เมื่อวานผมไปดูภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ตอน 1 “องค์ประกันหงสา” ใช้เวลา 3 ชั่วโมงเศษ ได้เห็นความยิ่งใหญ่อลังการ์ ที่ท่านมุ้ย ทุ่มทุนสร้างอย่างสุดฝีมือ ซึ่งจะมีต่อเนื่องถึง 3 ตอน ก่อนเข้าชมผมแวะไปที่ร้านหนังสือซีเอ็ด ก็เห็นหนังสือเกี่ยวกับตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วางที่แผงไม่น้อยกว่า 5 เวอร์ชั่น ที่เขียนโดยผู้เขียนหลายคน เปิดดูเนื้อหาอย่างคร่าวๆก็เห็นการนำเสนอจุดเด่นที่แปลกใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเจาะลึกศึกษาเชิงสืบค้นประวัติศาสตร์ ตำนาน และหลักฐานทั้งของไทย พม่า และแหล่งอ้างอิงต่างๆ ทำให้ผมนึกถึงครูสอนประวัติศาสตร์ว่าน่าจะใช้วิธีการสอนประวัติศาสตร์ในแนวนี้ นั่นคือการวิเคราะห์ วิจัย สืบค้น มากกว่าการเรียนแบบท่องจำจากตำราอย่างเดียว
       พอดูภาพยนตร์ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ แม้จะเป็นภาพยนตร์เชิงสารคดี มีตัวละครมาก และเดินเรื่องค่อนข้างรวดเร็ว ใครที่ไม่มีพื้นทางประวัติศาสตร์มาก่อนอาจตามไม่ทัน แต่นั่นคือความลุ่มลึกที่ไม่น่าเบื่อ เพราะผู้สร้างพยายาม
นำเสนอจุดที่ประทับใจ จุดที่กินใจ จุดที่ตื่นเต้นระทึกใจ ให้ชวนติดตาม ตลอดเวลา การกำหนดให้มีตัวละครที่เป็นนางเอกเพิ่มขึ้นมา คือ มณีจันทร์ มีผู้ช่วยพระเอกคือ บุญทิ้ง ก็เป็นเสน่ห์ให้ภาพยนตร์มีชีวิตชีวามากขึ้น รวมทั้งการกำหนดบทบาทของนักแสดง(ใช้ผู้แสดงมืออาชีพทั้งนั้น)ให้มีเอกลักษณ์ความโดดเด่น เฉพาะตัว ผู้แสดงที่เป็นหน่อเนื้อกษัตริย์ไทย ก็จะแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของความรักชาติด้วยเหตุด้วยผลของตนเอง ที่มีวิธีคิดวิธีปฎิบัติแตกต่างกันออกไป เช่น พระมหาธรรมราชา พระมหินทราธิราช พระเทพกษัตรีย์ พระสุพรรณกัลยา พระองค์ดำ (พระนเรศวร) เป็นต้น และเมื่อต้องการจะแสดงให้เห็นถึงการขายชาติ(พระยาจักรี)  ก็จุดประกายให้คนไทยเกิดความตระหนักเห็นความน่ารังเกียจจนไ ม่อยากเอาเยี่ยงอย่าง
   ขณะเดียวกันก็ไม่สร้างให้คนดูเกิดความจงเกลียดจงชังพม่าอย่างสุดกู่ แต่กลับยกบทบาทของบุเรงนองให้เป็นวีรบุรุษ ที่ยิ่งใหญ่ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ยกย่องให้เกียรติกษัตริย์ไทย (แม้จะเป็นผู้แพ้ก็ตาม) และพระมหาเถรคันฉ่อง ก็เป็นพระเถระรามัญที่มีจิตใจเป็นประชาคม ไม่แยกชนชาติ เป็นต้น
        เห็นฉากแต่ละฉากที่ทุ่มทุนสร้างอย่างยิ่งใหญ่ ทำให้นึกถึง
ละครเกาหลี “แดจังกึม” ที่สร้างตำนานอาหาร ตำนานประวัติศาสตร์เกาหลี จนดึงดูดคนไทยและชาติต่างๆไปท่องเที่ยว นำรายได้เข้าสู่ประเทศมหาศาล ก็เลยอยากให้เราคงฉากที่ถ่ายทำทุกฉากให้เป็นตำนานและดึงดูดให้ชาวต่างชาติหลงไหลในความยิ่งใหญ่และความงามของวัฒนธรรมไทยเฉกเช่นกัน
       อยากเห็นคนไทยให้กำลังใจคนที่ทำความดี ช่วยกันไปดู ไปชื่นชม ไปซึมซับสิ่งที่ดีงาม จากภาพยนตร์เรื่องนี้ เพื่อให้ผู้สร้างมีกำลังใจ กำลังทรัพย์ พอที่จะสร้างสิ่งที่ดีงามในตอนต่อๆไป ให้เราได้ดู กันอีก
      ผมคนหนึ่งล่ะที่จะต้องไปดูตอนที่ 2 ให้ได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์