ความสุขกับความมั่นคงของชนบท

ความสุข

กำลังเตรียมเดินทางเข้ากรุง จากสุรินทร์ต้องผ่านจักราช โคราช ปากช่อง

สระบุรี กรุงเทพเห็นพื้นที่(ดิน)มีลักษณะสูงต่ำเหมาะกับการทำเกษตรแบบต่าง ๆ

เมื่อก่อนยังไม่มียางมะตอยและคอนกรีตเราก็เดินบนพื้นทรายที่เป็นรองอันเนื่องมาจากรถวิ่ง เกวียนเดิน พื้นทรายที่ราบๆ ยังเ็ป็นสนามฟุตบอลได้อย่างดี นึกถึงฟุบอลชายหาดในปัจจุบัน  นอกจากนี้เมื่อมีฝนตกลงมาก็สามารถสร้างปฏิมากรรมกองทรายได้หลากหลายรูปแบบ  ถ้าฝนตกลงมาเยอะก็เปลี่ยนอาชีพเป็นชาวประมงคอยจับปลาที่ว่ายขึ้นวิ่งลงตามสายน้ำบนถนนนี่แหละ

มาถึงปัจจุบันไม่มีสภาพอย่างนั้นอีกแล้วเมื่อฝนตกนำ้ก็ไหลๆ ผ่านสวนอ้อย สวนมัน ไปรวมกันในพื้นที่ต่ำ้ื้ี่แต่ไม่ยักจะมีปลาให้จับเหมือนก่อน 

วงจรของ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว หายไป เราเคยมีอาหารให้ตามฤดูกาลจากธรรมชาติแต่ปัจจุบันอาหารต้องอยู่ในตู้เย็น  น้ำก็ต้องเย็นจากตู้ อยู่ในขวด ลำจักราชสาขาของแม่น้ำมูลเคยใสเห็นตัวปลา ไปทุ่งไม่ต้องนำน้ำติดตัวไปเพราะสะอาดปราศจากปุ๋ย(วิทยาศาสตร์) มีปลาหลายขนาดเพราะมันสามารถหลบอยู่ตามกอกกหรือกอใผ่ ขนาดว่านายเปี๊ยกที่หาปลาเก่งที่สุดของหมู่บ้านยังไม่มีปัญญาหลอล่อให้ติดเบ็ด ติดมองหรือลูกดอกได้ หลังจากโครงการอีสานเขียวเข้ามา โครงการขุดลอกถมคลองเข้ามา ความโล่งเตียนของลำน้ำ (ที่แคบลง)ทำให้ปลาหมดที่พึ่งก็เสร็จนายเปี๊ยกและไม่มีพ่อพันธ์แม่พันธ์ในที่สุด  พันธ์ไม้น้ำที่ช่วยให้น้ำใสเป็นที่อาศัยของลูกปลาก้อหายไป ความสุขที่ลงทุ่งนาก็มีปลาเข้าป่าก็มีผักมีอาหารหายไป การละเล่นตามฤดูกาลหายไป มีมนุษย์โรงงานเป็นกะกะไม่เว้็นกลางคืนกลางวันเช้าบ่าย ไม่มีเวลาเอากระยาสารทไปฝาก ไม่มีแตงไทให้แบกกลับบ้าน ไม่มีบรรยากาศนี้อีกแล้ว  ชนบทก็นึกว่ามีความเจริญแล้วจะดี ได้ดูรถสวย ๆวิ่งผ่าน ได้ดูคนสวย ๆ ในทีวี ได้มีโอกาสใช้เงิน(กู้มีเครดิต) กะเขาบ้าง มีโอกาสเข้าเมืองกะเขาซะที ได้ซื้อของแปลก ๆ ซื้อหาอาหารตามทีวีบอก และได้อาหาร(น้ำ)มาแช่ตู้เย็น กลับบ้านก็รอเมื่อไหร่จะมีระบบกู้เงินแจกเงิน

