ผมบอกสหายเอไอว่า กรุณาสรุปสาระสำคัญใน https://www.youtube.com/watch?v=d7d3L4acd08  และเสนอแนะแนวทางนำมาประยุกต์ใช้ในระบบการศึกษาไทย   และขอนำคำตอบของ Gemini  และ Claude  มาลงไว้ ดังต่อไปนี้

 

Gemini

วิดีโอที่คุณระบุคือการบรรยายในหัวข้อ "The learning community writ large: Towards a new direction in the East Asian style of education in South Korea and Japan" โดย Prof. Youl-Kwan Sung จากมหาวิทยาลัยคยองฮี (Kyung Hee University) ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ KyotoU 2020 Invited Lecture Series ของมหาวิทยาลัยเกียวโต

ต่อไปนี้คือสรุปสาระสำคัญจากวิดีโอและข้อเสนอแนะในการนำมาประยุกต์ใช้กับการศึกษาไทยครับ

 สรุปสาระสำคัญจากวิดีโอ

  • ขบวนการโรงเรียนนวัตกรรม (Hyukshin Schools) ในเกาหลีใต้: เกาหลีใต้มีความพยายามในการปฏิรูปโรงเรียนทั้งระบบ (Whole-school change) เพื่อแก้ปัญหาระบบการศึกษาแบบเดิม ขบวนการนี้เน้นกลยุทธ์การสร้างชุมชนโรงเรียนที่ใช้การเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative learning) การตัดสินใจตามระบอบประชาธิปไตย และการให้ความสำคัญกับเสียงของนักเรียน (Student voices)
  • การนำแนวคิด "ชุมชนแห่งการเรียนรู้" (Learning Community) มาปรับใช้:

ขบวนการปฏิรูปนี้ในระดับมัธยมศึกษา ได้รับแรงบันดาลใจจากทฤษฎีการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ของ ศาสตราจารย์ ซาโตะ มานาบุ (Sato Manabu) นักการศึกษาชาวญี่ปุ่น เพื่อหลีกเลี่ยงข้อบกพร่องของการศึกษาเอเชียตะวันออกที่เน้นการแข่งขันสูงและการสอบแบบปรนัย ซึ่งนำไปสู่ความล้มเหลวที่เรียกว่า "ปรากฏการณ์การหนีจากการเรียน" (Escaping from learning) หรือการที่เด็กหมดไฟและปฏิเสธการเรียนรู้

  • มุ่งสู่วัฒนธรรมความร่วมมือ (Cooperative Culture) และรัฐสวัสดิการ:

แทนที่จะใช้มาตรการแข่งขันที่เข้มงวด แนวทางใหม่นี้มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมความร่วมมือ โดยกลุ่มครูนักกิจกรรมมองว่าระบบสวัสดิการสังคมแบบประชาธิปไตย (คล้ายกลุ่มประเทศนอร์ดิก) คือเส้นทางแห่งอนาคตของการศึกษา

  • การเคารพสิทธิผู้เรียนและการโฟกัสที่ "การเรียนรู้":

เน้นการสร้างโรงเรียนที่สงบสุข เคารพสิทธิมนุษยชนของนักเรียน และในการจัดการเรียนการสอน ครูจะเปลี่ยนจุดสนใจจากการสอนของครู ไปสู่ "วิธีการที่นักเรียนเรียนรู้" โดยสังเกตภาษากายและการตอบสนองของนักเรียนอย่างใกล้ชิด

 

 แนวทางนำมาประยุกต์ใช้ในระบบการศึกษาไทย

บริบทการศึกษาไทยมีความคล้ายคลึงกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น คือ มีบรรยากาศการแข่งขันสูง ยึดติดกับคะแนนสอบ (เช่น O-NET, TCAS) และมีความเป็นอำนาจนิยมในโรงเรียน แนวคิดจากวิดีโอนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ดังนี้:

1. เปลี่ยนจากห้องเรียนแห่งการแข่งขัน สู่ "การเรียนรู้แบบร่วมมือ" (Collaborative Learning):

