อาชีพครูหรือจิตวิญญาณครู  

     ผมใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดครูมาว่า 37 ปี (ปีนี้ผมอายุ 37 ปี) ครูคนนั้น คือ คุณแม่ของผมเอง คุณแม่ของผมเป็นแบบอย่างของครูที่ผมเฝ้าสังเกตและจดจำมาทั้งชีวิตผนวกกับผมได้มีโอกาส เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของสังคมผ่านกระบวนการต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับการปลูกฝังอยู่ตลอดเวลาจาก คุณครูท่านนี้ ก็คือ อย่าเอาเปรียบสังคม นั่นล่ะ ที่คุณแม่ผมสอน เที่ยวนี้ ขออนุญาตเขียนถึง คุณแม่ของผม อาจารย์กรองทอง อนุกานนท์ ผู้เป็นครูและแบบอย่างที่ดีตลอดชีวิตของผม 

     คุณแม่ผมท่านเป็นครูตั้งแต่ผมลืมตาดูโลกแต่ตอนนั้น เป็นครูสอนอยู่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งจำชื่อไม่ได้แล้ว ไม่แน่ใจว่า ใช่โรงเรียนศิษย์วัฒนาหรือไม่ แต่ที่จำความได้ คุณแม่ของผม สอนอยู่ดรงเรียนโรจน์เสรีวิทยา ที่ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 54 ซึ่งปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว คุณแม่ผมสอบบรรจุเข้าเป็นข้าราชการครูสังกัดกรุงเทพมหานคร เมื่อตอนท่านอายุได้ 36 ปี แล้ว ถ้าจำไม่ผิด นะ ตอนนนั้นท่าน เป็น ผู้ที่สอบบรรจุได้ที่มีอายุสูงสุด โรงเรียนแรกที่ท่านไปสอน คือ โรงเรียนวัดลาดปลาเค้า ที่เวลาไปจากบ้านที่ซอยโพธิ์แก้ว เมื่อกว่า 25 ปีที่แล้ว ลำบากมาก ถนนหนทางยังไม่สะดวกแบบทุกวันนี้ ทางเข้า โรงเรียนจากถนนรามอินทราในช่วงนั้น ยังเป็นถนนดินลูกรังฝนตกทีนึงก็ทุลักทุเลเป็นอย่างมาก 

     ภาพที่ผมเห็นคุณแม่ผม ตลอดสี่ปีที่อยู่ที่ โรงเรียนวัดลาดปลาเค้า คือ ทุก ๆ เย็น ต้อง ไปที่บ้านเด็กนักเรียน ที่ มีทุ่งนา ต้องเดินลัดเลาะท้องนา ไปพูดคุยกับผู้ปกครองเด็ก ภาพที่เห็นครูคนหนึ่งเคี่ยวเข็ญเด็กอย่างเอาจริงเอาจัง ยังเป็นภาพที่ ครูคนหนึ่งทำโทษเด็กด้วยการตีด้วยไม้เรียว แต่ผู้ปกครองไม่เอาโทษครู ภาพที่เห็นคือ ทุก ๆ ปีใหม่ เด็กที่ว่า เฮี๊ยว ๆ เซียน ๆ จะหอบหิ้วของขวัญมาฝากคุณแม่ผม จนบางปี ต้องแจกจ่ายให้คนอื่น ๆ แบ่งปันไปบ้าง ภาพที่ผมเห็นคือ ครูดุ ๆ คนหนึ่งที่เป็นที่รักของเด็ก ๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองทุกคน ... 

     โรงเรียนที่สองที่คุณแม่ผมย้ายมาทำการสอน คือ โรงเรียนวัดบางเตย โรงเรียนที่อยู่ตรงข้ามซอยเข้าบ้านที่ซอยโพธิ์แก้ว ที่ผมได้มีโอกาสมาเรียนที่นี่ 1 ปี ตอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พร้อม ๆ กับคุณแม่ผมย้ายมาสอนเป็นปีแรก เป็นจุดเปลี่ยนและจุดท้าทายมาก ในความที่มาใหม่ทั้งแม่และลูก ก็โดนรับน้องกันแบบถึงพริกถึงขิง มีการโต้คารมแะทะคารมกันเป็นประจำกับครูเก่า ๆ รวมถึงมีการขยายผลลงไปถึงผู้ปกครองวนักเรียนที่เป็นคนพื้นที่ คุณแม่ผมใช้ความอดทนพิสูจน์ตัวเองและพิสูจน์ความตั้งใจจริง ความจริงใจในความเป็นครูอยู่นานหลายปี จนเป็นที่ยอมรับนับถือ และถือได้ว่า เป็นครูคนหนึ่งของโรเรียนที่นักเรียน ผู้ปกครองให้ความรักและกล่าวถึง ถามถึงมากที่สุดคนหนึ่ง จนท่าน เกษียณอายุราชการที่โรงเรียนนี้ก่อน หนึ่งปี แต่ถ้านับอายุจริง ๆ ท่านก็ ครบ หกสิบปีรบริบูรณ์ แต่บังเอิญท่านเกิดปลายปี คือเดือนธันวาคม ก็เลย ขออนุยาตออกมาพักผ่อน ก่อน หนึ่งปี 

     ผมใช้เวลาสั้น ๆ นั่งทบทวนเรื่องราวของคุณแม่ผมตลอดระยะเวลาที่ท่านรับราชการ และหลังจาก เกษียณออกมาแล้วก็ตาม ท่านก็ยังมีความเป็นครูอยู่ตลอดเวลา เป็นครูแทบจะทุกวินาที ผมแอบปลื้มใจโดยไม่บอกคุณแม่ผมอยู่หลายครั้ง เหตุการร์หนึ่งที่ผมจำได้ ติดตา คือ เหตุการณ์ที่นักศึกษาภาคค่ำของกศน. ในยุคนั้น จะมีเรื่องราวทะเลาะวิวาทกันในโรงเรียน ครูผู้ชาย หลบกันแทบไม่ทันแต่ผมกลับได้เสียงเสียงดัง ๆ ของผู้หญิงที่คุ้นเคยตะโกนด่า และ ห้ามทัพ ซึ่งนักศึกษากลุ่มที่กำลังจะ ทะเลาะวิวาทกันได้ยิน ก็ แตกกระเจิงเลิกทะเลากันแทบไม่ทัน ทั้ง ๆ ที่มีทั้งปืนและอาวุธอื่น ๆ ครบมือ 

     ยอมรับนะครับว่า ทั้งชีวิตที่รู้จักครูมาก็หลายคน ไม่เคยเห็นใคร เป็นครูแบบดีเดือดเท่าแม่ผมอีกเลย ที่สำคัญ เป็นครูที่เด็ก ๆ หลาย ๆ คน รักและบูชา เพราะผมเชื่อว่า คุณแม่ผมท่านเป็นครูด้วยจิตวิญญาณจริง ๆ ไม่ใช่ครูอาชีพ