แผนพัฒนาชุมชน(ตน)ของหมู่บ้านนี้ หมู่บ้านโน้นควรเป็นเช่นไร 

วันครู ได้มีโอกาสพบปะนักพัฒนาจากภาคราชการทหาร (เสธ.หนุ่ม+หน่อย)และ ngo (พี่เพียรสิน-พี่โก)ที่น่าแปลกก็คือเคยพัฒนาชนบทที่สุรินทร์เช่นเดียวกัน ฝ่ายทหารก็ปราบปราม ฝ่ายngoก็ช่วยเหลือ แต่วิเคราะห์กลยุทธ์ทั้งสองฝ่ายแล้วต่างยึดการเป็นมิตรกับประชาชน เพื่อดำเนินงานที่ตนได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีให้ได้ การเข้าถึงประชาชนหรือการแย่งชิงประชาชนจึงเป็นคำพูดที่เคยได้ยินอยู่เป็นประจำ ดังนั้นหมู่บ้านใดที่มีเคยมีการดำเนินกิจกรรมทำนองนี้ ประกอบกับโครงการใหม่ ๆ ของรัฐบาล(โดยเฉพาะกองทุนหรือเงินกู้ทั้งออมสิน+โครงการ) ที่เข้าสู่ชุมชนหมู่บ้าน ทำให้หลายคนในหมู่บ้านในปัจจุบันก็มักเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะมีโครงการ ที่เขาพอจะได้เงินหรือมีเงินหมุนไปใช้หนี้ที่กู้ไว้ 3-5 กองทุน บางคนก็มากกว่านี้  แล้วก็คงจะมากขึ้นไปเรื่อย ๆ 

ดินพอกหางหมูก้อนนี้เห็นทีหมูต้องยอมรับสภาพหรือว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาโดยฉับพลัน (ตัดหางทิ้ง) หรือค่อย ๆ แก้ โดยการร่วมมือกับหมู จัดสภาพแวดล้อมใหม่(แบบพิเศษไม่ยัดเยียด) ให้ความรู้ใหม่(ให้แบบพิเศษ ไม่ยัดเยียด) ทางออกที่มาจากรัฐบาลยังไม่ได้ยินใครพูดถึงกันเท่าใหร่ (อาจพูดแต่เราไม่รู้ก็ได้) วันครูปีนี้ก็แปลกดี นายกก็บอกให้อดทนทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ศิษย์ แล้วสังคมจะดีขึ้น เฮ้อเหนื่อยใจ ไม่รู้จะปกปิดความลับได้อีกนานเท่าใหร่ว่าครูไม่มีหนี้ (รถปิคอัพที่พานักเรียนมาทัศนศึกษา-แข่งกีฬานะกู้เขาทั้งนั้น) โฆษนาบ้าเลือดก็ทำให้นำ้ลายหยดอยากมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนข้าราชการอื่นเขา ก็นโยบายใหม่มาอีกแล้วผู้บริหารสถานศึกษาก็อย่าเพิ่งฆ่าตัวตายเพราะไม่มีเงินส่งดอก โครงการทำก่อนนี้ต้องปรับแผนใหม่(ใช้เงินกู้เก่านั้นแหละ) สงสัยต้องแย่งประชาชนเพื่อเอามาเป็นพวกบ้างแล้วพวกเรา อย่างน้อยก็บอกให้อบรมลูกหลานให้ตั้งใจเรียนหน่อย เพราะครูอยู่เวรดึกกลัวมีคนมาเผาโรงเรียน อาจเพลียไปบ้าง ให้ชาวบ้ามาช่วยก็ไม่ได้ผิดวินัย(เดี๋ยวถูกสั่งขัง) แล้วการบ้านที่ไปเรียนต่อก็ต้องทำ (ได้จับปลาแน่-จับปลาสองมือ)

สนใจวิจัยพัฒนาชุมชนเข้าเว็บ http://www.edusurin.net 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความมั่นคงของมนุษย์

คำสำคัญ (Tags)#ความมั่นคงของมนุษย์#ความมั่นคงของธรรมชาติ

หมายเลขบันทึก: 71983, เขียน: 11 Jan 2007 @ 00:57 (), แก้ไข: 11 Jun 2012 @ 14:38 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 21, อ่าน: คลิก


ความเห็น (21)

  • สวัสดีครับอาจารย์...
  • โลกหมุนไป สังคมเปลี่ยนแปลงและชีวิตก็ผันตาม...
  • ทุกวันนี้ชาวบ้านขับรถจักรยานยนต์ไปทุ่ง, นั่งรถไถนาเดินตามไปสวน,  แทบไม่พบแม้แต่จักรยานซักคันที่จะจอดอยู่ตามไหล่ทางหรือเส้นทางไปทุ่งนา...
  • ยิ่งชาวนาเดินเท้าจากบ้านไปทุ่งนั้น ณ วันนี้...มีน้อยเต็มที
  • ในน้ำ (พอจะ) มีปลา  ในนา (พอจะ) มีข้าว (เฉพาะท้องนาที่มีน้ำให้ทำนานะครับ)
  • แต่น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา แหวกว่ายปทุมมาอยู่ไหว ๆ ดังปรากฏในวรรณคดีนั้นยิ่งหายากเหลือหลาย เพราะสายน้ำต่างขุ่นข้น หมองคล้ำกันทั้งนั้น
Kmsabai
IP: xxx.24.148.118
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับอาจารย์

