ความสุข

กำลังเตรียมเดินทางเข้ากรุง จากสุรินทร์ต้องผ่านจักราช โคราช ปากช่อง

สระบุรี กรุงเทพเห็นพื้นที่(ดิน)มีลักษณะสูงต่ำเหมาะกับการทำเกษตรแบบต่าง ๆ

เมื่อก่อนยังไม่มียางมะตอยและคอนกรีตเราก็เดินบนพื้นทรายที่เป็นรองอันเนื่องมาจากรถวิ่ง เกวียนเดิน พื้นทรายที่ราบๆ ยังเ็ป็นสนามฟุตบอลได้อย่างดี นึกถึงฟุบอลชายหาดในปัจจุบัน  นอกจากนี้เมื่อมีฝนตกลงมาก็สามารถสร้างปฏิมากรรมกองทรายได้หลากหลายรูปแบบ  ถ้าฝนตกลงมาเยอะก็เปลี่ยนอาชีพเป็นชาวประมงคอยจับปลาที่ว่ายขึ้นวิ่งลงตามสายน้ำบนถนนนี่แหละ

มาถึงปัจจุบันไม่มีสภาพอย่างนั้นอีกแล้วเมื่อฝนตกนำ้ก็ไหลๆ ผ่านสวนอ้อย สวนมัน ไปรวมกันในพื้นที่ต่ำ้ื้ี่แต่ไม่ยักจะมีปลาให้จับเหมือนก่อน 

วงจรของ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว หายไป เราเคยมีอาหารให้ตามฤดูกาลจากธรรมชาติแต่ปัจจุบันอาหารต้องอยู่ในตู้เย็น  น้ำก็ต้องเย็นจากตู้ อยู่ในขวด ลำจักราชสาขาของแม่น้ำมูลเคยใสเห็นตัวปลา ไปทุ่งไม่ต้องนำน้ำติดตัวไปเพราะสะอาดปราศจากปุ๋ย(วิทยาศาสตร์) มีปลาหลายขนาดเพราะมันสามารถหลบอยู่ตามกอกกหรือกอใผ่ ขนาดว่านายเปี๊ยกที่หาปลาเก่งที่สุดของหมู่บ้านยังไม่มีปัญญาหลอล่อให้ติดเบ็ด ติดมองหรือลูกดอกได้ หลังจากโครงการอีสานเขียวเข้ามา โครงการขุดลอกถมคลองเข้ามา ความโล่งเตียนของลำน้ำ (ที่แคบลง)ทำให้ปลาหมดที่พึ่งก็เสร็จนายเปี๊ยกและไม่มีพ่อพันธ์แม่พันธ์ในที่สุด  พันธ์ไม้น้ำที่ช่วยให้น้ำใสเป็นที่อาศัยของลูกปลาก้อหายไป ความสุขที่ลงทุ่งนาก็มีปลาเข้าป่าก็มีผักมีอาหารหายไป การละเล่นตามฤดูกาลหายไป มีมนุษย์โรงงานเป็นกะกะไม่เว้็นกลางคืนกลางวันเช้าบ่าย ไม่มีเวลาเอากระยาสารทไปฝาก ไม่มีแตงไทให้แบกกลับบ้าน ไม่มีบรรยากาศนี้อีกแล้ว  ชนบทก็นึกว่ามีความเจริญแล้วจะดี ได้ดูรถสวย ๆวิ่งผ่าน ได้ดูคนสวย ๆ ในทีวี ได้มีโอกาสใช้เงิน(กู้มีเครดิต) กะเขาบ้าง มีโอกาสเข้าเมืองกะเขาซะที ได้ซื้อของแปลก ๆ ซื้อหาอาหารตามทีวีบอก และได้อาหาร(น้ำ)มาแช่ตู้เย็น กลับบ้านก็รอเมื่อไหร่จะมีระบบกู้เงินแจกเงิน

