไวไว (ไม่ใช่มาม่าน้า) นะคะ

 ^____^

 

     ขอบคุณค่ะ อาจารย์หมอมาโนช โหอ่านแล้วเหมือนถูกถีบ555 แล้วตกเก้าอี้เลยไหมคะ งั้นหมอจะนอนอ่านแทนละกัน

     คุณ k-jira เดี๋ยวจะรีบไปหาให้เจอไวไวค่ะ แฮะๆแต่จริงๆแล้วชอบมาม่าต้มยำกุ้งมากกว่าค่ะ แต่ไวไวเส้นหอมดีเนอะ อ่าออกนอกเส้นทางไปอีกแล้ว ถ้าอ่านตอนต่อไปจะรู้ว่าหมอหาเจอแล้วค่ะ.....ไม่ต้องไปขุดกล่อง หรือเปิดหมอนแล้ว คุณk-jira หาอะไรเจอในกล่องคะ เดี๋ยวจะไปตามอ่านค่ะ

เหนีอยมั้ยคะเนี่ย

แต่ถ้าเป็นงานที่เรารักถึงเหนื่อยก็มีความสุขใช่มั้ยคะ