  • ขอบคุณบทความนี้ที่ทำให้เกิดความคิดดีๆครับ
  • เป็นคนหนึ่งที่คิดเหมือนกันครับ
  • ตัวอย่างง่ายๆที่บ้านผมเอง ที่ศีขรภูมิ บริบทของหมู่บ้านชุมชนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนและสิ้นเชิงครับ 
  • จากเดิมที่ตื่นเช้าตี่สิ่ไปเก็บเห็ด  ไปเอาเบ็ด  ไปหาจิ้งหรีดหรือเห็ดฟางที่ทุ่งนา  ตอนนี้ไม่มีแล้วครับ  ไม่มีควาย  ไม่มีอาหารตามทุ่งนาหรือที่ในป่าละเมาะ
  • ทุกบ้านมีรถจักรยานยนต์  ตื่นขึ้นมาก็ไปซื้อกับข้าวที่ร้านค้า
  • ทุกวันนี้อยู่ที่บ้านแม้เป็นชนบทก็ต้องใช้เงินตราถึงจะมีชีวิตอยู่รอดได้  ไม่เหมือนเมื่อก่อน จำได้ว่าตอนเด็กตื่นเช้ามา  ไม่มีกับข้าวกิน  หิวมาก  เลยต้องไปหาปูและปลากับพ่อที่ทุ่งนา  เดินไปกลับมาก็เที่ยง  ถึงจะหิวจะเหนื่อย  แต่ก็มีความสุขดีครับ
  • ปัญหาที่ตามมาตอนนี้เท่าที่ไปสัมผัสเกิดขึ้นมากมายครับ  เช่น  มีความแตกแยกในสังคม  ชุมชน  การทุจริต  ความเหลื่อมล้ำ  การเอารัดเอาเปรียบ  ไม่เอื้อเฟื้อต่อกัน  ปัญหาสุขภาพต่างๆ  และปัญหาสังคมโดยเฉพาะเด็กๆและวัยรุ่นครับ 
  • อืม...ขอบคุณอีกครั้งที่ทำให้นึกถึงอดีต

                         น.พ สุพัฒน์  ใจงาม  รพ ปาย

 

ขอบคุณทั้งคุณหมอและ แผ่นดิน. ที่มาเยี่ยมครับ ดีใจที่มีเพื่อน เพิ่งกลับจากประชุมสภาคณบดีครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ยังรู้สึกเพลียๆ อากาศของกรุงเทพไม่สะอาดจริง ๆ ต้องเปิดแอร์ตลอด แล้วโลกจะไม่ร้อนได้ไง ไม่ต้องมาโทษชาวนาเผาซังข้าว(ผุผุ)ว่าทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก

ประชุมคราวนี้ได้เรื่องสำคัญก็คือคุณภาพเด็กไทยสู้ประเทศแถบเอเชียเพื่อนบ้านไม่ได้ ก็คงตระหนักว่าต้องแก้ไขแน่แต่จะทำอย่างไรนี่แหละ เรื่องที่สองก้อเรื่องของกลยุทธ์ของมหาลัยเมืองนอกที่พยายามมาหาลูกค้าถึงเมืองไทยใช้กลยุทธ์ธุรกิจเต็มตัว แต่ก้อเชื่อว่าเขาไม่ได้ทิ้งศักดิ์ศรีเหมือนมหาลัยบ้านเราหลาย ๆแห่งคิดและเอาอย่างส่วนที่เป็นกลยุทธ์เชิงธุรกิจของเขามาทำผิดๆ เช่นโดยการสัญญากับผู้จะเรียนว่าจบแน่หรือได้ปริญญาแน่ คุณภาพและศักดิ์ศรี การพัฒนาแบบยั่งยืนระยะยาวจะทำอย่างไรถ้าต้องการแต่ปริมาณการเข้าเรียนเช่นที่เป็นอยู่