แผนพัฒนาชุมชน(ตน)ของหมู่บ้านนี้ หมู่บ้านโน้นควรเป็นเช่นไร 

วันครู ได้มีโอกาสพบปะนักพัฒนาจากภาคราชการทหาร (เสธ.หนุ่ม+หน่อย)และ ngo (พี่เพียรสิน-พี่โก)ที่น่าแปลกก็คือเคยพัฒนาชนบทที่สุรินทร์เช่นเดียวกัน ฝ่ายทหารก็ปราบปราม ฝ่ายngoก็ช่วยเหลือ แต่วิเคราะห์กลยุทธ์ทั้งสองฝ่ายแล้วต่างยึดการเป็นมิตรกับประชาชน เพื่อดำเนินงานที่ตนได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีให้ได้ การเข้าถึงประชาชนหรือการแย่งชิงประชาชนจึงเป็นคำพูดที่เคยได้ยินอยู่เป็นประจำ ดังนั้นหมู่บ้านใดที่มีเคยมีการดำเนินกิจกรรมทำนองนี้ ประกอบกับโครงการใหม่ ๆ ของรัฐบาล(โดยเฉพาะกองทุนหรือเงินกู้ทั้งออมสิน+โครงการ) ที่เข้าสู่ชุมชนหมู่บ้าน ทำให้หลายคนในหมู่บ้านในปัจจุบันก็มักเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะมีโครงการ ที่เขาพอจะได้เงินหรือมีเงินหมุนไปใช้หนี้ที่กู้ไว้ 3-5 กองทุน บางคนก็มากกว่านี้  แล้วก็คงจะมากขึ้นไปเรื่อย ๆ 

ดินพอกหางหมูก้อนนี้เห็นทีหมูต้องยอมรับสภาพหรือว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาโดยฉับพลัน (ตัดหางทิ้ง) หรือค่อย ๆ แก้ โดยการร่วมมือกับหมู จัดสภาพแวดล้อมใหม่(แบบพิเศษไม่ยัดเยียด) ให้ความรู้ใหม่(ให้แบบพิเศษ ไม่ยัดเยียด) ทางออกที่มาจากรัฐบาลยังไม่ได้ยินใครพูดถึงกันเท่าใหร่ (อาจพูดแต่เราไม่รู้ก็ได้) วันครูปีนี้ก็แปลกดี นายกก็บอกให้อดทนทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ศิษย์ แล้วสังคมจะดีขึ้น เฮ้อเหนื่อยใจ ไม่รู้จะปกปิดความลับได้อีกนานเท่าใหร่ว่าครูไม่มีหนี้ (รถปิคอัพที่พานักเรียนมาทัศนศึกษา-แข่งกีฬานะกู้เขาทั้งนั้น) โฆษนาบ้าเลือดก็ทำให้นำ้ลายหยดอยากมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนข้าราชการอื่นเขา ก็นโยบายใหม่มาอีกแล้วผู้บริหารสถานศึกษาก็อย่าเพิ่งฆ่าตัวตายเพราะไม่มีเงินส่งดอก โครงการทำก่อนนี้ต้องปรับแผนใหม่(ใช้เงินกู้เก่านั้นแหละ) สงสัยต้องแย่งประชาชนเพื่อเอามาเป็นพวกบ้างแล้วพวกเรา อย่างน้อยก็บอกให้อบรมลูกหลานให้ตั้งใจเรียนหน่อย เพราะครูอยู่เวรดึกกลัวมีคนมาเผาโรงเรียน อาจเพลียไปบ้าง ให้ชาวบ้ามาช่วยก็ไม่ได้ผิดวินัย(เดี๋ยวถูกสั่งขัง) แล้วการบ้านที่ไปเรียนต่อก็ต้องทำ (ได้จับปลาแน่-จับปลาสองมือ)

สนใจวิจัยพัฒนาชุมชนเข้าเว็บ http://www.edusurin.net