ทายซิคะว่า เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟกำลังทำอะไร เดี๋ยวจะมาเฉลยค่ะ

 

Helping

ทายซิคะว่า  เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟกำลังทำอะไร  ภาพโดย Tsai Tao จาก http://www.flickr.com/photo_zoom.gne?id=223682527&size=m

 

What happens next

 นี่เป็นสถานการณ์จริงนะคะ  ไม่ใช่การถ่ายโฆษณา  ภาพโดย Tsai Tao  จาก http://www.flickr.com/photo_zoom.gne?id=219891984&size=m&context=set-1678476 

 

มาแปะไว้ให้ดูก่อนค่ะ เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟัง   เพราะผู้เล่าหิวข้าวแล้ว

 

จะลองเดาก่อนก็ได้นะคะว่าภาพที่เห็นด้านบนสุดคืออะไร 

 

หรือจะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องสถานการณ์คนเมาในสถานที่สาธารณะ หรือ  public transportation ในเมืองที่ท่านอยู่ก็ได้ค่ะ

 

มีอะไรจะมาเล่าให้ฟังเยอะเหมือนกันค่ะ  เพราะเจอมาเยอะ

 

และมีการได้อภิปรายกันในชั้นเรียนที่ญี่ปุ่นเหมือนกันค่ะเรื่องนี้

 

เรื่องคนเมาในที่สาธารณะนี่น่ะค่ะ

 

ประเด็นไหน

 

อย่างไร

 

เดี๋ยวคุยกันค่ะ

 


เฉลยค่ะ

 

"...เจ้าหน้าที่สถานีหิ้วปีกขึ้นมาใส่รถไฟขบวนสุดท้ายกลับบ้านค่ะ.."

 

 

ซึ่งก็แปลกเหมือนกันนะคะไม่ทราบว่าเป็นของสถานีไหน

 

เพราะส่วนใหญ่ถ้านอนหลับอยู่ที่ชานชาลาเขาก็คงจะสะกิดให้ตื่น

 

แล้วให้กลับออกไปข้างนอกน่ะค่ะ

 

คงแล้วแต่สถานีมั้งคะ

 

 

ที่ว่าจะมาเล่าให้ฟัง  มี ๓ ประเด็นค่ะ

 

 

ประเด็นแรก  คือ ความรู้สึกในฐานะที่เป็นต่างชาติที่ได้ไปเห็น

 

เพราะอยู่บ้านเราไม่ค่อยได้เห็น

 

จะว่าไปแล้ว  ประเทศอื่นก็ไม่ค่อยได้เห็นค่ะ

 

 

อย่างบ้านเรา  ตัวเองคิดว่าสังคมไทยไม่ค่อยได้เห็นเพราะ 

 

ถ้าอยู่กรุงเทพ 

 

เราก็ไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องรถไฟขบวนสุดท้ายเหมือนญี่ปุ่น

 

ถ้าเมามากจนหลับ  ก็กลับรถเพื่อน  หรือแท๊กซี่  หรือค้างบ้านเพื่อน

 

ถ้าอยู่ต่างจังหวัด.....ก็ไม่ทราบค่ะ  อันนี้ต้องรอท่านอื่น ๆ

 

มาช่วยกันอธิบาย  แต่ก็คิดว่าน่าจะคล้ายกัน

 

 

ดังนั้น  จึงคิดว่า  คนไทย  จึงไม่ค่อยจะได้เห็นเหตุการณ์ลักษณะ

 

ประชิดอย่างนี้บ่อยครั้งมากนักแบบทุก ๆ คืนก่อนกลับบ้าน

 

 

 

ในคลาสเรียนเรื่องวัฒนธรรมข้ามชาติ  นักศึกษาชาติอื่น ๆ บอกว่า

 

อย่างนี้ประเทศเขาก็ไม่มี  บางประเทศ  เช่น อเมริกา  บอกว่า

 

ถ้ามีเมาถึงขนาดนี้  ก็มีหวังโดนจับด้วย  ได้ไปนอนคุกคืนนั้นแทน

 

และต้องจ่ายค่าปรับแพงมากอีกต่างหาก

 

และเท่าที่ตัวเองจำได้จากสมัยไปเรียนป.โทที่อเมริกา

 

แม้โดนจับจากการมีแอลกอฮอล์ในเลือดสูงกว่าปกติเนี่ย

 

ไม่ต้องถึงขั้นเมาเละขนาดนี้น่ะนะคะ

 

ก็อาจต้องไปทำงานรับใช้สังคมอย่างเยอะหลายร้อยชม.แล้ว

 

 

 

 

ประเด็นที่สอง  คือ  คนญี่ปุ่นคนอื่นเขารู้สึกอย่างไรกันบ้าง 

 

และเขาปฏิบัติต่อคนเมาเหล่านี้อย่างไร

 

 

อันนี้ต้องบอกก่อนนะคะว่า  ไม่ได้ทำเป็นแบบสอบถาม

 

