
After the Rain (Ame Agaru 1998)
**หมายเหตุ** ความจริงเรื่องนี้เขียนนานแล้ว แต่โพสต์ไว้บล๊อกภาษาอังกฤษอันเก่าแก่ซึ่งเขียนเก็บไว้เตือนความจำเองคนเดียวไม่ได้บอกแอดเดรสใคร
<hr>
เมื่อคืนวานนี้เพิ่งดูหนังเรื่องนี้จบ เซนเซให้ยืมมาดู บอกว่าดีกว่า Last Samurai มาก แต่ไม่ได้บอกว่าดีกว่ายังไง ให้เรามาคิดเอง นี่เป็นวิธีการสอนแบบเซน เซน ของการเรียนดาบอย่างหนึ่ง คือเซนเซจะไม่ค่อยพูดตรง ๆ แต่ชอบสื่อสารผ่านสัญลักษณ์ แล้วให้ไปคิดเอง แล้วมาตอบ
</font><p></p>
พอมาดูแล้วก็ชอบจริง ๆ ด้วย ไม่แปลกใจเลยที่มันเคยได้รางวัลหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมของออสการ์ปีนึงไม่นานนี้ มันคนละอารมณ์กับ Last Samurai นะ คงเพราะเป็นคนญี่ปุ่นทำเองนั่นเองไม่ใช่ฮอลลีวู้ด จึงไม่มีกลิ่นนมเนย
และไม่ใช่คนญี่ปุ่นธรรมดา ๆ เสียด้วย แต่เป็นถึงระดับ Kurosawa เป็นคนเขียนบท และมือขวาของเขาเป็นคนกำกับ หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายที่ Kurosawa เขียนบทก่อนจากไป
ที่ว่าหนังดีนั้น เอาในแง่ทั่วไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวจะหาว่าเรียนดาบซามูไรแล้วก็จะจ้องดูแต่เรื่องกระบวนท่า เพลงดาบ วิทยายุทธ อะไรไปนั่น จริง ๆ แล้วเรื่องนี้สอนเรื่องจิตใจของมนุษย์ สอนว่าซามูไรที่แท้จริงแล้วต้องเป็นอย่างไรต่างหาก
เป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างพระเอกนี่แหละ นั่นก็คือ มีชีวิตเรียบง่าย สมถะมากที่สุด มีจิตใจดี ไม่เสแสร้ง ไม่เก๊ก มีความเมตตา มีความอ่อนโยนต่อผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยกว่า เป็นทุกข์กว่าเขา จนทุกคนสัมผัสได้ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นสุภาพบุรุษอย่างแท้จริง ว่างั้น เป็นแบบ unpretentious ด้วย คือ ไม่ได้หวังผลตอบแทน ไม่ได้มีความหวังที่ยิ่งใหญ่อะไร เพราะชีวิตเขาเรียบง่ายจริง ๆ ใกล้ชิดธรรมชาติ มุ่งฝึกพัฒนาจิตใจตน อีกทั้งยังเป็นสามีที่ดี มีความเอื้ออาทรห่วงใย ดูแล เกรงใจ ให้เกียรติภรรยา อะไรจะเป็นคนเพอร์เฝ็คท์ขนาดนั้น ในโลกนี้ยังมีคนดีอย่างนี้อีกหรือ หือ? คุโรซาว่า-ซัง?
