• เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ

คุโรซาว่า และ การดวลดาบครั้งแรกของฉัน

  แต่ความจริงพระเอก หรือ Kurosawa กำลังสอนเราต่างหากว่า สิ่งที่สำคัญที่แท้จริงที่สุดของชีวิต อาจหาใช่เงินทอง ลาภยศ ชื่อเสียง ตำแหน่งใหญ่โต อะไรไม่...  

 

After the Rain DVD Cover

After the Rain (Ame Agaru 1998)


**หมายเหตุ** ความจริงเรื่องนี้เขียนนานแล้ว แต่โพสต์ไว้บล๊อกภาษาอังกฤษอันเก่าแก่ซึ่งเขียนเก็บไว้เตือนความจำเองคนเดียวไม่ได้บอกแอดเดรสใคร



เมื่อคืนวานนี้เพิ่งดูหนังเรื่องนี้จบ เซนเซให้ยืมมาดู บอกว่าดีกว่า Last Samurai มาก แต่ไม่ได้บอกว่าดีกว่ายังไง ให้เรามาคิดเอง นี่เป็นวิธีการสอนแบบเซน เซน ของการเรียนดาบอย่างหนึ่ง  คือเซนเซจะไม่ค่อยพูดตรง ๆ  แต่ชอบสื่อสารผ่านสัญลักษณ์  แล้วให้ไปคิดเอง  แล้วมาตอบ

พอมาดูแล้วก็ชอบจริง ๆ ด้วย  ไม่แปลกใจเลยที่มันเคยได้รางวัลหนังต่างประเทศยอดเยี่ยมของออสการ์ปีนึงไม่นานนี้   มันคนละอารมณ์กับ Last Samurai นะ คงเพราะเป็นคนญี่ปุ่นทำเองนั่นเองไม่ใช่ฮอลลีวู้ด  จึงไม่มีกลิ่นนมเนย

 และไม่ใช่คนญี่ปุ่นธรรมดา ๆ เสียด้วย แต่เป็นถึงระดับ Kurosawa เป็นคนเขียนบท และมือขวาของเขาเป็นคนกำกับ หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายที่ Kurosawa เขียนบทก่อนจากไป

ที่ว่าหนังดีนั้น เอาในแง่ทั่วไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวจะหาว่าเรียนดาบซามูไรแล้วก็จะจ้องดูแต่เรื่องกระบวนท่า เพลงดาบ วิทยายุทธ อะไรไปนั่น จริง ๆ แล้วเรื่องนี้สอนเรื่องจิตใจของมนุษย์ สอนว่าซามูไรที่แท้จริงแล้วต้องเป็นอย่างไรต่างหาก

เป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างพระเอกนี่แหละ นั่นก็คือ มีชีวิตเรียบง่าย สมถะมากที่สุด มีจิตใจดี ไม่เสแสร้ง ไม่เก๊ก มีความเมตตา มีความอ่อนโยนต่อผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยกว่า เป็นทุกข์กว่าเขา จนทุกคนสัมผัสได้ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นสุภาพบุรุษอย่างแท้จริง ว่างั้น เป็นแบบ unpretentious ด้วย คือ ไม่ได้หวังผลตอบแทน ไม่ได้มีความหวังที่ยิ่งใหญ่อะไร เพราะชีวิตเขาเรียบง่ายจริง ๆ ใกล้ชิดธรรมชาติ มุ่งฝึกพัฒนาจิตใจตน อีกทั้งยังเป็นสามีที่ดี มีความเอื้ออาทรห่วงใย ดูแล เกรงใจ ให้เกียรติภรรยา อะไรจะเป็นคนเพอร์เฝ็คท์ขนาดนั้น ในโลกนี้ยังมีคนดีอย่างนี้อีกหรือ หือ?  คุโรซาว่า-ซัง?



แน่นอน ระดับ Kurosawa แล้ว จึงสามารถเขียนบทสอดแทรกจุดด้อยของมนุษย์แต่ละคนลงไปได้อย่างกลมกลืน อย่างในเรื่องนี้จะเรียกว่าพระเอกเป็นคนดีเกินไปก็ได้ ขี้เกรงใจเกินไปก็ได้ หรือว่าโชคชะตาไม่ค่อยเข้าข้างก็ได้ ฝนฟ้าไม่เป็นใจ แดดออกเร็วเกินไปไม่เป็นใจก็ได้ แล้วแต่จะมอง  เพราะชื่อหนังมันทำให้ฉันคิดอย่างนั้นนะว่า  "เพราะฝนมันหยุดตกแล้วแดดมันออกเร็วเกินไป..."  เมื่อดูจบแล้วน่ะ

 

แถมยังขมวดปมจบดื้อ ๆ แบบไม่จำเป็นต้องตอบข้อสงสัยทุกข้อที่ค้างอยู่ในใจคนดูอีกด้วย เท่มาก Kurosawa เท่จริง ๆ เพราะนั่นคือสิ่งที่สะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจพระเอกกับนางเอกได้เป็นอย่างดี คือเขามีความสุขของเขาอย่างนั้นอยู่แล้วน่ะ การขมวดปมจบอย่างนั้น ถ้าคนดูตั้งสติดี ๆ ก็จะรู้ตัวเหมือนกันนะว่า ตัวเองกำลังใช้มาตรฐานของตัวเอง (ซึ่งถ้ายอมรับความจริงแล้วจะพบว่ามันไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป หรือดีเสมอไป) ไปคาดหวัง หรือตัดสินให้กับชีวิตคนอื่น ซึ่งในที่นี้ คือชีวิตพระเอก