  • การปฏิบัติ: ลดการประเมินผลที่ทำให้นักเรียนต้องแข่งขันกันเอง แต่จัดรูปแบบห้องเรียนให้เกิดการทำงานเป็นกลุ่ม (Group Work) ที่นักเรียนเก่งคอยพยุงนักเรียนที่เรียนอ่อนกว่า วิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหา "เด็กหลังห้อง" และลดปรากฏการณ์การหนีจากการเรียน (เด็กดรอปเอาท์หรือหมดไฟ) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

2. เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของครูผ่านกระบวนการ Lesson Study & PLC:

  • การปฏิบัติ: เปลี่ยนการทำ PLC (ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ) ของครูไทยที่มักเน้นเรื่องเอกสารหรือวิธีสอน ให้มาโฟกัสที่ "เด็กเกิดการเรียนรู้หรือไม่" โดยครูควรเปิดห้องเรียนให้เพื่อนครูเข้าไปสังเกตการณ์ สังเกตปฏิกิริยา สีหน้า ท่าทางของเด็กที่กำลังเรียนรู้ เพื่อนำมาสะท้อนและปรับปรุงบทเรียนร่วมกัน (ตามหลักการของ ศ. ซาโตะ มานาบุ)

3. สร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยและการรับฟังเสียงนักเรียน (Empowering Student Voices):

  • การปฏิบัติ: ลดระเบียบวินัยเชิงอำนาจนิยมที่สร้างความตึงเครียด (เช่น กฎเรื่องทรงผมหรือการแต่งกายที่เข้มงวดเกินไป) และเปิดพื้นที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบกฎระเบียบของโรงเรียน รวมถึงมีส่วนร่วมในการประเมินการเรียนการสอน เพื่อสร้างโรงเรียนที่สงบสุขและเคารพสิทธิมนุษยชนตามบริบทของโลกยุคใหม่

4. ขยายผลแนวคิด "โรงเรียนพื้นที่นวัตกรรม" (Whole-School Reform):

  • การปฏิบัติ: ประเทศไทยมี พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาอยู่แล้ว รัฐควรส่งเสริมให้โรงเรียนเหล่านี้มีอิสระ (Autonomy) อย่างแท้จริงในการออกแบบหลักสูตรและการประเมินผล โดยดึงชุมชน ผู้ปกครอง และบุคลากรท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา คล้ายกับลักษณะของ Hyukshin Schools เพื่อสร้างระบบสวัสดิการทางการศึกษาที่โอบอุ้มเด็กทุกคนไม่ให้หลุดออกจากระบบ

 

 

Claude

สรุปสาระสำคัญจากวิดีโอ และแนวทางประยุกต์ใช้ในระบบการศึกษาไทย

วิดีโอนี้คืออะไร

วิดีโอนี้เป็น Invited Lecture ของ ศ.ดร. Youl-Kwan Sung จาก Kyung Hee University เกาหลีใต้ บรรยายที่ Kyoto University ในหัวข้อ "The Learning Community Writ Large: Towards a New Direction in the East Asian Style of Education" เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๐๒๐ จัดโดย Global Education Office บัณฑิตวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต

ส่วนที่ ๑ — บริบท: ปัญหาร่วมของการศึกษาในเอเชียตะวันออก

ศ.ดร. Sung ชี้ว่าระบบการศึกษาในเอเชียตะวันออก รวมถึงเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน ล้วนเป็นผลของ "compressed modernity" — ความทันสมัยที่ถูกบีบอัดอย่างรวดเร็วผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งก่อให้เกิดระบบการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันอย่างรุนแรง

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือปรากฏการณ์ที่ "นักเรียนหนีจากการเรียนรู้ (escape from learning)" — นักเรียนสูญเสียแรงจูงใจ ขาดความสัมพันธ์กับเพื่อน และในที่สุดยอมแพ้การเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัญหาร่วมกันในเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน และไทย