แน่นอน ระดับ Kurosawa แล้ว จึงสามารถเขียนบทสอดแทรกจุดด้อยของมนุษย์แต่ละคนลงไปได้อย่างกลมกลืน อย่างในเรื่องนี้จะเรียกว่าพระเอกเป็นคนดีเกินไปก็ได้ ขี้เกรงใจเกินไปก็ได้ หรือว่าโชคชะตาไม่ค่อยเข้าข้างก็ได้ ฝนฟ้าไม่เป็นใจ แดดออกเร็วเกินไปไม่เป็นใจก็ได้ แล้วแต่จะมอง เพราะชื่อหนังมันทำให้ฉันคิดอย่างนั้นนะว่า "เพราะฝนมันหยุดตกแล้วแดดมันออกเร็วเกินไป..." เมื่อดูจบแล้วน่ะ
แถมยังขมวดปมจบดื้อ ๆ แบบไม่จำเป็นต้องตอบข้อสงสัยทุกข้อที่ค้างอยู่ในใจคนดูอีกด้วย เท่มาก Kurosawa เท่จริง ๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่สะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจพระเอกกับนางเอกได้เป็นอย่างดี คือเขามีความสุขของเขาอย่างนั้นอยู่แล้วน่ะ การขมวดปมจบอย่างนั้น ถ้าคนดูตั้งสติดี ๆ ก็จะรู้ตัวเหมือนกันนะว่า ตัวเองกำลังใช้มาตรฐานของตัวเอง (ซึ่งถ้ายอมรับความจริงแล้วจะพบว่ามันไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป หรือดีเสมอไป) ไปคาดหวัง หรือตัดสินให้กับชีวิตคนอื่น ซึ่งในที่นี้ คือชีวิตพระเอก
แต่ความจริงพระเอก หรือ Kurosawa กำลังสอนเราต่างหากว่า สิ่งที่สำคัญที่แท้จริงที่สุดของชีวิต อาจหาใช่เงินทอง ลาภยศ ชื่อเสียง ตำแหน่งใหญ่โต อะไรไม่
หากคือ ความสุขเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ การเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างสมดุลย์ ความสุขสงบทางจิตวิญญาณ ความปลอดโปร่งของจิตใจที่อิสระ ที่ถูกปลดปล่อยจากพันธนาการของกิเลสตัณหาทั้งมวล
คือความกล้าหาญที่จะก้าวเดินออกไปเผชิญโลกกว้างข้างหน้าอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว โดยไม่พะวงเหลียวหลังกลับมา
นั่นแหละ คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรจะทำให้ได้ ครั้งหนึ่งชีวิต
นั่น ยกให้ Kurosawa คนนึง เท่เสียไม่มี นี่ยังไม่นับฉากที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับดาบเลยนะนี่ เพราะว่าในฐานะคนที่เรียนการใช้ดาบซามูไรมาได้ปีนึงพอดีเลยนี่ ข้าพเจ้าดูด้วยความตื่นตาตื่นใจมาก โดยเฉพาะฉากที่พระเอกไปประลองฝีมือเพื่อทดสอบว่ามีคุณสมบัติสมควรได้เป็นอาจารย์ดาบของเจ้าแคว้นหรือเปล่านั้น ต้องแอบถอยหลังไปดูถึงสองสามรอบ เพราะรู้สึกว่าคล้ายที่เซนเซสอนมาก ๆ และอาจเจอกับตัวเองในอนาคตตอนเรียน
พระเอกเล่นได้เนียนมาก วันนี้ตอนเรียนเสร็จก็เลยถามเซนเซว่า พระเอกเป็นนักดาบจริง ๆ หรือเปล่า เซนเซบอกว่า จริง ๆ แล้วเป็นนักแสดง แต่ Kurosawa บอกว่า ถ้าอยากเล่นเรื่องนี้ ให้ไปหัดดาบมาก่อน สองปี เขาก็ยอม เพราะเขาสนใจอยู่แล้ว