แต่ใช้จากการสังเกตุ  ซักถาม  และฟัง ๆ ดูจากการอภิปรายในห้อง

 

พบว่า  คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีความเข้าอกเข้าใจ  และเห็นอกเห็นใจ

 

แถมยังพร้อมที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่

 

เป็นคนแปลกหน้า  ที่กำลังเมาเละเทะ อาเจียน ล้มลงหมดสติ

 

อยู่กลางชานชาลาสถานีรถไฟด้วยค่ะ

 

 

 

ที่กล้าพูดเช่นนี้

 

เพราะเห็นอยู่ทุกคืนเลยค่ะ

 

จนมีบางคืนเกือบจะเข้าไปร่วมช่วยด้วยแล้ว

 

แต่พอดีรถไฟมาก่อน แหะ ๆ

 

 

 

นักศึกษาสาวชาวอเมริกันในห้องเรียน  ตั้งข้อสังเกตุว่า

 

เหมือนจะเป็นพันธสัญญาทางใจ

 

ที่คนญี่ปุ่นมีให้กันและกันในสังคมอย่างหนึ่ง

 

เป็นสัญญาที่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร

 

แต่เป็นที่เข้าใจกันเอง  ด้วยความไว้วางใจซึ่งกันและกันว่า

 

วันนี้ฉันช่วยท่าน

 

สักวันหนึ่ง

 

ถ้าถึงคราวฉันต้องการความช่วยเหลือบ้าง

 

ฉันหวังว่าคงจะได้รับความกรุณาจากท่านด้วย

 

ประมาณนี้น่ะค่ะ

 

 

 

ตอนแรกฟังดูเหมือนจะเหลือเชื่อ

 

แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

 

เพราะเนื่องจากสถานีที่ตัวเองต้องนั่งรถไฟกลับที่พักที่ใกล้มหาวิทยาลัยนั้น

 

คือสถานีชิบูย่า

 

หลังจากเรียนดาบแล้วเซนเซจะพาพวกเราไปทานข้าวเย็นด้วยกันเสมอ

 

แล้วก็นั่งสนทนากันจน(เกือบ)จะถึงรถไฟเที่ยวสุดท้าย

 

แถวนั้นจะมีพวกคนทำงานมาพักผ่อนหย่อนใจหลังเลิกงานเยอะไม่แพ้ชินจูกุค่ะ

 

จึงมีให้เห็นแทบทุกวัน

 

 

 

และรถไฟสายยามาโนเตะ (ไม่ใช่เซมากูเตะ นะคะ)

 

ก็จะแล่นผ่านชินจูกุด้วย

 

ดังนั้น ต่อให้ไม่เห็นที่ชิบูย่า  ก็ต้องเห็นที่ชินจูกุ

 

และไม่ได้มีแต่ผู้ชายด้วย

 

ผู้หญิงก็มี  แต่ว่าน้อยกว่า

 

 

 

คนญี่ปุ่นนั้น  เห็นสมัยนี้สังคมเมืองคนทำหน้านิ่ง ๆ เฉย ๆ เข้าหากัน

 

เหมือนเป็นมหานครนิวยอร์คเข้าทุกทีก็เถอะ

 

แต่พอระหว่างเข้าคิวรอรถไฟอยู่นั้น

 

ถ้ามีใครสักคนที่โงนเงน

 

แล้วก็ล้มทั้งยืน ปั้ก ลงไปเมื่อไหร่นี่

 

จะมีคนรุมล้อม พร้อมเข้าช่วยในทันทีค่ะ

 

เป็นญี่ปุ่นมุงเหมือนไทยมุงนี่ล่ะค่ะ

 

 

แต่มุงช่วยน่ะนะคะ  ไม่ใช่มุงเม้าท์

 

ทำท่าราวกับว่ามาด้วยกัน

 

ประสานงานกันเป็นแท็คทีม

 

และดูเหมือนจะรู้งานกันดีด้วย  ในแง่การปฐมพยาบาลน่ะค่ะ

 

 

ครั้งหนึ่ง  เคยเจอนักธุรกิจคนหนึ่งทำท่าจะแย่

 

เหมือนจะหัวใจวายจริง ๆ นะคะ

 

เชื่อไหมคะ  คนบนชานชาลานั่นแหละค่ะ  ปั๊มหัวใจกันเป็นอย่างมือโปร

 

ขณะที่อีกคนเรียกเจ้าหน้าที่สถานี  และอีกคนโทร.เรียกรถพยาบาล

 

ไม่มีใครรู้จักผู้ป่วยเลยค่ะ

 

 

 

ถ้าเป็นเมืองไทยอาจตายไปแล้วก็ได้  ใช่ไหมคะ 

 

แถมมีสิทธิ์โรเล็กซ์หาย  กระเป๋าตังค์โดนฉก

 

ที่นี่ของไม่มีหายเลยค่ะ

 

