แรกเริ่มผมเคยได้เขียนบันทึกชื่อเรากำลังออกเดิน"  เมื่อวันที่  26  ธันวาคม  2549  กล่าวถึง  "ก้าวย่าง"  หรือ "จังหวะก้าว"  ของชาวกองกิจการนิสิต  ในเรื่องการจัดการความรู้  และนำเสนอประเด็นหลัก 3 ข้อ คือ การกำหนดนโยบายและบุคคล  การจัดอบรมภายในองค์กร   รวมถึงการกระตุ้นเตือนให้บุคลากรเห็นความสำคัญของการจัดการความรู้.....

แต่วันที่  11  มกราคม  2550  ที่ผ่านมาเมื่อไม่นาน  ถือเป็นครั้งแรกที่กองกิจการนิสิต ได้ขอความอนุเคราะห์วิทยากรจากคณะอนุกรรมการจัดการความรู้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อทำการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ "การจัดการความรู้กองกิจการนิสิตสู่การปฏิบัติจริง" 

และวิทยากรที่ให้เกียรติมาสู่เวทีแรก KM  ของชาวกองกิจการนิสิต ประกอบด้วย 3 ขุนพล (ท่านเรียกกันเองว่า สามเกลอ, หรือสามหนุ่ม สามมุม ก็ไม่น่าจะผิดนัก)  อันได้แก่  รศ.ดร.อรรณพ  วราอัศวปติ  (อ.แพนด้า)  คุณวิชิต  ชาวะหา  (มือโปรฯ หัวเรือใหญ่  KM อีกคนของ มมส) และคุณกัมปนาท  อาชา  (น้องแจ็คตัวโตผู้อาจฆ่ายักษ์ในเวลาหลับได้ทุกเมื่อ...)

ตลอดเวทีในภาคเช้าผมก็ยังคงได้ยินคำพูดหลัก ๆ  ที่มักได้ยินจากชาว KM ทั้งหลาย คือ "การจัดการความรู้ เริ่มที่ ใจ"  ....

ผมยอมรับโดยดุษฎี เพราะวันแรกที่เข้าสู่เวทีการจัดการความรู้และนำพาตนเองมาสู่ gotoknow  ผมก็เริ่มที่ใจเป็นอันดับแรก...

ผมมีโอกาสได้แสดงทัศนะ  แต่ก็หาใช่การแลกเปลี่ยนกับท่านวิทยากร  เพราะท่านได้นำเสนอองค์ความรู้ที่ชัดแจ้งและจัดเจนเป็นยิ่งนักแล้ว แต่เป็นการแสดงทัศนะเพื่อสื่อสารไปยังเพื่อนพ้อง น้องพี่ในองค์กรของตนเองเป็นสำคัญ 

...ผมบอกเล่าว่า  "ถึงแม้การเขียน blog  ไม่ใช่ทั้งหมดของการจัดการความรู้  แต่การฝึกเขียน blog  ก็เป็นกระบวนการของการฝึกฝนทักษะการจัดการความรู้ของตนเอง สื่อสารแลกเปลี่ยนออกสู่สาธารณชน"

รวมถึงการเน้นให้เห็นบรรยากาศในสังคม gotoknow  ว่าเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อันแท้จริง  มีบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ส่งเสริมและให้กำลังใจ แลกเปลี่ยนกันได้อย่างไม่รู้จบ ทั้งในเรื่องงานและเรื่องชีวิต

.....

ผมอยากให้บุคลากรในองค์กรของผม  ... ก้าวออกมาขับเคลื่อนการจัดการความรู้ด้วย "ใจ"  ร่วมกันดูสักยก... ไม่ใช่เพราะกลัวเกรงว่า  ผมกับพี่หนิงที่เข้าสู่เวทีนี้ก่อนใครอื่นจะเดียวดาย  หากแต่ต้องการให้ทุกคน "เปิดใจ"  ที่จะจัดการความรู้ เพราะเท่ากับว่าการเปิดใจนั้น คือ การเปิดใจเพื่อการพัฒนาตนเอง !

อีกไม่นานกองกิจการนิสิต จะได้จัด kM กันอีกครั้ง  และผมก็ปรารถนาว่าบุคลากรของเรา  จะไม่ตั้งคำถามซ้ำเดิมว่า "KM  คือ อะไร"  เพราะถึงวันนี้แล้วยังไงเราก็ต้อง "ออกเดิน"  ...ออกเดินเพื่อตนเอง  เพื่อองค์กร และเพื่อมหาวิทยาลัย ....

ผมยังยืนยันชัดเจนว่า,  กรณีของผม  คือ การหลีกหลบออกไปสู่เวที KM  โดยส่วนตัวจากการชักชวนและชักนำของพี่หนิง  ซึ่งไม่เกี่ยวกับความเป็นองค์กรต้นสังกัด...แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า  การกระโจนออกไปเช่นนั้น   เป็นเสมือนการนำพาองค์กรออกไปสู่สาธารณชนด้วยเช่นกัน 

เรื่องที่ผมเล่า  สิ่งที่ผมกระทำ  เป็นเสมือนคำบอกเล่าขององค์กร  เป็นเสมือนนาฏกรรมขององค์กรที่เคลื่อนตัวสู่ท่ามสังคมแห่งการเรียนรู้...

เรื่องที่ผมเล่า  สิ่งที่ผมกระทำ  เป็นเสมือนการยืนยันว่า ณ ที่ซึ่งอันเป็นองค์กรต้นสังกัด มีชีวิตและมีเรื่องเล่าอันเป็นความรู้..

ขอบคุณคณะวิทยากร   ที่มาเพาะหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา

ขอบคุณพี่หนิง... เจ้  ผู้ซึ่งรบเร้าให้กระโจนไปสู่เวที KM

ขอบคุณตัวเอง ที่ "มีใจ" กับการเริ่มต้นสู่ KM

ขอบคุณเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่พร้อมจะเปิดใจ สู่การพัฒนา

ขอบคุณกองกิจการนิสิต  ที่เริ่มออกเดิน...

.........

แน่นอนครับ....เริ่มที่ใจ !  คนพร้อม !  องค์กรเคลื่อน....