โห...สุดยอด นักแสดงญี่ปุ่น อย่างนี้สิถึงเรียกว่า ทุ่มสุดตัว มิน่า ฉากประลองนี้สิ่งแรกที่เราสะดุดตาคือพลังจากสายตาเขาเลย ถ้าเขาสามารถส่งพลังออกมานอกจอได้ขนาดนี้น่ะ เราว่าไม่ธรรมดา
ทำให้เรานึกถึงที่เคยอ่านเรื่อง มูซาชิ เพราะสายตาเขาประมาณนั้นจริง ๆ หนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่นมุมกล้อง หรือ ใช้เสียงเร้าใจอะไรช่วยแบบฮอลลีวู้ดเลย ถ่ายดิบ ๆ นี่แหละ เหมือนสุด เพราะฉะนั้น สายตาที่มีพลังแรง แวววาว ดุดันมาก ๆ นี่ มันส่งออกมาได้จริง ๆ นะ เราเข้าใจเลยว่า ที่มูซาชิฝึกนั้น มันออกมาได้ผลจริง ๆ ยังไง
ไม่ต้องอะไรเลย ขนาดเซนเซเรา “จิก” สายตาตอนถือดาบตั้งท่าถ่ายรูปให้สัมภาษณ์ลง จีเอ็ม ตอนนั้นน่ะ ยังทำเพื่อนเราที่ไม่รู้จักบอกว่าเห็นแล้วกลัวแทบแย่เลย ฮิ ๆ
นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวตัวตั้งแต่ยังไม่ออกดาบของพระเอกนี้ก็ธรรมชาติมาก รู้เลยว่าฝึกมาเองดี ไม่ต้องมีสตั๊นท์ เห็นแล้วนึกถึงที่เซนเซสอน เรื่องการเคลื่อนไหวจากท้อง เกี่ยวกับกำลังภายในแบบญี่ปุ่นน่ะ แต่ไม่สามารถเขียนอธิบายยาวในนี้ได้ เพราะเป็นความลับของสำนัก แหะ ๆ
ก็เลยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาว่า ฮึ้ย ๆ เขาทำอย่างที่เซนเซสอนด้วย แล้วดูวิธีที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ดาบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ชักดาบ ถ้าไม่จำเป็น ว่างั้น ก็ยิ่งตรงกับนโยบาย เอ๊ย แนวคิดของสำนักเราอีกด้วย ก็เลยทำให้สงสัยว่า เอ๊...ตกลงซามูไรญี่ปุ่นนี้เหมือนกันทุกสำนักเลยหรือเปล่าหนอ ว่าแล้วเดี๋ยวต้องจดลิสต์คำถามไปถามเซนเซหนหน้าเลยดีกว่า วันนี้ไม่มีเวลาถาม เพราะต้องมีคลาสของเด็กต่ออีก
</span><div style="text-align: center">
</div>
วันนี้เซนเซสอนเทคนิคตอนเก็บดาบตอนจบการฟันท่านี้ให้เราใหม่ เพราะบอกว่าท่าเรายังทำอันตรายเกินไป (คืออาจบาดมือตัวเองได้นั่นเอง แหะ ๆ)
แต่พอชักดาบที เราก็สังเกตุว่า พระเอกจะไม่เน้นทำร้ายถึงตาย แต่จะเน้นให้อีกฝ่ายทิ้งดาบ หรือปล่อยอาวุธ โดยอาจจะตีไปที่มือก่อน อย่างนี้เป็นต้น อันนี้พูดถึงฉากประลองฝีมือนะ ไม่นับฉากที่พระเอกโดนรุมจากแก๊งค์อันธพาลตอนหลัง อูยยย อันนั้นค่อนข้างจะน่ากลัวไปหน่อยสำหรับเรา ค่อนข้างจะเลือดสาด พุ่งกระฉูดของจริง คือมันก็ไม่ถึงกับคอกระเด็น เหมือน Last Samurai หรอกนะ แค่ให้รู้ว่าตอนใดตอนหนึ่ง (ที่มองไม่ทันเพราะเร็ว หรือว่ามุมกล้องบัง) ดาบพระเอกได้เฉือน หรือ จิ้ม หรือ ตัดเส้นเลือดที่คอผู้ร้ายเข้าให้แล้ว และเลือดมันพุ่งออกมาเป็นน้ำพุเท่านั้นเอง อึ๊ย ดีนะที่มันเป็น Long Shot แบบหมู่อยู่ไกล ๆ และมีแป๊บเดียว ไม่งั้นคงจะแย่หน่อย เหนื่อย