แต่ความจริงพระเอก หรือ Kurosawa กำลังสอนเราต่างหากว่า สิ่งที่สำคัญที่แท้จริงที่สุดของชีวิต อาจหาใช่เงินทอง ลาภยศ ชื่อเสียง ตำแหน่งใหญ่โต อะไรไม่

หากคือ ความสุขเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ การเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างสมดุลย์ ความสุขสงบทางจิตวิญญาณ ความปลอดโปร่งของจิตใจที่อิสระ ที่ถูกปลดปล่อยจากพันธนาการของกิเลสตัณหาทั้งมวล

คือความกล้าหาญที่จะก้าวเดินออกไปเผชิญโลกกว้างข้างหน้าอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว โดยไม่พะวงเหลียวหลังกลับมา

นั่นแหละ คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรจะทำให้ได้ ครั้งหนึ่งชีวิต


นั่น ยกให้ Kurosawa คนนึง เท่เสียไม่มี นี่ยังไม่นับฉากที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับดาบเลยนะนี่ เพราะว่าในฐานะคนที่เรียนการใช้ดาบซามูไรมาได้ปีนึงพอดีเลยนี่ ข้าพเจ้าดูด้วยความตื่นตาตื่นใจมาก โดยเฉพาะฉากที่พระเอกไปประลองฝีมือเพื่อทดสอบว่ามีคุณสมบัติสมควรได้เป็นอาจารย์ดาบของเจ้าแคว้นหรือเปล่านั้น ต้องแอบถอยหลังไปดูถึงสองสามรอบ เพราะรู้สึกว่าคล้ายที่เซนเซสอนมาก ๆ และอาจเจอกับตัวเองในอนาคตตอนเรียน

พระเอกเล่นได้เนียนมาก วันนี้ตอนเรียนเสร็จก็เลยถามเซนเซว่า พระเอกเป็นนักดาบจริง ๆ หรือเปล่า เซนเซบอกว่า จริง ๆ แล้วเป็นนักแสดง แต่ Kurosawa บอกว่า ถ้าอยากเล่นเรื่องนี้ ให้ไปหัดดาบมาก่อน สองปี เขาก็ยอม เพราะเขาสนใจอยู่แล้ว

โห...สุดยอด นักแสดงญี่ปุ่น อย่างนี้สิถึงเรียกว่า ทุ่มสุดตัว มิน่า ฉากประลองนี้สิ่งแรกที่เราสะดุดตาคือพลังจากสายตาเขาเลย ถ้าเขาสามารถส่งพลังออกมานอกจอได้ขนาดนี้น่ะ เราว่าไม่ธรรมดา


ทำให้เรานึกถึงที่เคยอ่านเรื่อง มูซาชิ เพราะสายตาเขาประมาณนั้นจริง ๆ หนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่นมุมกล้อง หรือ ใช้เสียงเร้าใจอะไรช่วยแบบฮอลลีวู้ดเลย ถ่ายดิบ ๆ นี่แหละ เหมือนสุด เพราะฉะนั้น สายตาที่มีพลังแรง แวววาว ดุดันมาก ๆ นี่ มันส่งออกมาได้จริง ๆ นะ เราเข้าใจเลยว่า ที่มูซาชิฝึกนั้น มันออกมาได้ผลจริง ๆ ยังไง

 

ไม่ต้องอะไรเลย ขนาดเซนเซเรา “จิก” สายตาตอนถือดาบตั้งท่าถ่ายรูปให้สัมภาษณ์ลง จีเอ็ม ตอนนั้นน่ะ ยังทำเพื่อนเราที่ไม่รู้จักบอกว่าเห็นแล้วกลัวแทบแย่เลย  ฮิ ๆ


นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวตัวตั้งแต่ยังไม่ออกดาบของพระเอกนี้ก็ธรรมชาติมาก รู้เลยว่าฝึกมาเองดี ไม่ต้องมีสตั๊นท์ เห็นแล้วนึกถึงที่เซนเซสอน เรื่องการเคลื่อนไหวจากท้อง เกี่ยวกับกำลังภายในแบบญี่ปุ่นน่ะ แต่ไม่สามารถเขียนอธิบายยาวในนี้ได้ เพราะเป็นความลับของสำนัก แหะ ๆ

 

ก็เลยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาว่า ฮึ้ย ๆ เขาทำอย่างที่เซนเซสอนด้วย แล้วดูวิธีที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ดาบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ชักดาบ ถ้าไม่จำเป็น ว่างั้น ก็ยิ่งตรงกับนโยบาย เอ๊ย แนวคิดของสำนักเราอีกด้วย ก็เลยทำให้สงสัยว่า เอ๊...ตกลงซามูไรญี่ปุ่นนี้เหมือนกันทุกสำนักเลยหรือเปล่าหนอ ว่าแล้วเดี๋ยวต้องจดลิสต์คำถามไปถามเซนเซหนหน้าเลยดีกว่า วันนี้ไม่มีเวลาถาม เพราะต้องมีคลาสของเด็กต่ออีก

