กำลังเตรียมเดินทางเข้ากรุง จากสุรินทร์ต้องผ่านจักราช โคราช ปากช่อง
สระบุรี กรุงเทพเห็นพื้นที่(ดิน)มีลักษณะสูงต่ำเหมาะกับการทำเกษตรแบบต่าง ๆ
เมื่อก่อนยังไม่มียางมะตอยและคอนกรีตเราก็เดินบนพื้นทรายที่เป็นรองอันเนื่องมาจากรถวิ่ง เกวียนเดิน พื้นทรายที่ราบๆ ยังเ็ป็นสนามฟุตบอลได้อย่างดี นึกถึงฟุบอลชายหาดในปัจจุบัน นอกจากนี้เมื่อมีฝนตกลงมาก็สามารถสร้างปฏิมากรรมกองทรายได้หลากหลายรูปแบบ ถ้าฝนตกลงมาเยอะก็เปลี่ยนอาชีพเป็นชาวประมงคอยจับปลาที่ว่ายขึ้นวิ่งลงตามสายน้ำบนถนนนี่แหละ
มาถึงปัจจุบันไม่มีสภาพอย่างนั้นอีกแล้วเมื่อฝนตกนำ้ก็ไหลๆ ผ่านสวนอ้อย สวนมัน ไปรวมกันในพื้นที่ต่ำ้ื้ี่แต่ไม่ยักจะมีปลาให้จับเหมือนก่อน
วงจรของ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว หายไป เราเคยมีอาหารให้ตามฤดูกาลจากธรรมชาติแต่ปัจจุบันอาหารต้องอยู่ในตู้เย็น น้ำก็ต้องเย็นจากตู้ อยู่ในขวด ลำจักราชสาขาของแม่น้ำมูลเคยใสเห็นตัวปลา ไปทุ่งไม่ต้องนำน้ำติดตัวไปเพราะสะอาดปราศจากปุ๋ย(วิทยาศาสตร์) มีปลาหลายขนาดเพราะมันสามารถหลบอยู่ตามกอกกหรือกอใผ่ ขนาดว่านายเปี๊ยกที่หาปลาเก่งที่สุดของหมู่บ้านยังไม่มีปัญญาหลอล่อให้ติดเบ็ด ติดมองหรือลูกดอกได้ หลังจากโครงการอีสานเขียวเข้ามา โครงการขุดลอกถมคลองเข้ามา ความโล่งเตียนของลำน้ำ (ที่แคบลง)ทำให้ปลาหมดที่พึ่งก็เสร็จนายเปี๊ยกและไม่มีพ่อพันธ์แม่พันธ์ในที่สุด พันธ์ไม้น้ำที่ช่วยให้น้ำใสเป็นที่อาศัยของลูกปลาก้อหายไป ความสุขที่ลงทุ่งนาก็มีปลาเข้าป่าก็มีผักมีอาหารหายไป การละเล่นตามฤดูกาลหายไป มีมนุษย์โรงงานเป็นกะกะไม่เว้็นกลางคืนกลางวันเช้าบ่าย ไม่มีเวลาเอากระยาสารทไปฝาก ไม่มีแตงไทให้แบกกลับบ้าน ไม่มีบรรยากาศนี้อีกแล้ว ชนบทก็นึกว่ามีความเจริญแล้วจะดี ได้ดูรถสวย ๆวิ่งผ่าน ได้ดูคนสวย ๆ ในทีวี ได้มีโอกาสใช้เงิน(กู้มีเครดิต) กะเขาบ้าง มีโอกาสเข้าเมืองกะเขาซะที ได้ซื้อของแปลก ๆ ซื้อหาอาหารตามทีวีบอก และได้อาหาร(น้ำ)มาแช่ตู้เย็น กลับบ้านก็รอเมื่อไหร่จะมีระบบกู้เงินแจกเงิน
แผนพัฒนาชุมชน(ตน)ของหมู่บ้านนี้ หมู่บ้านโน้นควรเป็นเช่นไร
วันครู ได้มีโอกาสพบปะนักพัฒนาจากภาคราชการทหาร (เสธ.หนุ่ม+หน่อย)และ ngo (พี่เพียรสิน-พี่โก)ที่น่าแปลกก็คือเคยพัฒนาชนบทที่สุรินทร์เช่นเดียวกัน ฝ่ายทหารก็ปราบปราม ฝ่ายngoก็ช่วยเหลือ แต่วิเคราะห์กลยุทธ์ทั้งสองฝ่ายแล้วต่างยึดการเป็นมิตรกับประชาชน เพื่อดำเนินงานที่ตนได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีให้ได้ การเข้าถึงประชาชนหรือการแย่งชิงประชาชนจึงเป็นคำพูดที่เคยได้ยินอยู่เป็นประจำ ดังนั้นหมู่บ้านใดที่มีเคยมีการดำเนินกิจกรรมทำนองนี้ ประกอบกับโครงการใหม่ ๆ ของรัฐบาล(โดยเฉพาะกองทุนหรือเงินกู้ทั้งออมสิน+โครงการ) ที่เข้าสู่ชุมชนหมู่บ้าน ทำให้หลายคนในหมู่บ้านในปัจจุบันก็มักเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะมีโครงการ ที่เขาพอจะได้เงินหรือมีเงินหมุนไปใช้หนี้ที่กู้ไว้ 3-5 กองทุน บางคนก็มากกว่านี้ แล้วก็คงจะมากขึ้นไปเรื่อย ๆ