ส่วนที่ ๒ — Hyukshin School Movement: คำตอบของเกาหลีใต้

Hyukshin Schools คือขบวนการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนทั้งระบบในเกาหลีใต้ ที่ "ใช้กลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงโรงเรียนเชิงชุมชน (communitarian school-change project strategy) ที่อาศัย collaborative learning, student voices, และ democratic decision-making" และได้รับการยอมรับจากผู้อำนวยการเขตพื้นที่และรัฐบาลเกาหลีในที่สุด

จุดกำเนิดของ Hyukshin Schools มาจากขบวนการ grassroots ของครูที่เรียกว่า "chamgyoyuk" (การศึกษาที่แท้จริง) ซึ่งเป็นการต่อต้านระบบการศึกษาที่มุ่งแต่การสอบแข่งขัน และเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ด้าน social democratic welfare system

ส่วนที่ ๓ — ทฤษฎี "School as Learning Community" ของ ศ.ดร. Sato Manabu

ครูใน Hyukshin Schools ได้รับแรงบันดาลใจจากทฤษฎีของ ศ.ดร. Manabu Sato นักการศึกษาชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งมีแก่นสำคัญดังนี้

SLC ไม่ใช่วิธีการสอน แต่เป็น "วิสัยทัศน์และระบบกิจกรรม" ที่นิยามโรงเรียนในศตวรรษที่ ๒๑ ใหม่ว่าคือ "ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่นักเรียนเรียนรู้ร่วมกัน ครูเรียนรู้ร่วมกันในฐานะมืออาชีพ และแม้แต่ผู้ปกครองก็เรียนรู้ร่วมกันผ่านการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปโรงเรียน"

สามปรัชญาพื้นฐานของ SLC:

ประกอบด้วย "Public Philosophy" (โรงเรียนเป็นสาธารณสมบัติที่ทุกคนมีสิทธิ์เรียนรู้) "Philosophy of Democracy" (ประชาธิปไตยในฐานะวิถีชีวิตร่วมกัน ไม่ใช่แค่กระบวนการเลือกตั้ง) และ "Philosophy of Excellence" (มุ่งการเรียนรู้เชิงลึกและมีคุณภาพสูงสำหรับทุกคน)

สามองค์ประกอบเชิงปฏิบัติของ SLC:

ศ.ดร. Sato เสนอการออกแบบบทเรียนสองระดับพร้อมกันในทุกชั้นเรียน คือ "Sharing Task" ที่อยู่ในระดับตำราเรียนสำหรับนักเรียนทุกคน และ "Jumping Task" ที่ท้าทายเกินกว่าตำราเรียน เพื่อสร้างการเรียนรู้ผ่านการ scaffold กันระหว่างเพื่อนนักเรียน

Lesson Study ในแบบ SLC:

จุดประสงค์ของ Lesson Study ใน SLC "ไม่ใช่การประเมินหรือแม้แต่การให้คำแนะนำ แต่คือการเรียนรู้ร่วมกันที่ตั้งใจและไตร่ตรองในห้องเรียน" — ครูทุกคนในโรงเรียนต้องทำ Lesson Study มากกว่า ๕๐ ครั้งต่อปี ต่างจากโรงเรียนทั่วไปที่ทำปีละครั้งหรือสองครั้ง

ส่วนที่ ๔ — สิ่งที่เปลี่ยนไปในโรงเรียน Hyukshin ใน ๑ ทศวรรษ

Hyukshin Schools พัฒนา "กลยุทธ์ใหม่เพื่อเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการสอนและเพิ่ม student agency" โดย "Lesson Study for the Learning Community" กลายเป็นการปฏิบัติที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ทำให้โรงเรียนกลายเป็นชุมชนที่ครูเรียนรู้ร่วมกัน

ขบวนการนี้ขยายตัวผ่านการผสมผสานของ "bottom-up practices และ top-down measures" — ครูขับเคลื่อนจากล่าง แต่ได้รับการสนับสนุนจากระดับนโยบายในที่สุด

ส่วนที่ ๕ — ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการของ ศ.ดร. Sung

ศ.ดร. Sung สรุปว่า "ครูและนักการศึกษาในประเทศเอเชียตะวันออกต้องพูดคุย ร่วมมือ และสร้างความสามัคคีมุ่งสู่ทิศทางใหม่ของการศึกษาแบบร่วมมือและประชาธิปไตย และความยุติธรรมทางสังคม" — ซึ่งหมายถึงการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างประเทศในเอเชีย ไม่ใช่แค่ยืมโมเดลจากตะวันตก