Shaking off blood from sword

วันนี้เซนเซสอนเทคนิคตอนเก็บดาบตอนจบการฟันท่านี้ให้เราใหม่ เพราะบอกว่าท่าเรายังทำอันตรายเกินไป (คืออาจบาดมือตัวเองได้นั่นเอง แหะ ๆ)


แต่พอชักดาบที เราก็สังเกตุว่า พระเอกจะไม่เน้นทำร้ายถึงตาย แต่จะเน้นให้อีกฝ่ายทิ้งดาบ หรือปล่อยอาวุธ โดยอาจจะตีไปที่มือก่อน อย่างนี้เป็นต้น อันนี้พูดถึงฉากประลองฝีมือนะ ไม่นับฉากที่พระเอกโดนรุมจากแก๊งค์อันธพาลตอนหลัง อูยยย อันนั้นค่อนข้างจะน่ากลัวไปหน่อยสำหรับเรา ค่อนข้างจะเลือดสาด พุ่งกระฉูดของจริง คือมันก็ไม่ถึงกับคอกระเด็น เหมือน Last Samurai หรอกนะ แค่ให้รู้ว่าตอนใดตอนหนึ่ง (ที่มองไม่ทันเพราะเร็ว หรือว่ามุมกล้องบัง) ดาบพระเอกได้เฉือน หรือ จิ้ม หรือ ตัดเส้นเลือดที่คอผู้ร้ายเข้าให้แล้ว และเลือดมันพุ่งออกมาเป็นน้ำพุเท่านั้นเอง อึ๊ย ดีนะที่มันเป็น Long Shot แบบหมู่อยู่ไกล ๆ และมีแป๊บเดียว ไม่งั้นคงจะแย่หน่อย เหนื่อย


ที่ชอบตอนประลองมากกว่าเพราะว่าใช้ดาบไม้นั่นเอง ดาบไม้นี่โดยเฉพาะคู่หลังนี้เห็นฝีมือพระเอกชัดเจนเลย โดยเฉพาะลีลาการ “ให้โอกาส” คู่ต่อสู้อย่างมีน้ำใจเป็นนักกีฬาถึงสามครั้ง และเห็นการใช้หลัก Mushin หรือ No mind กับตาเลยว่า โห...มันเป็นอย่างนี้นี่เอง สุดยอด มันมองไม่ทันจริง ๆ นะ คือไม่ใช่เป็นการเล่นจังหวะ หรือ มุมกล้องอย่างเดียว คือมันเป็นเรื่องของจิตใจล้วน ๆ เลยน่ะ ซึ่งวันนี้เซนเซก็ได้บอกอีกตอนซ้อมเสร็จว่า เป็นเรื่องของจิตใจล้วน ๆ


Castle Duel
ฉากประลองที่วังเจ้าแคว้นด้วยดาบไม้ เป็นการสู้กันที่ใจ ไม่ใช่ที่ร่างกาย


ความจริงวันนี้ (**ปี ๒๕๔๙**) ตั้งใจจะยกเอาหนังเรื่องนี้มาเกริ่นนำนิดหน่อยเพื่อจะเล่าเรื่องการเรียนดาบ ไหงปรากฏว่าออกมายาวอย่างนี้ได้ เพราะความจริงวันนี้สิ่งที่อยากเล่ามากกว่าคือ รู้สึกว่าเป็นวันที่เรียกได้ว่าเป็น milestone ในการเรียนของเราก็ว่าได้ มันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษนักหนาหรอก แต่ว่าเริ่มตั้งแต่เรียน Chanbara แล้ว ที่เซนเซลงทุนใส่หน้ากากมาต่อแถวกับเด็ก ๆ เพื่อมาซ้อมคู่กับเรา

แค่นี้เราก็ซาบซึ้งและปลาบปลื้ม ยินดี ดีใจ รู้สึกเป็นเกียรติจะแย่แล้ว เพราะตลอดปีที่ผ่านมา เซนเซไม่เคยลงมาเล่นคู่กับเราเลย ถึงแม้เซนเซจะฟาดเราเสียงสนั่นจนพวกแม่ ๆ ชาวญี่ปุ่นที่มานั่งดูลูกเล่นคงจะสะดุ้งกันไปหมด แต่เรากลับดีใจที่ได้เรียนเทคนิคต่าง ๆ โดยตรง (หมายถึงโดยการโดนฟาดโดยตรง เพราะมันจะเข้าใจและเห็นมุมมองต่างกัน)

สรุปว่าชอบมาก พยายามตั้งใจจำท่าและเลียนแบบท่าของเซนเซแทบตายแต่ก็ไม่ทันเพราะไม่รู้จะมองอะไร เซนเซไวมาก และเราต้องพยายามนึกถึงหลัก Mushin อยู่เสมอ รวมถึงที่เซนเซชอบสอนเด็ก ๆ ว่าให้ “มองกว้าง ๆ ไม่เฉพาะเจาะจง”

 