เรื่องที่สามเป็นเรื่องการเรียนการสอนที่ต้องการให้นักศึกษาจบออกไปเป็นครูที่สามารถเขาใจเด็ก สามารถพัฒนาให้เกิดโรงเรียนที่นักเรียนเข้าไปเรียนอย่างมีความสุข (ของUnicef ใช้ชื่อว่า Child-friendly School) ก็เป็นโครงการที่ดี

เรื่องที่จะต้องมาประชุมต่อก็เป็นเรื่องสมานฉันท์ เดือนหน้าครับ

ออกไปดูก่อนเขากำลังสนุกกับการจัดงานวันเด็ก สวัสดี

เรียนอาจารย์

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มีความเห็นแก่ตัวกันมาก มีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น มีความขยันที่จะแข่งขันกัน แต่ก็มีความขี้เกียจเพิ่มขึ้นเช่นกัน แข่งกันเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข สะดวกสบาย ซึ่งต้องใช้เงินซื้อมาทั้งนีฃั้น ซึ่งผิดจากเดิมที่มีความขยันทำมาหากินแบบไม่ต้องลงทุนมาก เช่นการปลูกผัก ทำนาทำสวน แต่ปัจจุบันการดำเนินชีวิตอย่างนี้เริ่มที่จะหมดไป ส่วนมากแข่งกันทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินเพื่อซื้อสิ่งที่ต้องการทุกอย่าง ทำให้สภาพจิตใจของคนก็เปลี่ยนไป ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ลดลง ความเกรงใจกันลดลง สิ่งที่เพิ่มขึ้น คือ ความเห็นแก่ตัว ความอยากได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด อยากได้แม้แต่ของคนอื่น ยิ่งพูดยิ่งยาวค่ะ

  ทุกอย่างหายไปเกือบหมดแล้ว   นึกง่ายๆการทำนา ที่เราชาวไทยให้สมญานามว่าเป็น "กระดูกสันหลังของชาติ" ผมว่าคำนี้น่าจะเลือนหายไปหมดแล้ว เพรากระดูกเหล่านั้นถูกดามไปด้วยเหล็ก  และเทคโนโลยีมากมาย  ช่างดูแล้วสะดวกสบายเหลือเกิน  ขอให้มีเพียง  "เงิน"  การทำนาก็เสร็จสมอามย์หมายในพริบตา  ตั้งแต่การไถจนถึงขนไปขายให้พ่อค้าที่โรงสี   นี้น่ะหรืออาชีพหลักของคนไทยมาแต่โบรำโบราญ   จะมีสินค้าอะไรที่ผลิตมาเอง  แต่ให้คนอื่นเขาตั้งราคาให้     ว่าเอ้าปีนี้  7  บาทต่อกิดลกรัมน่ะ  ทำไมชาวนาตาดำๆกำหนดเองไม่ได้ ผมว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องน่าจะเล็งเห็นว่าการทำนานั้นหากำไรได้น้อยมาก  ชาวนาบางคนเขาก็บอกว่า  "การทำนาขาดทุนตั้งแต่คิด"  แต่ที่ต้องทำอยู่คือนึกแต่เพียงว่า  "มันเป็นผืนดินที่บรรพบุรุษให้มา"  แค่นี้ก็นึกว่าขนาดชาวนายังรัก  และสำนึกถึงอาชีพของเขา  แม้จะขาดทุนหรือเท่าทุน  ก็ไม่ทิ้งยังไม่ทิ้งอาชีพเขาเลย  แต่ข้าราชการของเราทำอะไรกันอยู่  มีทั้งเงินยังไม่ทุ่มเทเหมือนชาวนาคนๆหนึ่งเลยที่ไม่รู้ว่าจะมีเงินเหลือที่จะทำในปีหน้าหรือเปล่า  ทางสุดท้ายคือ การกู้หนี้ยืมสินต่อไป  ขอศรัทธาในอาชีพนี้จากใจและกาย  ขอบคุณที่ประเทศไทยที่ยังคงเหลือชาวนาให้ผมได้เห็น