ดินพอกหางหมูก้อนนี้เห็นทีหมูต้องยอมรับสภาพหรือว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาโดยฉับพลัน (ตัดหางทิ้ง) หรือค่อย ๆ แก้ โดยการร่วมมือกับหมู จัดสภาพแวดล้อมใหม่(แบบพิเศษไม่ยัดเยียด) ให้ความรู้ใหม่(ให้แบบพิเศษ ไม่ยัดเยียด) ทางออกที่มาจากรัฐบาลยังไม่ได้ยินใครพูดถึงกันเท่าใหร่ (อาจพูดแต่เราไม่รู้ก็ได้) วันครูปีนี้ก็แปลกดี นายกก็บอกให้อดทนทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ศิษย์ แล้วสังคมจะดีขึ้น เฮ้อเหนื่อยใจ ไม่รู้จะปกปิดความลับได้อีกนานเท่าใหร่ว่าครูไม่มีหนี้ (รถปิคอัพที่พานักเรียนมาทัศนศึกษา-แข่งกีฬานะกู้เขาทั้งนั้น) โฆษนาบ้าเลือดก็ทำให้นำ้ลายหยดอยากมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนข้าราชการอื่นเขา ก็นโยบายใหม่มาอีกแล้วผู้บริหารสถานศึกษาก็อย่าเพิ่งฆ่าตัวตายเพราะไม่มีเงินส่งดอก โครงการทำก่อนนี้ต้องปรับแผนใหม่(ใช้เงินกู้เก่านั้นแหละ) สงสัยต้องแย่งประชาชนเพื่อเอามาเป็นพวกบ้างแล้วพวกเรา อย่างน้อยก็บอกให้อบรมลูกหลานให้ตั้งใจเรียนหน่อย เพราะครูอยู่เวรดึกกลัวมีคนมาเผาโรงเรียน อาจเพลียไปบ้าง ให้ชาวบ้ามาช่วยก็ไม่ได้ผิดวินัย(เดี๋ยวถูกสั่งขัง) แล้วการบ้านที่ไปเรียนต่อก็ต้องทำ (ได้จับปลาแน่-จับปลาสองมือ)
สนใจวิจัยพัฒนาชุมชนเข้าเว็บ http://www.edusurin.net
สวัสดีครับอาจารย์
น.พ สุพัฒน์ ใจงาม รพ ปาย
ขอบคุณทั้งคุณหมอและ แผ่นดิน. ที่มาเยี่ยมครับ ดีใจที่มีเพื่อน เพิ่งกลับจากประชุมสภาคณบดีครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ยังรู้สึกเพลียๆ อากาศของกรุงเทพไม่สะอาดจริง ๆ ต้องเปิดแอร์ตลอด แล้วโลกจะไม่ร้อนได้ไง ไม่ต้องมาโทษชาวนาเผาซังข้าว(ผุผุ)ว่าทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก
ประชุมคราวนี้ได้เรื่องสำคัญก็คือคุณภาพเด็กไทยสู้ประเทศแถบเอเชียเพื่อนบ้านไม่ได้ ก็คงตระหนักว่าต้องแก้ไขแน่แต่จะทำอย่างไรนี่แหละ เรื่องที่สองก้อเรื่องของกลยุทธ์ของมหาลัยเมืองนอกที่พยายามมาหาลูกค้าถึงเมืองไทยใช้กลยุทธ์ธุรกิจเต็มตัว แต่ก้อเชื่อว่าเขาไม่ได้ทิ้งศักดิ์ศรีเหมือนมหาลัยบ้านเราหลาย ๆแห่งคิดและเอาอย่างส่วนที่เป็นกลยุทธ์เชิงธุรกิจของเขามาทำผิดๆ เช่นโดยการสัญญากับผู้จะเรียนว่าจบแน่หรือได้ปริญญาแน่ คุณภาพและศักดิ์ศรี การพัฒนาแบบยั่งยืนระยะยาวจะทำอย่างไรถ้าต้องการแต่ปริมาณการเข้าเรียนเช่นที่เป็นอยู่