ส่วนที่ ๖ — การประยุกต์ใช้ในระบบการศึกษาไทย

น่ายินดีที่ SLC ไม่ใช่ของใหม่สำหรับไทย

"แนวคิด School as a Learning Community (SLC) ในประเทศไทยได้รับการปรับใช้จากกรอบ SLC ที่พัฒนาโดย Manabu Sato" และมีงานวิจัยที่พัฒนาโมเดลการบริหารโรงเรียนบนฐาน SLC โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินความเป็นไปได้สูงถึง ๙๗.๔๐%

ศ.ดร. Sato เคยบรรยายที่ไทยโดยตรง "จัดโดย Chulalongkorn University's Faculty of Education and Pico (Thailand)" — แสดงว่ามีฐานความร่วมมือที่มั่นคงอยู่แล้ว

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับไทย ๕ ประการ:

ประการที่ ๑ — เปลี่ยน "PLC ในชื่อ" สู่ "SLC ในทางปฏิบัติ" ไทยมี PLC แพร่หลายแล้ว แต่ยังเน้นการประชุมรายงาน ควรนำ Lesson Study แบบ SLC มาใช้โดยเน้น "การเรียนรู้ร่วมกัน" ไม่ใช่ "การประเมินครู" และเพิ่มความถี่ให้มากกว่าปีละไม่กี่ครั้ง

ประการที่ ๒ — ออกแบบ "Jumping Task" ในทุกชั้นเรียน เพิ่มงานที่ท้าทายเกินกว่าตำราเรียนควบคู่กับงานระดับพื้นฐาน เพื่อสร้างการ scaffold กันระหว่างนักเรียน ลดช่องว่างระหว่างเด็กเก่งกับเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ

ประการที่ ๓ — แก้ปัญหา "escape from learning" โดยตรง ปรากฏการณ์นักเรียนไทยที่หลุดออกจากระบบหรือสูญเสียแรงจูงใจ ตรงกับที่ ศ.ดร. Sato ศึกษา ควรนำโมเดล SLC มาใช้ในโรงเรียนที่มีอัตราการออกกลางคันสูง

ประการที่ ๔ — สร้างเครือข่าย East Asian Learning Community ไทยควรสร้างความร่วมมือกับ Hyukshin Schools ในเกาหลีและโรงเรียน SLC ในญี่ปุ่น เพราะเราเผชิญปัญหา compressed modernity คล้ายกัน การแลกเปลี่ยน "ทางออกจากบริบทเอเชีย" มีคุณค่ากว่าการยืมโมเดลตะวันตก

ประการที่ ๕ — ผู้ปกครองและชุมชนต้องเป็น "ผู้ร่วมเรียนรู้" ด้วย SLC ไม่จำกัดอยู่แค่โรงเรียน แต่รวมถึงครอบครัวและชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด learning ecosystem ของ Fullan ที่คุณสนใจอยู่

สรุปหัวใจสำคัญ: วิดีโอนี้นำเสนอหลักฐานจากเกาหลีใต้ว่า การเปลี่ยนวัฒนธรรมการแข่งขันสู่วัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันเป็นไปได้จริง ผ่านขบวนการ grassroots ที่มีรากฐานทางปรัชญาที่ชัดเจน และเชื่อมโยงกับทฤษฎีของ ศ.ดร. Sato ที่มีรากฐานอยู่ในบริบทเอเชียด้วยกัน — ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่คุณกำลังขับเคลื่อนอยู่ในบริบทการศึกษาไทยอย่างลึกซึ้ง

 

ผมอ่านหนังสือเรื่องราวของ SLC และ ศ. Manabu Sato  แล้วเขียนหนังสือ โรงเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้    และเล่าเรื่องการสนทนากับ ศ. ซาโตะ ไว้ที่  gotoknow.org/posts/727336 

วิจารณ์ พานิช

๒๘ เม.ย. ๖๙