วันเด็กปีนี้ ดิฉันได้เข้าร่วมกิจกรรมในวันเด็ก โดยเป็นพิธีกรร่วมกับนักพัฒนาชุมชนของอบต.ตรำดม โดยปีนี้เป็นปีแรกที่โรงเรียนทุกโรงและชาวบ้าน เยาวชนได้ตกลงร่วมกันจัดงานวันเด็กที่ อบต.ตรำดม  โดยกำหนดให้วันที่ 12 มกราคม 2550 เป็นการจัดงานวันเด็ก ในวันนั้นเด็กๆได้มาร่วมงานประมาณ 500 กว่าคน  มีพิธีการแจกทุนการศึกษาเด็กยากจน  รถจักรยานแก่เด็กนร. ถังดับเพลิงขนาดเล็กแก่สถานที่ราชการ(แต่ไม่ยักกะมีแจกให้อนามัยที่อยู่ใกล้ๆนั้นเลย จึงแอบถามนายก อบต.เชิงตัดพ้อว่าที่อื่นได้แต่ทำไมอนามัยที่อยู่ใกล้ๆนี้ไม่ให้ ก็พบคำตอบว่าเหตุการณืก่อความไม่สงบมักเกิดกับโรงเรียนและอำเภอเน้นมา อนามัยเลยไม่ได้ เดี๋ยวผมจะแบ่งให้ 1เครื่อง เพราะ อบต. มี 2 เครื่อง)

นอกจากนี้ยังมีการแสดงของเด็กนักเรียนโรงเรียนต่างๆ

นายชนาทิตย์ เทียนแก้ว
IP: xxx.29.30.250
เขียนเมื่อ 
โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นเด็กที่เกิดในชนบทมีความผูกพันกับชนบทมาก เคยไปช่วยยายดำนา ปลูกกล้า และเกี่ยวข้าวเป็นบรรยากาศที่ช่วนให้ระลึกถึงธรรมชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยเรา และทำให้เราได้เล็งเห็นความสำคัญของการที่จะได้ข้าวมาแต่ละเม็ด ต้องแลกมากับอะไรบ้าง
อาจารย์ประชิตคิดได้ไง อ่านแล้วใช่เลย บ้านเมืองเราคงย้อนกลับไปแบบอดีตไม่ได้แล้วคนที่มีอายุยืนคงเห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง นี่ถ้าคนอายุ100ปีที่แล้วลุกขึ้นมาได้คงจะงงมากและไม่รู้ว่าจะดำรงชีวิตอย่างไรกับเหตุการปัจจุบัน บ้านเมืองเราอนาคตดูอเมริกากับ ยุ่นไว้จะเป็นแบบนั้นแหละ
วันเด็กต่อ......ดิฉันซึ่งเป็นพิธีกรหญิงร่วมกับพิธีกรชายเตรียมเกมส์ละเล่นต่างๆให้กับเด็กเพื่อหวังให้เด็ก ได้แสดงออกและสนุกเต็มที่  แต่เนื่องจากพิธีการกำหนดให้มีมากมายจนเด็กไม่ได้แสดงออกมาก  เด็กหลายคนอยากได้รางวัลจะร่วมเล่นเกมส์ก็ไม่ได้  งานวันเด็กที่จัดขึ้นเป็นปีแรกก็จริงแต่ตัวดิฉันมีความรูสึกว่าไม่ใช่งานวันเด็กที่ควรเป็นเนื่องจากพิธีการเยอะมากจนงานกร่อยเด็กบางคนกลับไปอารมณ์เสีย พิธีกรเองก็เครียด ต้องปรับการดำเนินงานตามใจผู้บริหาร ทั้งๆ ที่เด็ๆมีความต้องการอีกอย่าง งานนี้ไม่มีการทำประเมินความพึงพอใจ แต่สำหรับตัวดิฉันคีดว่า  เด็กคงพูด  เซ็งว๊อย???  กันเป็นแถวๆ

ความสุขกับความมั่นคงของชาวชนบท

ตั้งแต่จำความได้ดิฉันเติบโตอยู่กับชนบทตลอด มีชีวิตที่ติดดินจริง ทำไดทุกอย่างในสมัยเด็กๆคุณพ่อรับราชการเป็นตำรวจอยู่ภูธรตำบลบ้านปรางค์  อำเภอคง  จ. โคราช สมัยก่อนทุกคนที่ดิฉันรู้จัก มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตากรุณา รักใคร่กลมเกลียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีโจรผู้ร้ายชุกชุมเหมือนทุกวันนี้  ถึงแม้ไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็มีความมั่นคงใน กาย และจิตใจ  คุณพ่อของดิฉันมีเสื่ยวอยู่ทั่วอาณาจักรที่ไปถึงทำให้ดิฉันได้สัมผัสถึงไออุ่นของชาวชนบทอย่างดี เมื่อก่อนไม่มีรถยนต์ หรือมอร์ไซร์ก็อาศัยเดินเท้าไปเยียมและอาศัยอยู่เป็นอาทิตย์ ตามหมู่บ้านต่างๆที่คุณพ่อเคยพาไป  ได้ ไปช่วยลอกต้นปอที่แช่อยู่ในนำซึ่งเหม็นมากรับจ่ช้างลอกมัดใหญ่เท่าต้นไม้คนโอบไม่ถึงด้วยราคา มัดละ 1 สลึง