ขนาดตอนนั้นไปสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นที่ม.โตเกียว

 

มีคนทำกิ๊บเปาะแป๊ะสีดำธรรมดาเนี่ยตก

 

ก็ยังมีคนเอาไปแปะบอร์ดประกาศหาเจ้าของเลยค่ะ

 

พวกนาฬิกา ฯลฯ ถอดลืมไว้ในห้องคอมพ์ อะไรต่ออะไรก็ไม่หายค่ะ 

 

โทรศัพท์มือถือตกที่สถานีรถไฟก็มีคนหยิบให้แล้ววิ่งมาเรียก

 

 

 

ประเด็นสุดท้าย  คือ  เราท่านทั้งหลาย

 

สามารถเรียนรู้อะไรได้จากตรงนี้บ้าง

 

 

ถ้าคนเมายังไม่ถึงขั้นล้ม  เดินมาพูดอะไรกับเราต่าง ๆ นานา

 

ความรู้สึกก็คงเป็นอย่างหนึ่งใช่ไหมคะ

 

บางท่านอาจจะโกรธ  บางท่านอาจจะกลัว

 

เคยเจอเหมือนกันค่ะ  แต่พอทำเฉย ๆ เขาก็ไป

 

บางรายก็น่ารักนะคะ  เมาแล้วสุภาพ  พูดไปขอโทษไป 

 

โค้งแล้วโค้งอีก  สงสารเหมือนกัน  แต่ก็ต้องทำเฉย ๆ

 

 

แต่เวลาเห็นถึงขนาดเป๋ไปมา เผลอ ๆ มาอาเจียนใส่เรา  แล้วล้มใส่นี่

 

ต้องรีบแผ่เมตตาให้เลยค่ะ  สงสาร

 

อย่าไปต่อว่าซ้ำเติมเขาเลยนะคะ  ว่าทำไมไม่รู้จักประมาณตัว

 

ดื่มเข้าไปได้อย่างไร  ไม่รู้ตัวหรือว่าเมาแล้ว ยังดื่มเข้าไปอีก ฯลฯ

 

 

ก็เพราะเขาไม่รู้ตัวไงคะ  เขาถึงดื่มเข้าไปอีก ถึงได้เป๋เสียล้มเลยนี่

 

ที่ว่าอย่าไปซ้ำเติม  เพราะว่าวันหนึ่งอาจจะเป็นเราก็ได้

 

ไม่ใช่ว่าเพราะเราจะไปดื่ม 

 

หรือว่าเราจะไปทำอะไรที่เหมือนจะไม่มีสติขนาดนี้น่ะนะคะ

 

แต่เพราะว่า เราประมาทไม่ได้หรอก  ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา

 

 

เวลาเห็นเหตุการณ์นี้แล้ว  นึกถึงที่  อ.พิชัย กรรณกุลสุนทร เคยเล่านิทานเรื่อง "แม่มด" เอาไว้

 

ในคืนวันที่ ๓ ของการปฏิบัติที่ มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ น่ะค่ะ

 

ซึ่งตอนนี้ก็มีคอร์สการปฏิบัติอยู่

 

ถ้าใครอยู่เชียงใหม่  หรือภาคเหนือ  เชิญแวะไปเยี่ยมให้กำลังใจ

 

และบริจาคขนม น้ำกับโยคีได้นะคะ

 

 

กลับไปเรื่องคนเมาหมดสติในที่สาธารณะอย่างนี้น่ะนะคะ

 

คือเราไปหัวเราะเยาะ ซ้ำเติม หรือประมาทไม่ได้หรอก

 

ตราบใดที่เรายังไม่รู้เท่าทันกิเลสหมดทุกอย่าง  เหมือนพระอรหันต์

 

คนที่อาจโดนกิเลสตั๊นหน้าลงไปนอนหงายแผ่หราอยู่กับพื้น

 

หมดสติสตังค์ไม่รู้สมประดีนั้น

 

อาจจะเป็นเราก็ได้สักวันหนึ่ง

 

 

หากท่านไม่อยากให้เกิดขึ้นกับท่าน

 

ก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้มีโอกาสใช้ชีวิตในแต่ละวัน

 

แต่ละคืน

 

ด้วยความไม่ประมาทนะคะ

 

 

และถ้าไปญี่ปุ่น

 

ระหว่างรอรถไฟเที่ยวสุดท้าย

 

เจอคนเมามาล้มใส่

 

ก็ช่วย ๆ เขาไปตามที่ช่วยได้ก็แล้วกันนะคะ

 

ทำตามคนข้าง ๆ ก็แล้วกัน  หรือไม่ก็ช่วยเรียกนายสถานี

 

เพราะเขาคงไม่มีโอกาสค้างบ้านเพื่อน  หรือมีเพื่อนขับพาไปส่งบ้าน

 

 เหมือนคนไทยนั่นเองน่ะค่ะ

 

สวัสดีค่ะ