ที่ชอบตอนประลองมากกว่าเพราะว่าใช้ดาบไม้นั่นเอง ดาบไม้นี่โดยเฉพาะคู่หลังนี้เห็นฝีมือพระเอกชัดเจนเลย โดยเฉพาะลีลาการ “ให้โอกาส” คู่ต่อสู้อย่างมีน้ำใจเป็นนักกีฬาถึงสามครั้ง และเห็นการใช้หลัก Mushin หรือ No mind กับตาเลยว่า โห...มันเป็นอย่างนี้นี่เอง สุดยอด มันมองไม่ทันจริง ๆ นะ คือไม่ใช่เป็นการเล่นจังหวะ หรือ มุมกล้องอย่างเดียว คือมันเป็นเรื่องของจิตใจล้วน ๆ เลยน่ะ ซึ่งวันนี้เซนเซก็ได้บอกอีกตอนซ้อมเสร็จว่า เป็นเรื่องของจิตใจล้วน ๆ

<div align="justify" style="text-align: center">
ความจริงวันนี้ (**ปี ๒๕๔๙**) ตั้งใจจะยกเอาหนังเรื่องนี้มาเกริ่นนำนิดหน่อยเพื่อจะเล่าเรื่องการเรียนดาบ ไหงปรากฏว่าออกมายาวอย่างนี้ได้ เพราะความจริงวันนี้สิ่งที่อยากเล่ามากกว่าคือ รู้สึกว่าเป็นวันที่เรียกได้ว่าเป็น milestone ในการเรียนของเราก็ว่าได้ มันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษนักหนาหรอก แต่ว่าเริ่มตั้งแต่เรียน Chanbara แล้ว ที่เซนเซลงทุนใส่หน้ากากมาต่อแถวกับเด็ก ๆ เพื่อมาซ้อมคู่กับเรา
</div>
แค่นี้เราก็ซาบซึ้งและปลาบปลื้ม ยินดี ดีใจ รู้สึกเป็นเกียรติจะแย่แล้ว เพราะตลอดปีที่ผ่านมา เซนเซไม่เคยลงมาเล่นคู่กับเราเลย ถึงแม้เซนเซจะฟาดเราเสียงสนั่นจนพวกแม่ ๆ ชาวญี่ปุ่นที่มานั่งดูลูกเล่นคงจะสะดุ้งกันไปหมด แต่เรากลับดีใจที่ได้เรียนเทคนิคต่าง ๆ โดยตรง (หมายถึงโดยการโดนฟาดโดยตรง เพราะมันจะเข้าใจและเห็นมุมมองต่างกัน)
แต่ที่เจ๋งยิ่งไปกว่านั้น คือพอเด็ก ๆ เรียนเสร็จ เซนเซถามว่า มีเวลาอีกไหม เราบอกว่ามี เซนเซบอกว่าให้ใส่หน้ากาก โห....ดีใจสุด ๆ เพราะว่าเซนเซมาซ้อมคู่ให้!!! ตอนแรกก็ซ้อมแบบอิสระ ไม่จำกัดพื้นที่ แต่ไม่นานเราก็หอบอยู่ในหน้ากากนี่แหละ เพราะว่าใช้ลูกไม้ที่เห็นมวยไทยทำคือสู้ไม่ไหวก็กรรเชียงหนีมันไปรอบ ๆ เวที ฮิๆ เซนเซคงจะเห็นว่าไม่ได้การล่ะมั้ง ก็เปลี่ยนกฏใหม่ให้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น โดยให้ถอยไปมาได้ไม่เกินสองก้าว
แต่มือนี่น่ะ มือข้าพเจ้าตอนนี้ ไม่อยากเชื่อเลย ว่าคำว่า “ช้ำใน” มันจะเจ็บได้ขนาดนี้ เพราะก่อนแยกย้ายกลับ เซนเซถามว่า เจ็บไหม ถ้าเจ็บ ให้เอาน้ำแข็งประคบนะ ตอนนั้นไม่รู้สึกว่าเจ็บ มันก็ดูแดง ๆ นิดหน่อยแค่นั้น ก็บอกเซนเซว่า ไม่เจ็บ ตอนสมัยเรียนเทควันโด เจ็บกว่านี้