ลอกตั้งแต่เช้ายันค่ำได้เงินมา 2 บาท ถึงจะเหนื่อยแต่ตัวดิฉันภาคภูมิใจมากและมีความสุข นี่เป็นเกล็ดย่อยๆที่นำมาเล่าให้ฟัง

โอ ถึงเด็กอนามัย

ไม่น่าเชื่อว่าเคยลอกปอเพราะหน้าสวยขาวขนาดนี้ เพราะการลอกปอน้ำก้อเหม็น ปอก็เปื่อย แดดก็ร้อน ปลานะเยอะเพราะได้กินอาหาร เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วทำไงจะหาบรรยากาศที่ใกล้เคียงแบบนั้นได้เนาะ 

ความพอเพียงของความพอใจแต่ละคนอยู่ที่ไหน

อยู่ที่ใจ

คนที่ได้ทำงานอยู่บ้านเกิด คือคนที่โชคดีที่สุด
Fongwin
เขียนเมื่อ 

ชีวิตคนก็เหมือนใบไม้  ถึงเวลาก็เหี่ยวเฉา เมาแล้วตื่น พรุ่งนี้ก็คงเช้าเหมือนเดิม .....

ชีวิตคนชนบทเริ่มเปลี่ยนไป วิถีการดำรงชีวิตยึดติดกับวัตถุนิยม ความเป็นแบบอย่างไทยแท้ๆ อย่างสมัยโบราณเริ่มหดหายไป   ทุกชีวิตเริ่มหันเหไปในสิ่งที่ตนเองอยากได้ อยากครอบครอง แต่ลืมนึกไปว่า ชีวิตคนชนบทมีอะไรมากมายที่ควรอนุรักษ์ และควรค่าต่อการศึกษา   อยากให้ทุกท่านร่วมรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณีชาวชนบท ไว้ เน้นความพอเพียง และเพียงพอในสิ่งที่ตนมี

NATAPAK
เขียนเมื่อ 

เรียน  อาจารย์ประชิต

 

