ว่าด้วย เศร้าโศกเพราะได้ใหม่ลืมเก่า

ธูมการิชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๘. ธูมการิชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๑๓)

ว่าด้วยพราหมณ์ผู้ก่อไฟรมควัน

             (พระศาสดาตรัสขยายอาการถามของพระธนญชัยในอดีตว่า)

             [๑๒๘] พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ใคร่ธรรม ได้ตรัสถามวิธุรบัณฑิตว่า พราหมณ์ เจ้าทราบบ้างไหม มีใครคนหนึ่งเศร้าโศกมาก

             (พระโพธิสัตว์กราบทูลพระราชาว่า)

             [๑๒๙] มีพราหมณ์วาเสฏฐโคตร บูชาไฟอยู่ในป่ากับฝูงแพะ ไม่เกียจคร้าน ก่อไฟรมควันทั้งกลางวันและกลางคืน

             [๑๓๐] ด้วยกลิ่นควันไฟนั้นของเขา พวกละมั่งถูกยุงรบกวน จึงได้เข้าไปอยู่ใกล้พราหมณ์ผู้ก่อไฟรมควันตลอดฤดูฝน

             [๑๓๑] เขาพอใจพวกละมั่ง เลยไม่เอาใจใส่พวกแพะ มันจะมาหรือจะไปก็ไม่รับรู้ แพะเหล่านั้นของเขาจึงพินาศไป

             [๑๓๒] เมื่อป่าไร้ยุงในฤดูใบไม้ร่วง พวกละมั่งก็พากันเข้าไปยังซอกเขาและต้นน้ำลำธาร

             [๑๓๓] พราหมณ์เห็นพวกละมั่งจากไปแล้ว และพวกแพะก็ถึงความพินาศ จึงซูบผอม มีผิวพรรณหม่นหมองและเป็นโรคผอมเหลือง

             [๑๓๔] ด้วยประการเช่นนี้ ผู้ใดไม่สนใจคนเก่าของตน รักแต่คนมาใหม่ ผู้นั้นก็จะโดดเดี่ยว เศร้าโศกมากเหมือนดังพราหมณ์ผู้ก่อไฟรมควัน