อ้อ วันนี้เซนเซสอนท่าศิลปป้องกันตัวมือเปล่าของซามูไร(จิวจิตสุ)เพิ่มอีกสองสามท่า และก็เหมือนเคย ตอนที่สาธิตให้ดู เซนเซบอกว่า ถ้าเจ็บก็บอก ทุกทีเป็นท่านั่ง ซึ่งจากท่านั่งถ้าเซนเซจับพลิกมือเราบิดลงไปนอนจังหวะเดียวถ้าเราล้มตัวทัน หรือ ล้มเป็น หรือเซนเซยึดไว้ทันมันก็ไม่เจ็บมากนักใช่ไหม
ว่าแล้วสมควรไปเตรียมตัวทำสมาธิก่อนนอน หมู่นี้ได้นั่งสมาธิบ่อย ดีจัง รู้สึกว่ามีผลทั้งกับการทำวิทยานิพนธ์ และกับการเรียนดาบด้วย วันนี้จบแค่นี้จ้า Oyasuminasai

ฉากนี้เด็กเล็กควรปิดตา

</span></span>
การเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
การทำสมาธิ วิทยานิพนธ์ เรียนดาบ
ถือว่าคุณเป็นคนที่น่าสนใจมาก
ยินดีร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครับ
หนูณัชร
อาจารย์ว่าแกเป็นเซียนดาบ ที่น่าสนใจ
เพราะเป็นคนธรรมดานี่แหละ (คงเกรงใจและเกรงกลัวเมียเหมือนคนบางคนที่อยู่ไม่ไกล)
คูโรซาว่า เป็นผู้กำกับหนังในดวงใจอาจารย์มานานแล้ว
ตั้งแต่ 7 samurais ที่ฮอลีวู้ดลอกไปทำเป็น 7 สิงห์แดนเสือ
แล้วดันให้ยูล บรินเนอร์เล่น แกจึงชอบทำตาวาวๆจ้องเขม็งคงเลียนแบบ โตซิโร มิฟูเน่
ในหนังที่ชื่อ Rashomon ที่มีพล็อตเรื่องคล้ายจันทโครพของเรา ที่ถือเป็นสุดยอดหนังคลาสิค
อาจารย์ดูรูปเซนเซหนูอีกที
ใจประหวัดไปถึง สุภาพบุรุษผู้มีสี่คิ้ว เล็กเซี่ยวหงส์ ไปนู่น
ว่าแต่หนู มือหายระบมแล้วหรือยัง
น่องอาจารย์นั้น ครั้นจะหายดีแล้วแต่ไปนั่งผูกข้อมือให้ลูกศิษย์ในงานแต่งงาน เลยระบมขึ้นมาอีก
จึงยังเป็น พิชัยเซซัง อยู่
โอ้โฮ้…… อ่านแล้วตื่นตาตื่นใจมากคะ การเรียนฟันดาบของคุณณัชร……….. ยิ่งอธิบายพร้อมกับหนังของคุโรซาวา ปรัชญา ๆ สุดยอดเลยคะตื่นเต้นๆ……………” การให้โอกาสคู่ต่อสู้ “ / “ การต่อสู้ที่ใจ ไม่ใช่ร่ายกาย “ และใช้หลัก No Mind …นี่เป็นยังไงคะ ….นิ่งๆ ว่างๆ แบบมีสมาธิ หรือคะ ……………..การเรียนของคุณณัชร น่าสนใจมากเลยคะ เรียนจากประสบการณ์จริง และศึกษาจากดูหนัง และที่เล่าว่า ดูตอน ฉากประลองดาบ แล้วคุณณัชร เล่าว่า ต้องแอบบถอยมาดูหลายก้าว….นี่นึกภาพออกเลยคะ การที่เราเข้าใจ อารมณ์การเรียนรู้ มันต้องแบบนี้แหละคะ ชื่นชม ชื่นชม….
สวัสดีค่ะ คุณขจิต(คำหลักตัวโต) คุณเม็กดำ 1 (ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ) อาจารย์ และคุณดอกแก้ว,
ขอบพระคุณมากค่ะที่กรุณาแวะมาและให้กำลังใจ ค่อยมีแรงเขียนหน่อย ฮิ ๆ
สวัสดีค่ะ
ณัชร
มาขอบคุณครับ ขอกลับไปปั่นงานก่อนนะครับ
หนูณัชร
เวลาเข้ามาอ่านบล็อกของหนูนี่
อ่านเพลินเรื่อยไปดี เหมือนมีหนูมานั่งเล่าเป็นต่อยหอย(เคยได้คิดเสียงนี้รึปล่าว)