แต่ที่เจ๋งยิ่งไปกว่านั้น คือพอเด็ก ๆ เรียนเสร็จ เซนเซถามว่า มีเวลาอีกไหม เราบอกว่ามี เซนเซบอกว่าให้ใส่หน้ากาก โห....ดีใจสุด ๆ เพราะว่าเซนเซมาซ้อมคู่ให้!!!  ตอนแรกก็ซ้อมแบบอิสระ ไม่จำกัดพื้นที่ แต่ไม่นานเราก็หอบอยู่ในหน้ากากนี่แหละ เพราะว่าใช้ลูกไม้ที่เห็นมวยไทยทำคือสู้ไม่ไหวก็กรรเชียงหนีมันไปรอบ ๆ เวที ฮิๆ  เซนเซคงจะเห็นว่าไม่ได้การล่ะมั้ง ก็เปลี่ยนกฏใหม่ให้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น โดยให้ถอยไปมาได้ไม่เกินสองก้าว

 

ทีนี้ล่ะ คุณเอ๋ย โดนน่วมเลยข้าพเจ้า แต่เซนเซก็ยังนับว่าใจดีมีเมตตาเหมือนพระเอกหนังของ Kurosawa มาก นั่นก็คือ อย่างเก่งก็ตีช่วงมือและแขน แต่มีอยู่เหมือนกันตอนระหว่างคลาส หรือตอนซ้อมคู่แบบอิสระก็ไม่รู้ คิดว่าโดนตีหัวแบบจัง ๆ นี่ หัวสั่น หัวคลอนเหมือนกันนะ ถึงแม้จะมีหน้ากากก็เถอะ เพราะเซนเซฟาดแบบเก็บคะแนนน่ะ คือฟาดแบบสะบัดทั้งแขนดังเปรี้ยง
ความจริงถ้าตอนนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เป็นคู่ซ้อมให้เด็กเล็กทั้งแถวที่ต่อแถวเรียงเหมือนงูกินหางมาสู้กับเราทีละคนแล้ว เราคงอยากลงไปนอนวัดพื้นตรงแทบเท้าเซนเซแล้วล่ะ แต่มันลงไปนอนไม่ได้ เลยเดินเป๋ไปมา แป๊บนึง เซนเซหัวเราะฮ่า ๆ ๆ อย่างอารมณ์ดี คงจะขำในความโง่ของเราที่เอาหัวไปรับดาบ

แต่มือนี่น่ะ มือข้าพเจ้าตอนนี้ ไม่อยากเชื่อเลย ว่าคำว่า “ช้ำใน” มันจะเจ็บได้ขนาดนี้ เพราะก่อนแยกย้ายกลับ เซนเซถามว่า เจ็บไหม ถ้าเจ็บ ให้เอาน้ำแข็งประคบนะ ตอนนั้นไม่รู้สึกว่าเจ็บ มันก็ดูแดง ๆ นิดหน่อยแค่นั้น ก็บอกเซนเซว่า ไม่เจ็บ ตอนสมัยเรียนเทควันโด เจ็บกว่านี้
 โห...พอกลับบ้านเท่านั้นแหละ อยู่เฉย ๆ จะไม่รู้ตัวเลยน่ะ ว่าบาดเจ็บแค่ไหน แต่พอเผลอเอาหลังมือข้างที่จับดาบไปดันปิดลิ้นชักเท่านั้นแหละ ทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นเลย ด้วยความเสียวแปล๊บจับใจขึ้นไปถึงสมอง หน้ามืดวูบขึ้นมาทันที
เฮ้ย...ทำไมมันเจ็บอย่างนี้ล่ะ???   ยกมือขึ้นมาดูก็ไม่เห็นมันมีอะไรผิดปกติเลยนะข้างนอกน่ะ  แต่แตะไม่ได้เลยนะ แตะแล้วสะดุ้งโหยงเลย ตายแน่ ๆ อย่างนี้เรียกว่าวิทยายุทธอะไรของเซนเซเนี่ย  วิชาดาบสลายกระดูกหรือ?   เซนเซยิ่งมีกำลังภายในอยู่ด้วย   สอนสู้มือเปล่าทำเอาเราตัวลอยเกือบจะปลิว     ชักจะเริ่มกลัวว่าคืนนี้หัวถึงหมอนแล้วจะสะดุ้งไหมเนี่ย ฮือๆ ตกลงวันนี้เราโดนเซนเซฟาดโดนอะไรไปมั่งเนี่ย แล้วมันจะช้ำในไปกี่จุดนะเนี่ย สงสัยพรุ่งนี้คงต้องทั้งกิน ทั้งทา และทั้งอาบ น้ำใบบัวบก ฮี่ ๆ ๆ