เรื่องที่สามเป็นเรื่องการเรียนการสอนที่ต้องการให้นักศึกษาจบออกไปเป็นครูที่สามารถเขาใจเด็ก สามารถพัฒนาให้เกิดโรงเรียนที่นักเรียนเข้าไปเรียนอย่างมีความสุข (ของUnicef ใช้ชื่อว่า Child-friendly School) ก็เป็นโครงการที่ดี
เรื่องที่จะต้องมาประชุมต่อก็เป็นเรื่องสมานฉันท์ เดือนหน้าครับ
ออกไปดูก่อนเขากำลังสนุกกับการจัดงานวันเด็ก สวัสดี
เรียนอาจารย์
ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มีความเห็นแก่ตัวกันมาก มีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น มีความขยันที่จะแข่งขันกัน แต่ก็มีความขี้เกียจเพิ่มขึ้นเช่นกัน แข่งกันเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข สะดวกสบาย ซึ่งต้องใช้เงินซื้อมาทั้งนีฃั้น ซึ่งผิดจากเดิมที่มีความขยันทำมาหากินแบบไม่ต้องลงทุนมาก เช่นการปลูกผัก ทำนาทำสวน แต่ปัจจุบันการดำเนินชีวิตอย่างนี้เริ่มที่จะหมดไป ส่วนมากแข่งกันทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินเพื่อซื้อสิ่งที่ต้องการทุกอย่าง ทำให้สภาพจิตใจของคนก็เปลี่ยนไป ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ลดลง ความเกรงใจกันลดลง สิ่งที่เพิ่มขึ้น คือ ความเห็นแก่ตัว ความอยากได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด อยากได้แม้แต่ของคนอื่น ยิ่งพูดยิ่งยาวค่ะ
ทุกอย่างหายไปเกือบหมดแล้ว นึกง่ายๆการทำนา ที่เราชาวไทยให้สมญานามว่าเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” ผมว่าคำนี้น่าจะเลือนหายไปหมดแล้ว เพรากระดูกเหล่านั้นถูกดามไปด้วยเหล็ก และเทคโนโลยีมากมาย ช่างดูแล้วสะดวกสบายเหลือเกิน ขอให้มีเพียง “เงิน” การทำนาก็เสร็จสมอามย์หมายในพริบตา ตั้งแต่การไถจนถึงขนไปขายให้พ่อค้าที่โรงสี นี้น่ะหรืออาชีพหลักของคนไทยมาแต่โบรำโบราญ จะมีสินค้าอะไรที่ผลิตมาเอง แต่ให้คนอื่นเขาตั้งราคาให้ ว่าเอ้าปีนี้ 7 บาทต่อกิดลกรัมน่ะ ทำไมชาวนาตาดำๆกำหนดเองไม่ได้ ผมว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องน่าจะเล็งเห็นว่าการทำนานั้นหากำไรได้น้อยมาก ชาวนาบางคนเขาก็บอกว่า “การทำนาขาดทุนตั้งแต่คิด” แต่ที่ต้องทำอยู่คือนึกแต่เพียงว่า “มันเป็นผืนดินที่บรรพบุรุษให้มา” แค่นี้ก็นึกว่าขนาดชาวนายังรัก และสำนึกถึงอาชีพของเขา แม้จะขาดทุนหรือเท่าทุน ก็ไม่ทิ้งยังไม่ทิ้งอาชีพเขาเลย แต่ข้าราชการของเราทำอะไรกันอยู่ มีทั้งเงินยังไม่ทุ่มเทเหมือนชาวนาคนๆหนึ่งเลยที่ไม่รู้ว่าจะมีเงินเหลือที่จะทำในปีหน้าหรือเปล่า ทางสุดท้ายคือ การกู้หนี้ยืมสินต่อไป ขอศรัทธาในอาชีพนี้จากใจและกาย ขอบคุณที่ประเทศไทยที่ยังคงเหลือชาวนาให้ผมได้เห็น
