บพท. ร่วมกับ ยูเนสโก และองค์กรภาคีอื่น จัดการประชุม ASEAN + 3 Regional Learning City Conference ระหว่างวันที่ ๒๙ - ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๗ ที่เข้าไปฟังและชมเรื่องราวในการประชุมย้อนหลังได้ที่ (๑) (๒) ที่เมื่อผมเข้าไปฟังย้อนหลัง ก็ได้ปิ๊งแว้บเขียนบันทึกนี้
เว็บไซต์ของ บพท. สรุปประเด็นหัวใจของ เมืองแห่งการเรียนรู้ ไว้อย่างดีมากที่ (๓) ผมจึงถือโอกาสสะท้อนคิดต่อ เรื่องเมืองแห่งการเรียนรู้ และเรื่อง lifelong learning
ผมตีความว่า ยูเนสโก สร้างหลักการและโครงการ Global Network of Learning Cities ขึ้นมาขับเคลื่อนหลักการ A4L – All for Education (ตีความถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ) ส่วนหนึ่งเป็นกุศโลบายให้ผู้นำในการบริหารเมืองเอาใจใส่เรื่องการศึกษาและการเรียนรู้ เน้นที่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning)
จึงเกิดคำถามว่า จะวางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้เป็นวิถีชีวิตของคนไทยได้อย่างไร หรือถามให้ชัดขึ้นใหม่ว่า “จะทำให้คนไทยทุกคนเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างไร” คำถามนี้คล้ายๆซ่อนความเชื่อว่าในปัจจุบันคนไทยจำนวนหนึ่งไม่เรียนรู้ ที่น่าจะเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะธรรมชาติของมนุษย์ คือเรียนรู้อยู่ทุกชั่วขณะ
จึงต้องนิยามเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต ว่าเป็นการเรียนรู้ที่เป็นคุณต่อชีวิตของตนเอง และต่อสังคม ประเทศ และโลก ซึ่งในยุคนี้ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่เป็นคุณต่อโลกคือการเรียนรู้เพื่อหนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development)
ขอเพิ่มนิยามการเรียนรู้ตลอดชีวิต ว่า เป็นการเรียนรู้ที่ เพิ่มพูนปัญญา ให้แก่บุคคล กลุ่ม องค์กร ชุมชน สังคม ประเทศ และโลก คือไม่เพียงเรียนรู้วิธีการหรือเทคนิกเท่านั้น ต้องเรียนรู้หลักการ สำหรับนำไปปรับกติกาของสังคม หรือเปลี่ยนแปลงกฏหมาย เพื่อสังคมที่ดีขึ้น ตามหลักการของ Kolb’s Experiential Learning Cycle และ Double-Loop Learning
นั่นคือ ทุกคนจะเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้ ต่อเมื่อทุกคนมี ทักษะเรียนรู้จากประสบการณ์(experiential learning skills) ตามที่ระบุไว้ในหนังสือ การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์ นำสู่ประเด็น การศึกษาในระบบที่หนุนให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการเรียนรู้จากประสบการณ์ใส่ตน
หากการศึกษาในระบบ จัดการเรียนรู้แบบบอกสอนหรือถ่ายทอดความรู้ (passive learning) ผู้เรียนก็จะไม่เกิดทักษะการเรียนรู้จากประสบการณ์ ต้องจัดการเรียนรู้แบบจัดให้ผู้เรียนร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างครบด้าน (holistic learning) ที่เป็นการเรียนรู้แบบสร้างสมรรถนะใส่ตน (active learning) ผ่านการปฏิบัติ ตามด้วยการสะท้อนคิด
จะให้ประชากรไทยทั้งมวล มีทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษาไทยต้องเป็น การเรียนรู้จากการสะท้อนคิด(Reflective Learning) เป็นหลัก ไม่ว่าได้ประสบพบพานประสบการณ์ใด คนไทยนำมาสะท้อนคิดอยู่ตลอดเวลา และสะท้อนคิดผ่านการตอบคำถามที่ตัวเองตั้งให้ตัวเองตอบ ที่เป็นคำถามเกี่ยวกับ VASK ทั้งในเชิงปฏิบัติ และในเชิงหลักการ ตาม Kolb’s Experiential Learning Cycle
คนไทยมีทักษะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อสะท้อนคิดของตนในกลุ่มที่ผ่านประสบการณ์เดียวกัน หรือร่วมกันทำกิจกรรม นำสู่การมีทักษะรับฟังข้อคิดเห็นที่แตกต่างจากข้อคิดเห็นของตน และเรียนรู้ความซับซ้อนของเรื่องราวในชีวิตของตน ที่เป็นมิติหลักของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจะเป็นปัจจัยสำคัญของเมืองที่ประชากรมีสุขภาวะร่วมกัน
การเรียนรู้สำคัญ คือเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น และมีสุขภาวะ ในท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย ที่จะต้องวางรากฐานตั้งแต่วัยเด็ก จากประสบการณ์ในครอบครัว หนุนโดยพ่อแม่ ตามด้วยประสบการณ์ในโรงเรียน เอื้ออำนวยโดยครู และประสบการณ์การดำรงชีวิตจากระบบนิเวศการเรียนรู้รอบตัว ที่เป็นทั้งระบบนิเวศเชิงบวก และระบบนิเวศเชิงลบ
ผู้เอื้ออำนวยการเรียนรู้โดยสะท้อนคิดจากประสบการณ์แก่เด็ก (ครู และพ่อแม่) ต้องชวนเด็กสะท้อนคิดจากประสบการณ์ในโรงเรียน บ้าน ชุมชน และโซเชี่ยลมีเดีย เพื่อหนุนให้เด็กรู้เท่าทันระบบนิเวศเชิงลบ และไม่ตกเป็นเหยื่อ
ทักษะรู้เท่าทันสภาพแวดล้อมในสังคม และในสังคมดิจิทัล เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการสีเทาหรือสีดำที่ปลอมตัวสวมท่าทีสีขาว เป็นทักษะสำคัญที่ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องเอาใจใส่ และในขณะเดียวกัน พลเมืองไทยต้องมีทักษะเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการดำรงชีวิตที่มีประโชน์มีคุณค่าต่อสังคม
Learning City เป็น means มากกว่า end และเป็นกิจกรรมที่ไม่มีจุดจบหรือเป้าหมายปลายทาง เพราะเป็นวงจรเรียนรู้ ไม่ใช่เส้นทางเรียนรู้แบบเส้นตรง ในระหว่างทางจะเผชิญบริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เกื้อหนุนชีวิตเมืองที่ดี และที่เป็นข้อท้าทาย นำสู่วงจรเรียนรู้ที่เป็นชีวิตจริง ที่คนในเมืองนั้นๆ จะต้องเผชิญและฟันฝ่าร่วมกัน และเป็นประเด็นสู่การวางรากฐานทักษะการเรียนรู้แก่เด็กและเยาวชน
วิจารณ์ พานิช
๓ พ.ย. ๖๗