อ้อ วันนี้เซนเซสอนท่าศิลปป้องกันตัวมือเปล่าของซามูไร(จิวจิตสุ)เพิ่มอีกสองสามท่า และก็เหมือนเคย ตอนที่สาธิตให้ดู เซนเซบอกว่า ถ้าเจ็บก็บอก ทุกทีเป็นท่านั่ง ซึ่งจากท่านั่งถ้าเซนเซจับพลิกมือเราบิดลงไปนอนจังหวะเดียวถ้าเราล้มตัวทัน หรือ ล้มเป็น หรือเซนเซยึดไว้ทันมันก็ไม่เจ็บมากนักใช่ไหม
แต่วันนี้มันดันเป็นจากท่ายืน แล้วเซนเซนึกสนุกยังไงไม่ทราบ เล่นแรง วันนี้เล่นเร็ว จังหวะเดียวเลย เราเลยลงพรวดเดียวเลยไม่มีเวลาบอกเซนเซเลยว่าเจ็บ คือยืนจับข้อมือเซนเซอยู่ดี ๆ รู้ตัวอีกทีนอนตาเหลือกแก้มติดพื้นดิ้นกระแด่ว ๆ ด้วยความเจ็บข้อมือร้องโอ๊ย ๆ แล้ว เซนเซก็ไม่ว่าอะไร หัวเราะชอบอกชอบใจอีกตามเคยก่อนจะดึงเราขึ้นมาแล้วให้ลองทำเซนเซบ้าง
ซึ่งก็เป็นไปอย่างทุลักทุเลพอใช้ กว่าจะทำเป็น
แต่พอทำเป็นแล้วชักจะสนุก จนเซนเซบอกว่าช่วยออกแรงดึงมือให้สูงกว่านี้หน่อยก่อนที่จะพลิกมือกดเซนเซลงไปนอน เพราะว่าถ้าเราทิ้งมือต่ำไป(เหมือนทำกับผู้ร้ายจริง ๆ) และทำเร็วด้วย หัวเซนเซจะกระแทกพื้น อันตราย เลยต้องออกแรงดึงช่วยเซนเซจังหวะสุดท้ายก่อนหัวกระแทก อารมณ์คล้าย ๆ บังจี้ จั๊มปิ้ง

ว่าแล้วสมควรไปเตรียมตัวทำสมาธิก่อนนอน หมู่นี้ได้นั่งสมาธิบ่อย ดีจัง รู้สึกว่ามีผลทั้งกับการทำวิทยานิพนธ์ และกับการเรียนดาบด้วย วันนี้จบแค่นี้จ้า Oyasuminasai
Duel with the bad guys

ฉากนี้เด็กเล็กควรปิดตา

Simple, Good-Hearted Samurai

ซามูไรธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่มีน้ำใจงดงาม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

  หมายเลขบันทึก: 71805
  เขียน:  
  แก้ไข:  
  ความเห็น: 7
  อ่าน:
  สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (7)

  • ไม่นึกว่าจะได้พบซามูไรใน gotoknow นึกว่าหายไปแล้ว
  • ขอบคุณที่แวะไปทักทาย สรุปว่า ขจิต เป็นเครื่องมือที่ให้กำลังใจ ทุกคนครับ
  • อยากอ่านอีก
  • อันนี้คืออาหารอะไรครับ

การเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

การทำสมาธิ   วิทยานิพนธ์   เรียนดาบ

ถือว่าคุณเป็นคนที่น่าสนใจมาก 

ยินดีร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ครับ

หนูณัชร

อาจารย์ว่าแกเป็นเซียนดาบ ที่น่าสนใจ

เพราะเป็นคนธรรมดานี่แหละ (คงเกรงใจและเกรงกลัวเมียเหมือนคนบางคนที่อยู่ไม่ไกล)

คูโรซาว่า เป็นผู้กำกับหนังในดวงใจอาจารย์มานานแล้ว

ตั้งแต่ 7 samurais ที่ฮอลีวู้ดลอกไปทำเป็น 7 สิงห์แดนเสือ

แล้วดันให้ยูล บรินเนอร์เล่น แกจึงชอบทำตาวาวๆจ้องเขม็งคงเลียนแบบ โตซิโร มิฟูเน่

ในหนังที่ชื่อ Rashomon ที่มีพล็อตเรื่องคล้ายจันทโครพของเรา ที่ถือเป็นสุดยอดหนังคลาสิค

อาจารย์ดูรูปเซนเซหนูอีกที

ใจประหวัดไปถึง สุภาพบุรุษผู้มีสี่คิ้ว เล็กเซี่ยวหงส์ ไปนู่น

ว่าแต่หนู มือหายระบมแล้วหรือยัง

น่องอาจารย์นั้น ครั้นจะหายดีแล้วแต่ไปนั่งผูกข้อมือให้ลูกศิษย์ในงานแต่งงาน เลยระบมขึ้นมาอีก

จึงยังเป็น พิชัยเซซัง อยู่

 

 

 

โอ้โฮ้...... อ่านแล้วตื่นตาตื่นใจมากคะ การเรียนฟันดาบของคุณณัชร........... ยิ่งอธิบายพร้อมกับหนังของคุโรซาวา ปรัชญา ๆ สุดยอดเลยคะตื่นเต้นๆ..............." การให้โอกาสคู่ต่อสู้ " / " การต่อสู้ที่ใจ ไม่ใช่ร่ายกาย " และใช้หลัก No Mind ...นี่เป็นยังไงคะ ....นิ่งๆ ว่างๆ แบบมีสมาธิ หรือคะ .................การเรียนของคุณณัชร น่าสนใจมากเลยคะ เรียนจากประสบการณ์จริง และศึกษาจากดูหนัง และที่เล่าว่า ดูตอน ฉากประลองดาบ แล้วคุณณัชร เล่าว่า ต้องแอบบถอยมาดูหลายก้าว....นี่นึกภาพออกเลยคะ การที่เราเข้าใจ อารมณ์การเรียนรู้ มันต้องแบบนี้แหละคะ ชื่นชม ชื่นชม....