วันเด็กปีนี้ ดิฉันได้เข้าร่วมกิจกรรมในวันเด็ก โดยเป็นพิธีกรร่วมกับนักพัฒนาชุมชนของอบต.ตรำดม โดยปีนี้เป็นปีแรกที่โรงเรียนทุกโรงและชาวบ้าน เยาวชนได้ตกลงร่วมกันจัดงานวันเด็กที่ อบต.ตรำดม โดยกำหนดให้วันที่ 12 มกราคม 2550 เป็นการจัดงานวันเด็ก ในวันนั้นเด็กๆได้มาร่วมงานประมาณ 500 กว่าคน มีพิธีการแจกทุนการศึกษาเด็กยากจน รถจักรยานแก่เด็กนร. ถังดับเพลิงขนาดเล็กแก่สถานที่ราชการ(แต่ไม่ยักกะมีแจกให้อนามัยที่อยู่ใกล้ๆนั้นเลย จึงแอบถามนายก อบต.เชิงตัดพ้อว่าที่อื่นได้แต่ทำไมอนามัยที่อยู่ใกล้ๆนี้ไม่ให้ ก็พบคำตอบว่าเหตุการณืก่อความไม่สงบมักเกิดกับโรงเรียนและอำเภอเน้นมา อนามัยเลยไม่ได้ เดี๋ยวผมจะแบ่งให้ 1เครื่อง เพราะ อบต. มี 2 เครื่อง)
นอกจากนี้ยังมีการแสดงของเด็กนักเรียนโรงเรียนต่างๆ
โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นเด็กที่เกิดในชนบทมีความผูกพันกับชนบทมาก เคยไปช่วยยายดำนา ปลูกกล้า และเกี่ยวข้าวเป็นบรรยากาศที่ช่วนให้ระลึกถึงธรรมชาติ ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยเรา และทำให้เราได้เล็งเห็นความสำคัญของการที่จะได้ข้าวมาแต่ละเม็ด ต้องแลกมากับอะไรบ้าง
อาจารย์ประชิตคิดได้ไง อ่านแล้วใช่เลย บ้านเมืองเราคงย้อนกลับไปแบบอดีตไม่ได้แล้วคนที่มีอายุยืนคงเห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง นี่ถ้าคนอายุ100ปีที่แล้วลุกขึ้นมาได้คงจะงงมากและไม่รู้ว่าจะดำรงชีวิตอย่างไรกับเหตุการปัจจุบัน บ้านเมืองเราอนาคตดูอเมริกากับ ยุ่นไว้จะเป็นแบบนั้นแหละ
วันเด็กต่อ……ดิฉันซึ่งเป็นพิธีกรหญิงร่วมกับพิธีกรชายเตรียมเกมส์ละเล่นต่างๆให้กับเด็กเพื่อหวังให้เด็ก ได้แสดงออกและสนุกเต็มที่ แต่เนื่องจากพิธีการกำหนดให้มีมากมายจนเด็กไม่ได้แสดงออกมาก เด็กหลายคนอยากได้รางวัลจะร่วมเล่นเกมส์ก็ไม่ได้ งานวันเด็กที่จัดขึ้นเป็นปีแรกก็จริงแต่ตัวดิฉันมีความรูสึกว่าไม่ใช่งานวันเด็กที่ควรเป็นเนื่องจากพิธีการเยอะมากจนงานกร่อยเด็กบางคนกลับไปอารมณ์เสีย พิธีกรเองก็เครียด ต้องปรับการดำเนินงานตามใจผู้บริหาร ทั้งๆ ที่เด็ๆมีความต้องการอีกอย่าง งานนี้ไม่มีการทำประเมินความพึงพอใจ แต่สำหรับตัวดิฉันคีดว่า เด็กคงพูด เซ็งว๊อย??? กันเป็นแถวๆ
ความสุขกับความมั่นคงของชาวชนบท