ธูมการิชาดกที่ ๘ จบ

--------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

ธูมการีชาดก

ว่าด้วย เศร้าโศกเพราะได้ใหม่ลืมเก่า

               พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการทรงสงเคราะห์อาคันตุกะของพระเจ้าโกศลแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า สมัยหนึ่ง พระเจ้าโกศลนั้นไม่ได้ทรงสงเคราะห์ทหารเก่าที่มาเฝ้าตามประเพณี แต่ได้ทรงทำสักการะสัมมานะแก่ทหารผู้เข้ามาใหม่ๆ ยังเป็นแขก ภายหลังเมื่อพระองค์เสด็จไปเพื่อทรงปราบปัจจันตชนบทที่ก่อการร้าย ทหารเก่าก็ไม่สู้รบโดยคิดว่า ทหารใหม่ที่เป็นแขกผู้ได้สักการะจักสู้รบ ส่วนทหารใหม่ที่เป็นแขกก็ไม่สู้รบโดยคิดว่าทหารเก่าจักสู้รบ. โจรเลยชนะพระราชา.
               พระราชาทรงปราชัยแล้ว ทรงทราบความที่ตนปราชัย เพราะโทษคือการทรงสงเคราะห์ทหารใหม่ที่เป็นแขก เสด็จกลับพระนครสาวัตถี ทรงดำริว่า เราคนเดียวหรืออย่างไรทำอย่างนี้แล้วแพ้ หรือว่าพระราชาแม้เหล่าอื่นก็เคยแพ้ดังนี้ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้วเสด็จไปยังพระเชตวัน ถวายนมัสการพระศาสดาแล้ว จึงทูลถามข้อความนั้น.
               พระศาสดาตรัสตอบว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตรมหาราช ใช่จะมีแต่มหาบพิตรพระองค์เดียวเท่านั้นก็หาไม่ แม้พระราชาในสมัยโบราณ ทรงทำการสงเคราะห์ทหารใหม่ผู้เป็นแขกแล้วทรงปราชัยก็มี.
               เป็นผู้อันพระราชาทูลอ้อนวอนแล้ว ได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล พระเจ้าโกรัพยะทรงพระนามว่า ธนญชัย ยุธิฏฐิลโคตร เสวยราชสมบัติในอินทปัตถนครในแคว้นกุรุ. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลปุโรหิตของพระเจ้าธนญชัย เติบใหญ่แล้วได้รับการศึกษาศิลปทุกชนิดที่เมืองตักกสิลา กลับมาที่อินทปัตถนครแล้ว ได้รับตำแหน่งปุโรหิตเป็นผู้ถวายอรรถธรรมแด่พระราชา แทนบิดาที่ล่วงลับไปแล้ว. คนทั้งหลายได้ขนานนามท่านว่าวิธูรบัณฑิต.
               ครั้งนั้น พระเจ้าธนญชัยไม่ทรงคำนึงถึงทหารเก่า ได้ทรงทำการสงเคราะห์ทหารที่เป็นแขกใหม่เท่านั้น เมื่อพระองค์เสด็จไปปราบปัจจันตชนบทที่ก่อการร้าย ทหารเก่าไม่รบโดยคิดว่าทหารใหม่ที่เป็นแขกจักรู้หน้าที่. ทหารใหม่ที่เป็นแขกก็ไม่รบโดยคิดว่า ทหารเก่าจักรู้หน้าที่ ตกลงว่าทั้งทหารเก่าทั้งทหารใหม่ไม่รบเลย.
               พระราชาทรงปราชัยแล้ว เสด็จกลับอินทปัตถนครทันที ทรงดำริว่า เราปราชัยเพราะเราทำการสงเคราะห์ทหารใหม่ที่เป็นแขก.
               อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์ทรงดำริว่า เราจักถามวิธูรบัณฑิตว่า มีเราคนเดียวหรืออย่างไร ทำการสงเคราะห์ทหารใหม่ที่เป็นแขกแล้วปราชัย หรือพระราชาแม้องค์อื่นๆ ที่เคยปราชัยมาแล้วก็มี แล้วตรัสถามข้อความนั้นกะวิธูรบัณฑิตผู้มาถึงที่เฝ้าพระราชาแล้วนั่ง. จึงพระศาสดาเมื่อจะทรงไขอาการที่ตรัสถามของพระราชานั้นให้แจ้งชัด ได้ตรัสกึ่งคาถาว่า :-
               พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ทรงใคร่ในธรรม ได้ตรัสถามวิธูรบัณฑิตแล้ว.
               ดูก่อนพราหมณ์ ท่านรู้บ้างไหม? ใครคนหนึ่งกำลังเศร้าโศกมาก.
               ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมดาท่านรู้บ้างไหมว่า ใครคนหนึ่งในโลกนี้เศร้าโศกมาก คือเศร้าโศกโดยอาการต่างๆ.
               พระโพธิสัตว์ครั้นสดับคำนั้นแล้ว เมื่อทรงนำอุทาหรณ์นี้มาแสดงว่า
               ข้าแต่มหาราช ความโศกของพระองค์ ชื่อว่าเป็นความโศกหรือ ในกาลก่อนพราหมณ์เลี้ยงแพะคนหนึ่ง ชื่อว่าธูมการี ต้อนแพะฝูงใหญ่ไปทีเดียวสร้างคอกไว้ในป่า พักแพะไว้ในคอกนั้น ก่อไฟและควันปฏิบัติฝูงแพะ บริโภคนมเป็นต้นพักอยู่. แล้วเขาเห็นชะมดทั้งหลายที่มา ณ ที่นั้นมีสีเหมือนสีทองแล้วทำความเสน่หาในชะมดเหล่านั้น กระทำสักการะแพะให้แก่ชะมดทั้งหลายโดยไม่คำนึงแพะ เมื่อเหล่าชะมดหนีไปป่าหิมพานต์ในสารทกาล และเมื่อแพะทั้งหลายหายไปแล้วไม่เห็นชะมดจึงเป็นโรคผอมเหลือง เพราะความโศกถึงความสิ้นชีวิตแล้ว.
               พราหมณ์คนนี้ทำการสงเคราะห์สัตว์ที่จรมา จึงเศร้าโศกลำบากถึงความพินาศมากกว่าพระองค์ร้อยเท่าพันเท่าดังนี้
               จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
               พราหมณ์วาเสฏฐะผู้มีฟืนมากอยู่ในป่ากับฝูงแพะไม่เฉื่อยชา ได้ก่อไฟให้เกิดควันทั้งกลางคืนทั้งกลางวัน.
               ชะมดทั้งหลายถูกยุงรบกวน ได้พากันเข้าไปอาศัยอยู่ในสำนักของพราหมณ์นั้นตลอดฤดูฝน เพราะกลิ่นควันนั้น.
               พราหมณ์นั้นเอาใจใส่ชะมด ไม่เอาใจใส่แพะทั้งหลายว่า จะมาเข้าคอกหรือจะไปป่า แพะเหล่านั้นของเขาจึงหายไปแล้ว.
               แต่ในสารทกาลในป่าที่ยุงซาลงแล้ว ชะมดทั้งหลายก็ไปสู่ยอดเขาและที่ที่เป็นต้นน้ำลำธาร.
               พราหมณ์เห็นชะมดทั้งหลายไปแล้ว และแพะทั้งหลายถึงความวิบัติแล้ว ก็ซูบผอมมีผิวพรรณซีด และเป็นโรคผอมเหลือง.
               ผู้ใดละทิ้งคนของตน ทำคนที่มาใหม่ให้เป็นที่รักอย่างนี้ ผู้นั้นคนเดียวจะเศร้าโศกมาก เหมือนพราหมณ์ธูมการีเศร้าโศกอยู่ฉะนั้น.
               พระมหาสัตว์ทูลพระราชาให้ทรงรู้สึกพระองค์อย่างนี้แล้ว ฝ่ายพระราชาทรงทำความรู้สึกพระองค์แล้ว ทรงเลื่อมใสแล้วได้พระราชทานทรัพย์จำนวนมากแก่พระโพธิสัตว์นั้น. จำเดิมแต่นั้นมา พระองค์ก็ทรงทำการสงเคราะห์คนภายในอยู่เท่านั้น ทรงบำเพ็ญบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้นแล้ว ได้ทรงเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในภายภาคหน้า.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า
               พระเจ้าโกรัพยะในครั้งนั้น ได้แก่ พระอานนท์ ในบัดนี้
               พราหมณ์ธูมการี ได้แก่ พระเจ้าปเสนทิโกศล
               ส่วนวิธูรบัณฑิต ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาธูมการิชาดกที่ ๘               
               -----------------------------------------------------