สวัสดีค่ะ คุณขจิต(คำหลักตัวโต) คุณเม็กดำ 1 (ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ)   อาจารย์ และคุณดอกแก้ว,

ขอบพระคุณมากค่ะที่กรุณาแวะมาและให้กำลังใจ  ค่อยมีแรงเขียนหน่อย ฮิ ๆ 

  • คุณขจิตคะ
  • ขอบพระคุณมากค่ะที่ขยันแวะมาคอมเม้นท์กลับจริง ๆ ตามไล่ตอบแทบไม่ทันเลยค่ะ
  • ก็จริง ๆ นี่คะ เปิดเวบมาหน้าแรกเจอคำว่าขจิตตัวโตเท่าบ้าน ฮิ ๆ 
  • ขอบคุณสำหรับสารพัดรูปการ์ตูนที่นำมาแปะสร้างสีสันให้ค่ะ น่ารักมาก  ทราบไหมคะว่าตัวอักษรคันจิที่อยู่ในการ์ตูนภาพแรกอ่านว่า "ซามูไร" ด้วยล่ะค่ะ แหม...ช่างกรุณาหามาฝากดีจริง ๆ
  • อาหารดังกล่าวน่าจะเป็น "เทปปันยากิ" นะคะ พ่อครัวมักจะโชว์ฝีมือการปิ้งๆ ย่าง ๆ เนื้อสัตว์และผักบนเตาเหล็กร้อนราวกับเป็นการแสดงกายกรรมชนิดหนึ่ง มีการใช้ตะหลิว  ส้อมจิ้ม  และมีด ควงอย่างแคล่วคล่องว่องไวพร้อมเหยาะนู่นใส่นี่ปรุงให้ดูสด ๆ แหม...ถามถูกคนดีมากเลยค่ะ ถ้าอาจารย์พิชัยของหนูมาเห็นคำถามนี้ต้องอมยิ้มแน่ๆ เลย  เพราะลูกศิษย์คนนี้ตัวโตและกินเก่งมากค่ะ อือ..เที่ยงแล้วด้วย หิวหนอ เดี๋ยวต้องไปหาอะไรทานแล้ว ไม่น่าพิมพ์คำว่าเทปปันยากิเลยเรา
  • คุณเม็กดำ_1คะ
  • มิบังอาจรับคำให้เกียรติของคุณเม็กดำ_1 หรอกค่ะ  คิดว่าทุกๆ คนนี้น่าสนใจหมดทุกคนเลยน่ะค่ะ ตัวเองยังเพิ่งเริ่มต้นหมดทุกอย่างเลยค่ะต้องอาศัยอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์และกัลยาณมิตรที่ดี ๆ ไปอย่างนี้เรื่อย ๆ น่ะค่ะ  ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ  ขอบพระคุณมาก ๆ  ที่กรุณาแวะมาอ่านและเขียนทักทายค่ะ
  • อาจารย์ขา
  • ขอบพระคุณมากค่ะที่อาจารย์อุตส่าห์แวะมาทั้ง ๆ ที่ขายังกระเผลกอยู่ ฮี่ๆ โถ...ยังเจ็บอยู่อีกหรือคะอาจารย์  หนูว่าอาจารย์ไปหาซินแสเลยดีกว่าค่ะ  รับรองหายเร็วทันใจ หนูรับประกัน
  • หนูก็ว่าพระเอกเรื่องนี้มีเสน่ห์ตรงที่เขาเกรงใจภรรยา  เอ๊ย ตรงที่เขาเป็นคนธรรมดา ๆ นี้เหมือนกันล่ะค่ะอาจารย์ ดูเรื่องนี้แล้วหนูอินมาก ๆ เลยค่ะ  มีอยู่อีกเรื่องหนึ่งที่ชอบแต่ไม่ได้เขียนเก็บไว้ แต่เรื่องนั้นเศร้ากว่า คือ Twilight Samurai รู้สึกเรื่องนั้นต่างหากที่ได้ออสการ์สาขาหนังต่างประเทศ โห...หนูร้องไห้ตาบวมฉึ่งเพราะกำหนดไม่ทัน  ซึมไปเลย  พระเอกภรรยาตายมีลูกสาวสองคนและรักลูกมากค่ะ  จนๆ อดอยากแต่เลี้ยงลูกดีเหลือเกินและทำตัวอยู่ในกฏซามูไรทุกอย่าง  คือ ขยันประหยัด เลี้ยงตนด้วยงานฝีมืออะไรเสริม ประทังไปเพราะเบี้ยเลี้ยงน้อยไงคะ สถานการณ์บีบคั้นให้ไปดวลดาบ  ก็เก่งนะคะ หนแรกนี้ชนะกินใจแบบดาบไม้ชนะดาบเหล็กนี่น่ะค่ะเพราะจนมากต้องขายดาบเหล็กเลี้ยงลูก  อาจารย์คิดสิคะหูงี้น้ำตาท่วมบ้าน  แต่ตอนจบหนูไม่บอกเพราะเรื่องนี้ดีจริง ๆ ค่ะ ฮิ ๆ เซนเซหนูล่ะชอบสอนด้วยหนังยาก ๆ  อย่างนี้อยู่เรื่อย