ตั้งแต่จำความได้ดิฉันเติบโตอยู่กับชนบทตลอด มีชีวิตที่ติดดินจริง ทำไดทุกอย่างในสมัยเด็กๆคุณพ่อรับราชการเป็นตำรวจอยู่ภูธรตำบลบ้านปรางค์ อำเภอคง จ. โคราช สมัยก่อนทุกคนที่ดิฉันรู้จัก มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตากรุณา รักใคร่กลมเกลียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่มีโจรผู้ร้ายชุกชุมเหมือนทุกวันนี้ ถึงแม้ไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็มีความมั่นคงใน กาย และจิตใจ คุณพ่อของดิฉันมีเสื่ยวอยู่ทั่วอาณาจักรที่ไปถึงทำให้ดิฉันได้สัมผัสถึงไออุ่นของชาวชนบทอย่างดี เมื่อก่อนไม่มีรถยนต์ หรือมอร์ไซร์ก็อาศัยเดินเท้าไปเยียมและอาศัยอยู่เป็นอาทิตย์ ตามหมู่บ้านต่างๆที่คุณพ่อเคยพาไป ได้ ไปช่วยลอกต้นปอที่แช่อยู่ในนำซึ่งเหม็นมากรับจ่ช้างลอกมัดใหญ่เท่าต้นไม้คนโอบไม่ถึงด้วยราคา มัดละ 1 สลึง
ลอกตั้งแต่เช้ายันค่ำได้เงินมา 2 บาท ถึงจะเหนื่อยแต่ตัวดิฉันภาคภูมิใจมากและมีความสุข นี่เป็นเกล็ดย่อยๆที่นำมาเล่าให้ฟัง
โอ ถึงเด็กอนามัย
ไม่น่าเชื่อว่าเคยลอกปอเพราะหน้าสวยขาวขนาดนี้ เพราะการลอกปอน้ำก้อเหม็น ปอก็เปื่อย แดดก็ร้อน ปลานะเยอะเพราะได้กินอาหาร เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วทำไงจะหาบรรยากาศที่ใกล้เคียงแบบนั้นได้เนาะ
ความพอเพียงของความพอใจแต่ละคนอยู่ที่ไหน
อยู่ที่ใจ
คนที่ได้ทำงานอยู่บ้านเกิด คือคนที่โชคดีที่สุด
ชีวิตคนก็เหมือนใบไม้ ถึงเวลาก็เหี่ยวเฉา เมาแล้วตื่น พรุ่งนี้ก็คงเช้าเหมือนเดิม .....
ชีวิตคนชนบทเริ่มเปลี่ยนไป วิถีการดำรงชีวิตยึดติดกับวัตถุนิยม ความเป็นแบบอย่างไทยแท้ๆ อย่างสมัยโบราณเริ่มหดหายไป ทุกชีวิตเริ่มหันเหไปในสิ่งที่ตนเองอยากได้ อยากครอบครอง แต่ลืมนึกไปว่า ชีวิตคนชนบทมีอะไรมากมายที่ควรอนุรักษ์ และควรค่าต่อการศึกษา อยากให้ทุกท่านร่วมรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณีชาวชนบท ไว้ เน้นความพอเพียง และเพียงพอในสิ่งที่ตนมี
เรียน อาจารย์ประชิต
สังคมเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน คนเปลี่ยน
ได้มีโอกาสพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดแล้วก็มีโอกาสไปต่างประเทศ(ญี่ปุ่น) แล้วไปมาเลย์ แล้วก็กลับมาพูดคุยกับชาวบ้านอีกรอบ การไปพบชาวบ้านญี่ปุ่นที่มีฐานะปานกลาง(ของเขา) ทำให้นึกถึงอดีตของบ้านเราเหมือนกัน เราก็เอเชียเหมือนกันวัฒนธรรมใกล้เคียงกันมาก แต่ที่ห่างกันลิบลับก็เรื่องเทคโนโลยีและการเข้าถึงแหล่งบริการทางสังคมที่ภาครัฐจัดให้ ของเขานี่สิทธิมนุษยชนและความมั่นคงของมนุษย์ค่อนข้างสูง(((เชิงปริมาณ))) เขามีบริการทั่วถึงทั้งคนพิการและด้อยโอกาสทั้งหลาย แต่ละชุมชนมีศูนย์การเรียนรู้ชุมชน โดยผู้บริหารภาครัฐมีสื่อและกิจกรรมการเรียนรู้อย่างหลากหลาย เอาห้องสมุดของมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ของเมืองไทย3-4แห่งรวมกันกระมัง เขาพัฒนาได้เพราะเขาต้องเปรียบเทียบกับชุมชนใกล้เคียง ไม่เหมือนเมืองไทยที่เปรียบเทียบกับการบริหารของรัฐบาลเป็นบริษัท..