NATAPAK
เขียนเมื่อ 

สังคมเปลี่ยน  ชีวิตเปลี่ยน  คนเปลี่ยน

ได้มีโอกาสพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดแล้วก็มีโอกาสไปต่างประเทศ(ญี่ปุ่น) แล้วไปมาเลย์ แล้วก็กลับมาพูดคุยกับชาวบ้านอีกรอบ  การไปพบชาวบ้านญี่ปุ่นที่มีฐานะปานกลาง(ของเขา) ทำให้นึกถึงอดีตของบ้านเราเหมือนกัน เราก็เอเชียเหมือนกันวัฒนธรรมใกล้เคียงกันมาก แต่ที่ห่างกันลิบลับก็เรื่องเทคโนโลยีและการเข้าถึงแหล่งบริการทางสังคมที่ภาครัฐจัดให้  ของเขานี่สิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของมนุษย์ค่อนข้างสูง(((เชิงปริมาณ))) เขามีบริการทั่วถึงทั้งคนพิการและด้อยโอกาสทั้งหลาย  แต่ละชุมชนมีศูนย์การเรียนรู้ชุมชน โดยผู้บริหารภาครัฐมีสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้อย่างหลากหลาย เอาห้องสมุดของมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ของเมืองไทย3-4แห่งรวมกันกระมัง เขาพัฒนาได้เพราะเขาต้องเปรียบเทียบกับชุมชนใกล้เคียง ไม่เหมือนเมืองไทยที่เปรียบเทียบกับการบริหารของรัฐบาลเป็นบริษัท..จำกัด ระดับ อบจ. ก็เป็น บริษัท อบจ. จำกัดและ อบต. จำกัด ตามลำดับ ตอนนี้ชาวบ้านค่อนข้างแตกแยก เคยแตกแยกระหว่าง อบต กับผู้ใหญ่ เดี๋ยวนี้ยิ่งหลายก๊กแล้วก้อ กำลังสับสนกันเองเพราะความไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นการมีโรงงานมาตั้งในหมู่บ้าน เขาไม่มีช่องทางการรับรู้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 5 หรือ 10 และ 20 ปีข้างหน้า สิ่งที่เขารับรู้ก็คือเมื่อโรงงานตั้งเสร็จก็จะมีงานทำแน่ ๆ  การไปโรงเรียนก้อไม่ต้องเรียนสูงแล้วเพราะโรงงานไม่ต้องการคนมีปริญญา ถึงจบมาก้อมีคนอื่นทำตำแหน่งนั้น ๆ อยู่แล้วไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะออกจะได้เข้าไปทำแทน มีเหมือนกันที่ไม่ยอมปลูกผักที่บ้านหรือสระของหมู่บ้านทั้ง ๆ ที่ลูกนะปลูกผักกับครูอยู่ทีโรงเรียน(เพื่อเอาคะแนน) ครูก้อไม่ต้องพูดถึงเวลาตอนนี้ก้อเตรียมประกันคุณภาพ (ฮอทกว่าก้ออยู่เวร) รอง ๆ ไปก้อต้องส่งนักเรียนไปสอบเพื่อเตรียมให้นักเรียนรู้จักขอเงินผู้ปกครองเอาไปเป็นค่ารถ ค่าสอบคงเอาใจผู้บริหาร(คงอยากตั้งบริทเพราะมุ่งรวมกันหลาย ๆ โรงซื้อสื่อเพื่อให้ได้โบนัสให้เขาพาไปเที่ยวไกลบ้าน  ญี่ปุ่นเขาก็คงมีแต่ที่ไปดูนะครูใหญ่ขายโปสเตอร์ที่แกอุตส่าห์วาดเองแล้วส่งโรงพิมพ์ทำเป็นโปสการ์ด เนื้อหาก็เป็นการเล่ากิจกรรมที่ใช้สอนนักเรียนนั่นแหละ แต่เล่าเป็นรูปภาพประกอบคำอธิบาย เวลาผู้ปกครองมาสังเกตุการสอนของครูในโรงเรียน ดูผลงานลูก ๆ ก้อถือโอกาสขายไอเดียที่ทำเป็นโปสการ์ดนั่นแหละ ผู้ปกครองก็ซื้อนะเพราะเป็นข้อคิดที่เขาสามารถนำไปใช้ที่บ้านได้ด้วย ต่างจากบ้านเรา ถามชาวบ้านว่าได้เงินรับจ้างวันๆ นึงแล้วเอาไปทำอะไร เขาก็บอกว่า โอ้ยเงินส่วนใหญ่ก็หาไว้ให้ลูกหลานได้เล่าเรียน ไปทัศนศึกษาเหมือน ๆ ลูกคนอื่น เราจะไปซื้ออะไรอร่อย ๆ กินก็ไม่ได้หรอก กินไปตามมีตามเกิดนี่แหละ บางที่ก้อเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา แล้วจะให้ทำยังไง เกิดมามันก้อเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว

 น่าเสียดายเนาะ สส ก็ไม่เคยมาหาอีกเลยหลังเลือกเขาไปแล้ว เหมือนเดิม ไม่รู้จะเลือกใครแล้ว เหมือน ๆ กันไปหมด ..ตอนนี้มีหนี้มั๊ย..มี๊....ถ้ามีกองทุนมาให้กู้อีกจะกู้เขามัย...เอาหมดและขอให้มีเถอะ.....??? โอ ความมั่นคง

 

 

atchara
เขียนเมื่อ 
มนุษย์มีความต้องการพื้นฐานที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความมั่นคงทางจิตใจ หากความสุขอยู่คู่กับความมั่นคงทางจิตใจคงจะดี

วันนี้ออกเยี่ยมคนไข้ แต่ไม่อยู่เพราะออกไปเลี้ยงควาย ส่วนภรรยาก็ออกไปเก็บพริก...เพื่อความมั่นคงในชีวิต

เราก็ทำตามหน้าที่...เพื่อความมั่นคงในชีวิตเหมือนกัน        แต่ทั้งเราและตายาย(คนไข้)ก็มีความสุข