  • หนูไม่ได้ดูหนังคุโรซาว่าครบทุกเรื่องค่ะ แต่ถ้าเรียนจบเมื่อไหร่ (จะมีวันจบไหมนี่) จะไปทยอย ๆ  หามาดูประกอบความรู้บ้าง  อย่างน้อยก็หนังหลัก ๆ ของเขาที่มีคนเขียนวิจารณ์ไว้เยอะ ๆ  ที่ม.วาเซดะห้องสมุดเขามีหนังสือเกี่ยวกับคุโรซาว่าเยอะทั้งชั้นเลยค่ะ หนังก็มีแต่หนูไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหนไปดู
  • อ๋อ..มิน่า ยูล บรินเนอร์ ชอบทำตาวาว ๆ  เพราะเลียนแบบ มิฟูเน่นี่เอง  หนูก็ถึงว่าว่าทำไมเขาชอบทำตาวาว ๆ อยู่เรื่อยในหนังหลายเรื่องเลยน่ะค่ะ ตาอย่างนั้น หน้าอย่างนั้นของมิฟูเน่ คือการที่คุโรซาว่าพยายามจะสื่อสิ่งที่เรียกว่า zanshin หรือสภาพจิตใจของนักสู้ที่นิ่งเรียบแบบอ่านใจไม่ออกน่ะค่ะ แล้วก็มีความต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนสู้จนจบ  ไม่มีช่องว่างเลย  เปรียบเหมือนเจริญสติแบบ "จดจ่อ ต่อเนื่อง เป็นปัจจุบัน" ไงคะอาจารย์ 
  • อาจารย์ตั้งประเด็นมาให้หนูมีเรื่องได้เขียนอีกแล้ว  เพราะแค่การฝึกทำหน้าให้นิ่งนี่   ตอนเรียนชักดาบสั้น (Iaido โดยใช้ ดาบสั้น  Kodachi) ที่ญี่ปุ่นนั้น  แค่การฝึกหน้าเฉย ๆนี่ก็ต้องให้ผ่านด้วยนะคะอาจารย์  ไม่ใช่แค่การใช้ดาบ  การเคลื่อนตัว สภาพจิตใจ ความไว  สายตาฯลฯ    หนูล่ะแอบเรียกการฝึกนั้นในใจว่า "การฝึกเก๊กหน้า" ฮิ  ๆ  แต่จริง ๆ แล้วมันมีมากกว่านั้นเยอะเลยค่ะ พอฝึก ๆไปแล้วจะทราบแล้ว appreciate มาก มันเห็นความเป็นเหตุเป็นผลของกายและใจได้เร็วดีค่ะ อาจารย์  พวกซามูไรนี่สุดยอดเลยจริงๆ   ที่เขาทำหน้านิ่ง ๆ ไม่แสดงอารมณ์เลยนี่ ไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะคะอาจารย์  ฝึกกันด้วยใจกับดาบนี่  โหดมาก ๆ เลยค่ะ ดีที่หนูได้อาจารย์สอนเจริญสติให้หนูเป็นพื้นฐานแล้ว เซนเซที่ญี่ปุ่นนี้เลยพยักหน้าหงึกหงักบอกว่าใช้ได้
  • อ๋อ...อาจารย์เห็นเซนเซหนูใส่ชุดขาว และถือดาบ แถมมีหนวดด้วยใช่ไหมล่ะคะ เลยเห็นเป็นประมาณเล็กเซี่ยวหงส์  จริงด้วย  ฮิ ๆ พอาจารย์บอกปุ๊บ หนูก็พาลนึกถึงเขาขึ้นมาด้วยเลย  แต่บางวันเซนเซก็ใส่ชุดดำอีกสไตล์ค่ะอาจารย์  ก็เลยไม่เหมือนทุกวัน  แต่ที่แน่ ๆ ก็คือหน้ามักจะนิ่งมากอยู่ตลอด  ก็ zanshin นี่ล่ะค่ะ  แปลว่าดุมาก แต่หนูก็รู้ว่าท่านใจดีมีเมตตาน่ะนะคะ  แต่ว่าเวลาสอนจะเคร่งครัด เคร่งขรึม จริงจังมาก  อารมณ์เหมือนกึ่ง ๆ  ฝึกทหารปน ๆ  กับฝึกปฏิบัติธรรมกับพระเซนยังไงก็ไม่ทราบ  ซึ่งจะว่าไปแล้ว  ก็คือคุณลักษณะของซามูไรทุกกระเบียดนิ้วนั่นเองค่ะ   ท่านสืบเชื้อสายมาจากแม่ทัพที่เมืองฟุกุชิม่านั่นแหละค่ะ ไม่ใช่อะไรอื่น หนูว่า  แล้วก็สมถะเรียบง่ายมากชีวิต  ไม่เหมือนคนอยู่ศตวรรษนี้เลยค่ะ ฮิ ๆ คลาสสิคมาก 
  • ที่ว่าโหดก็คือ อย่างเช่นว้นชิงแชมป์โลก หนูไม่ได้รู้กำหนดการอะไรใช่ไหมคะ  รอบเช้าไปรายงานตัวปุ๊บมันต้องแยกสาย แยกขั้น ลงจับกลุ่มแข่งเลย  ทีนี้มันอยู่ที่โยโกฮาม่า ซึ่งเซนเซไปรออยู่ก่อนแล้ว  ส่วนหนูจับรถไฟไปจากโตเกียวตอนเช้า  พอไปถึง กว่าจะเปลี่ยนชุด กว่าจะอะไร ก็พอดีต้องลงคัดรอบแรกแล้ว ก็บอกเซนเซว่าหิวน้ำ ขอวิ่งไปหาน้ำกินก่อนได้ไหม  เพราะหนูเล็งแล้วว่า สายดำดั้ง ๑ มันคนเยอะ ยังไง ๆ น่าจะพอมีเวลา แล้วเราไปต่อแถวหลังๆ ก็ได้ แต่เซนเซดุเลยค่ะว่า ถ้าเป็นเวลาสงครามแล้วออกรบ จะมีเวลาไปหาน้ำกินอย่างนี้ไหม สรุปว่าหนูจ๋อยค่ะ เป็นพลทหารคอตก เจอท่านแม่ทัพสอนด้วยกฏเหล็กซามูไรอย่างนี้ก็ซึมไปเลย 
  • แต่พอตอนเบรคจากช่วงนั้นจะไปต่อช่วงสอง  เดินตามเซนเซไปต้อย ๆ จะขึ้นไปที่นั่งพัก  เซนเซหยุดกลางทางแล้วพาออกนอกทางไปชี้ตู้ขายน้ำกดๆ จากเครื่องน่ะค่ะ แล้วก็ยืนรอ หน้านิ่งอยู่อย่างนั้นเหมือนเดิม อารมณ์เหมือนพาม้าไปกินน้ำตามลำธารยังไงยังงั้น ตรงนี้แหละค่ะที่หนูว่าจริง ๆ แล้วเซนเซเป็นคนมีเมตตา  คือเวลาผ่านไปนานแล้วตลอดเช้าแต่ท่านยังจำได้ว่าหนูหิวน้ำ แล้วก็เลยพามาให้ทานน้ำก่อนไปที่อื่น ทั้ง ๆ ที่หนูไม่ได้ขอ และลืมไปแล้วด้วย  นึกว่าถ้ากลับที่พักคงจะมีในกระเป๋าที่เอามา
  • แต่การที่ท่านโหดกับหนูตอนเช้า เลยทำให้ได้บทเรียนที่จำแม่น ๒ อย่างเลยค่ะ คือ  ๑. จะไปรบที่ไหนให้กินน้ำไปก่อนฮิ ๆ หมายความว่า ให้เตรียมตัวไปให้พร้อมดีๆ ก่อนน่ะค่ะ และ ๒. เวลาที่เราอยู่ในสภาพที่ลำบากหรือทุกข์มาก ๆ เช่น หิวข้าว หิวน้ำ หรือเหนื่อยนั้น มันจะมีแรงฮึดบางอย่างในการต่อสู้น่ะนะคะ   อันนี้เคยเจอมาหลายครั้งทั้งในการแข่งและการซ้อมที่โดโจ  เช้าวันนั้นหนูเลยเอาดาบสั้นฟาดหัวผู้ชายญี่ปุ่นสายดำตกรอบแรกไปเลยค่ะ ฮิ ๆ ก็หนูหิวน้ำนี่นา...
  • อ้อ...บล๊อกวันนี้หนูเขียนไว้ปีที่แล้วค่ะ  เพราะฉะนั้นวันนี้มือเลยหายเจ็บแล้วค่ะ อาจารย์  ขอบพระคุณที่กรุณาถามนะคะ
  • ขอให้อาจารย์หายเซซังเร็ว ๆ นะคะ ฮี่ๆ
  • คุณดอกแก้วคะ
  • ว้าย ๆ อย่าเพิ่งชมค่ะ  เดี๋ยวตัวลอย ฮี่ๆ ๆ  จริง ๆ มันก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ  มันอาจจะฟังดูน่าตื่นเต้นไปอย่างนั้นเอง
  • หลักการมุชินนั้น ยังเข้าไม่ถึงเหมือนกันค่ะ พยายามจะถามเซนเซอีกคนที่ญี่ปุ่น ถามว่าทำยังไงถึงจะได้มุชิน  เซนเซบอกว่า ต้องฝึกทั้งชีวิต  โห...
  • แต่มีอีกหนนึงที่เคยเขียนเก็บไว้เหมือนกันนะคะ เรื่องการฝึกประลองกับปรมาจารย์ที่เป็นอาจารย์ของเซนเซที่เมืองไทยอีกทีหนึ่ง นั่นแหละค่ะมุชินของแท้  เดี๋ยวจะเอามาแปะแล้วขยายให้ฟังนะคะ 
  • แต่สรุปสั้น ๆ  ตอนนี้ ก็คือ การทำใจให้ว่างๆ แล้วกำหนดรู้ตามความเป็นจริงน่ะค่ะ   เหมือนวิปัสสนาน่ะนะคะ คิดว่า
  • เดี๋ยวจะย่องไปเยี่ยมที่บล๊อกคุณดอกแก้วนะคะ ต้องไปเติมอะไรดีๆ ให้ใจตัวเองสักหน่อย  คิดถึงค่ะ

สวัสดีค่ะ

ณัชร

มาขอบคุณครับ ขอกลับไปปั่นงานก่อนนะครับ

หนูณัชร

เวลาเข้ามาอ่านบล็อกของหนูนี่

อ่านเพลินเรื่อยไปดี เหมือนมีหนูมานั่งเล่าเป็นต่อยหอย(เคยได้คิดเสียงนี้รึปล่าว)