จำกัด ระดับ อบจ. ก็เป็น บริษัท อบจ. จำกัดและ อบต. จำกัด ตามลำดับ ตอนนี้ชาวบ้านค่อนข้างแตกแยก เคยแตกแยกระหว่าง อบต กับผู้ใหญ่ เดี๋ยวนี้ยิ่งหลายก๊กแล้วก้อ กำลังสับสนกันเองเพราะความไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นการมีโรงงานมาตั้งในหมู่บ้าน เขาไม่มีช่องทางการรับรู้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 5 หรือ 10 และ 20 ปีข้างหน้า สิ่งที่เขารับรู้ก็คือเมื่อโรงงานตั้งเสร็จก็จะมีงานทำแน่ ๆ การไปโรงเรียนก้อไม่ต้องเรียนสูงแล้วเพราะโรงงานไม่ต้องการคนมีปริญญา ถึงจบมาก้อมีคนอื่นทำตำแหน่งนั้น ๆ อยู่แล้วไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะออกจะได้เข้าไปทำแทน มีเหมือนกันที่ไม่ยอมปลูกผักที่บ้านหรือสระของหมู่บ้านทั้ง ๆ ที่ลูกนะปลูกผักกับครูอยู่ทีโรงเรียน(เพื่อเอาคะแนน) ครูก้อไม่ต้องพูดถึงเวลาตอนนี้ก้อเตรียมประกันคุณภาพ (ฮอทกว่าก้ออยู่เวร) รอง ๆ ไปก้อต้องส่งนักเรียนไปสอบเพื่อเตรียมให้นักเรียนรู้จักขอเงินผู้ปกครองเอาไปเป็นค่ารถ ค่าสอบคงเอาใจผู้บริหาร(คงอยากตั้งบริทเพราะมุ่งรวมกันหลาย ๆ โรงซื้อสื่อเพื่อให้ได้โบนัสให้เขาพาไปเที่ยวไกลบ้าน ญี่ปุ่นเขาก็คงมีแต่ที่ไปดูนะครูใหญ่ขายโปสเตอร์ที่แกอุตส่าห์วาดเองแล้วส่งโรงพิมพ์ทำเป็นโปสการ์ด เนื้อหาก็เป็นการเล่ากิจกรรมที่ใช้สอนนักเรียนนั่นแหละ แต่เล่าเป็นรูปภาพประกอบคำอธิบาย เวลาผู้ปกครองมาสังเกตุการสอนของครูในโรงเรียน ดูผลงานลูก ๆ ก้อถือโอกาสขายไอเดียที่ทำเป็นโปสการ์ดนั่นแหละ ผู้ปกครองก็ซื้อนะเพราะเป็นข้อคิดที่เขาสามารถนำไปใช้ที่บ้านได้ด้วย ต่างจากบ้านเรา ถามชาวบ้านว่าได้เงินรับจ้างวันๆ นึงแล้วเอาไปทำอะไร เขาก็บอกว่า โอ้ยเงินส่วนใหญ่ก็หาไว้ให้ลูกหลานได้เล่าเรียน ไปทัศนศึกษาเหมือน ๆ ลูกคนอื่น เราจะไปซื้ออะไรอร่อย ๆ กินก็ไม่ได้หรอก กินไปตามมีตามเกิดนี่แหละ บางที่ก้อเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา แล้วจะให้ทำยังไง เกิดมามันก้อเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว
น่าเสียดายเนาะ สส ก็ไม่เคยมาหาอีกเลยหลังเลือกเขาไปแล้ว เหมือนเดิม ไม่รู้จะเลือกใครแล้ว เหมือน ๆ กันไปหมด ..ตอนนี้มีหนี้มั๊ย..มี๊....ถ้ามีกองทุนมาให้กู้อีกจะกู้เขามัย...เอาหมดและขอให้มีเถอะ.....??? โอ ความมั่นคง
มนุษย์มีความต้องการพื้นฐานที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความมั่นคงทางจิตใจ หากความสุขอยู่คู่กับความมั่นคงทางจิตใจคงจะดี