เกิดมาเพื่อแสวงหาความสุข

แม้ว่าในการดำเนินชีวิต เราไม่สามารถจะทำความปรารถนาทั้งสี่ประการให้สมบูรณ์ครบถ้วนได้ (ดู ความปรารถนา ? ) พระพุทธเจ้าก็สอนว่าให้แสวงหาความสุขในการดำเนินชีวิต ๔ ประการ นั่นคือ

๑. สุขเกิดจากการมีทรัพย์ นั่นคือ ต้องขยันทำมาหากินเพื่อให้ได้ทรัพย์สมบัติมา 

๒. สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ นั่นคือ เมื่อมีทรัพย์ก็ให้ใช้จ่ายแสวงหาความสุขตามที่ใจปรารถนา บางคนอาจมีความสุขจากทรัพย์สมบัติที่มีมากมาย แต่เป็นผู้ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ค่อยใช้จ่าย จึงไม่ได้ความสุขจากทรัพย์ที่มีอยู่ (มีแต่ความพูมใจหรือความสุขว่าตัวเองมีทรัพย์สมบัติเท่านั้น)... ทรัพย์ที่มีอยู่ แต่ไม่ใช้จ่ายแสวงหาความสุขก็ไม่มีประโยชน์เปรียบเหมือนมะพร้าวแห้งที่สุนัขได้ไป ฉะนั้น

๓. สุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้ นั่นคือ ให้รู้จักควบคุมมิให้รายจ่ายมากกว่ารายได้ บางคนแสวงหาความสุขจากการใช้จ่ายเกินตัว จนกระทั้งเป็นหนี้สิน จึงไม่ได้ความสุขในข้อนี้ ...พอมีทรัพย์สมบัติอยู่บ้าง สามารถจับจ่ายสิ่งต่างๆ ได้พอสมควร และไม่เป็นหนี้ใคร...ถ้าได้ครบทั้งสามอย่างนี้ ก็ชื่อว่ามีสุขในสามข้อนี้

๔. สุขเกิดจากการงานไม่มีโทษ นั่นคือ การดำเนินชีวิตจะต้องถูกต้องตามหลักกฎหมายและศีลธรรม...บางคนอาจร่ำรวย ใช้จ่ายได้ตามใจปรารถนา และไม่มีหนี้สิน ...แต่ทรัพย์สมบัติที่ได้มานั้นประกอบอาชีพไม่ถูกต้อง เช่น ค้ายาเสพติด หรือหลอกลวงต้มตุ่นผู้อื่น ก็ชื่อว่าการงานมีโทษ และจะไม่ได้ความสุขจากข้อนี้... เพราะต้องคอยระแวดระวังเวรภัยที่จะมาถึงตัว คล้ายๆกับวัวสันหลังหวะ ที่ต้องทนลำบากเพราะแมลงมารบกวน ...ฉะนั้น

พระพุทธเจ้าตรัสย้ำถึงความสุขในการงานไม่มีโทษข้อนี้ว่า มีค่าสูงสุดในบรรดาสุขทั้งสี่ประการ โดยตรัสว่า สุขสามประการข้างต้นรวมกันยังไม่ถึงเสี้ยวที่สิบหกของสุขประการสุดท้าย ...

  • ผู้เขียนคิดว่า แม้จะไม่มีความรู้มากมาย มิได้ร่ำรวยล้นฟ้า และเป็นคนไร้เกียรติยศ แต่ถ้าในการดำเนินชีวิต มีความสุขครบถ้วนตามนัยนี้ ก็ได้ชื่อว่าดำเนินชีวิตที่ดีและถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา