GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

สตรีและอิตถี

สตรีและอิตถี

เรารู้กันทั่วไปว่า สตรี แปลว่า ผู้หญิง... ส่วน อิตถี ก็แปลว่า ผู้หญิง เช่นเดียวกัน แต่คำนี้มิใช่รู้กันทั่วไปเหมือนคำว่าสตรี ...

สตรี เป็นสันสกฤต อิตถี เป็นบาลี คำแปลเหมือนกัน คือ แปลว่า ผู้แสวงหา ผู้ต้องการ ผู้ปรารถนา ทำนองนี้ ...จะอธิบายศัพท์ให้ละเอียดยิ่งขึ้นเฉพาะ อิตถี ..

อิตฺถี มาจากรากศัพท์ว่า อิส หรือ อิสุ แปลว่า แสวงหา ปราถนา ต้องการ ทำนองนี้ ซึ่งอาจวิเคราะห์ได้ทั้งเป็น ผู้กระทำ (กัตตุวาจก) หรือ ผู้ถูกกระทำ (กัมมวาจก) ดังต่อไปนี้

วจนัตถะ  กามานิ อิจฺฉตีติ อิตฺถี หญิงใดย่อมปรารถนาซึ่งกามทั้งหลาย ดังนั้น หญิงนั้น ชื่อว่า อิตถี (ผู้ปรารถนากาม) ...ถ้าวิเคราะห์ตามนัยนี้ อธิบายได้ว่า ผู้หญิงชอบ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มากกว่าผู้ชาย ...ซึ่งผู้หญิงหลายคนอาจไม่พอใจ... แต่นึกโศลกในหิโตปเทศตอนหนึ่งได้ว่า

อันว่าสตรีมีอาหารเป็นสองเท่า มีกำลังเป็นสี่เท่า มีปัญญาเป็นแปดเท่า และมีความมักมากในกามคุณเป็นสิบหกเท่าของบุรุษ (ไม่ได้ตรวจสอบกับหนังสือ ข้างต้นอาจสลับตำแหน่ง แต่ สิบหกเท่าของบุรุษ มั่นใจว่าไม่ผิด)

เพราะมติข้างต้นค่อนข้างจะหยามเกียรติของสตรี บางท่านจึงตั้งวิเคราะห์ใหม่ว่า มหตฺตํ อิจฺฉตีติ อิตฺถี หญิงใดย่อมปรารถนาซึ่งความเป็นใหญ่ ดังนั้น หญิงนั้น ชื่อว่า อิตถี (ผู้ปรารถนาความเป็นใหญ่) ...ถ้าวิเคราะห์ตามนัยนี้ อธิบายได้ว่า ผู้หญิงทุกคนต้องการเป็นใหญ่ กล่าวคือเป็นภรรยาหลวง คงจะไม่มีใครต้องการเป็นภรรยาน้อย ดังคำพังเพยว่า เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร ทำนองนี้...นั่นเป็นของโบราณ (บางคนบอก) เดียวนี้ เค้าบอกว่า ได้ทองเท่าหัว ผัวเอาไปเลย ประมาณนี้ 5 5 5

ตามนัยข้างต้น เป็นการวิเคราะห์ศัพท์ว่า อิตถี (สตรี) ในฐานะผู้กระทำ... ถ้าวิเคราะห์ในฐานะผู้ถูกกระทำ จะได้ว่า ปุริเสหิ อิจฺฉิยเตติ อิตฺถี หญิงใด อันชายทั้งหลาย ย่อมปรารถนา ดังนั้น หญิงนั้นชื่อว่า อิตถี (ผู้อันชายปรารถนา)

หมายเหตุ

ในบาลีและสันสกฤตมีคำที่ใช้แทนเพศหญิงมากมาย เช่น นารี กัญญา พธู ... (ดูเหมือนว่าจะมากกว่าคำที่ใช้แทนเพศชาย) ซึ่งว่างๆ ค่อยนำมาเล่าต่อไป... 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): สตรีอิตถี
หมายเลขบันทึก: 71804
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 10
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (10)

นมัสการหลวงพี่

        ได้อ่านบทความของท่านทีไร  ผมได้เข้าใจอะไรรอบตัวมากขึ้น    ขอนิมนต์หลวงพี่ช่วยให้ความรู้และข้อชี้แนะในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยครับ

เจริญพร โยม ผอ.

การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ยากส์แบบไม่ธรรมดา ครับ

อาตมาเรียนหนังสือมาตลอด เป็นครูสอนมาสิบกว่าปี และผ่านการสอนมาก็หลายวิชา ...แต่ขอย้ำอีกครั้งว่าเรื่องนี้ยากส์ ครับ

สั้นๆ นะครับ... เริ่มต้นที่ค่านิยมของสังคม สังคมไทยไม่ยกย่องคนมีความรู้เท่ากับยกย่องปริญญา ...ถ้าเราทำให้คนในชาติโดยเฉพาะเยาวชน ใคร่ในการศึกษาไม่ได้ เรื่องพัฒนาการ....ก็ไม่พึงหวัง...

ที่วัดซึ่งอาตมาพักอยู่ ตอนนี้ มีพระเณรที่อยู่ในวัยพอจะเรียนหนังสือได้ ๔-๕ รูป แต่อาตมาก็ยังไม่มีศักยภาพพอที่จะชักนำให้พวกเค้าไปเรียนหนังสือ นะครับ...

เรื่องปฏิรูปการศึกษา ? เปลี่ยนรัฐบาลแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงไหน ...นี้ก็อีกประเด็น...

ทำท่าเครียดนะครับ (5 5 5) ว่างๆ ค่อยตั้งประเด็น ปัญหาการพัฒนาคุณภาพการศึกษในเมืองไทยกันนะครับ

เจริญพร

   

เขาเล่ากันว่าที่ฟินแลนด์ใช้เวลา 5 ปี พลิกระบบการศึกษากันใหม่หมด...ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับ 1 ของโลกไปแล้วอ่ะครับ...

 

ประมาณว่าให้ครูเป็นผุ้ที่ได้รับทั้งเกียรติยศเงินทองของตอบแทนสูงที่สุด...ไม่มีอาชีพใดเทียบเท่า...

 

แต่บ้านเรายังย่ำอยู่กับการหาคนที่สอบเข้าอะไรไม่ได้มาเป็นเรียนเป็นครู...

 

ครูที่สอนเก่งจริง ๆ ก็เลยหนีไปอยู่สถาบันกวดวิชากันหมด... แล้วเด็กที่เก่งจริง ๆ และสอนเก่งด้วยก็เลยไม่เคยคิดที่จะสอนในระบบ...ทำอาชีพอื่นไปแล้วจัดเวลามารับสอนพิเศษ...สบายกว่ากันเยอะครับ...ฮือ ๆ ๆ..

คุณโยมขำ

รู้สึกว่าคุณโยมจะตามไปทุกที่เลยนะครับ 5 5 5 ...เห็นด้วยครับ ครูก็ต้องสอนพิเศษเพื่อสร้างเสริมฐานะ และเพื่ออื่นๆ อีกหลายอย่าง...

ฟินแลนด์ ...อาตมาก็ไม่เคยไป แต่ขอวิเคราะห์นิดหน่อย ประเทศนี้หนาวจัด คนก็ไม่มาก ความหลากหลายในปัญหามีน้อย ยุทธศาสตร์แห่งชาติจึงมีความหลากหลายในมิติค่อนข้างน้อย ...ปัจจัยเหล่านี้เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาได้ นะครับ..แต่บริบทของไทยต่างจากฟินแลนด์มาก ...อย่าไปรู้เค้าเลยดีกว่านะครับ (5 5 5)

นึกถึงคำของพระพยอมเมื่อ ๒๐ ปี ก่อน (ตอนนี้ท่านเป็นเจ้าคุณแล้ว) ท่านบอกว่า ถ้าอยากจะให้ศาสนาและประเทศเจริญ การศึกษามีคุณภาพ ...ท่านสมมติว่ามีลูก ๕ คน ลูกคนที่ฉลาดที่สุดต้องให้บวช เพื่อจะได้ศึกษาหลักธรรมนำพาศาสนาและสังคมต่อไป ..คนที่ฉลาดลองลงมาก็ให้เป็นครู ...อะไรทำนองนี้

แต่สภาพเป็นจริง ท่านว่าต่อ.. มีลูกฉลาดก็ต้องการให้เรียนหมอ หรือถ้าเป็นชายก็ให้ลองไปสอบ จปร. เผื่อว่าจะได้เป็น นายกฯ (นี้ท่านพูดไว้นานแล้วนะครับ แต่ยังทันสมัยอยู่ 5 5 5 นี้แหละสังคมไทย)..คนที่ไม่ค่อยฉลาดก็ให้ไปเรียน วค. เผื่อจะพอเป็นครูได้ ..ส่วนคนที่โง่ที่สุดก็ให้บวช เผื่อไม่สึกจะได้เป็นสมภาร ...อย่างนี้ ศาสนาและการศึกษาประเทศชาติมันจะเจริญได้อย่างไร ครับ 5 5 5

ความเห็นส่วนตัว ต้องแก้ที่ค่านิยมพื้นฐานของสังคมก่อน นะครับ คุณโยม

เจริญพร

ต้องตามไปทุกที่แหละครับ...ก็ลมมันเย็นนนนน....5555

 

ครูต้องสอนพิเศษ... เฉพาะครูที่มีทักษะการสอนเยี่ยมครับถึงจะอยู่ได้นาน(เท่าที่ประเทศเรายังเป็นแบบนี้อยู่..อิอิ)

 

คนฉลาดที่สุดให้เป็นพระ... ลูกชายผมคนโตเคยถามผมว่า...พ่ออยากให้ตอมเป็นอะไร...ผมบอกว่า ก็เป็นพระซิลูกจะมีอะไรสู้พระได้เล่า... ตั้งแต่นั้นมาลูกชายทั้งสองคนของผม(รวมหัวกับแม่เขาด้วย...555) ไม่เคยอยากคุยเรื่องวางแผนอนาคตกับผมอีกเลย...555

 

ค่านิยมพื้นฐานของสังคมไทย... ผู้นำฟากฝ่ายประชาสังคมมีความปรารถนาสูงสุดที่จะเห็นคนไทยส่วนใหญ่มีความเข้มแข็ง(คิดเองตัดสินใจเองได้)...ซึ่งพวกเขาก็มองเห็นอยู่ว่า...ปัจจัย(องค์ประกอบ)ที่ทำให้คนไทยมีคุณสมบัติและโทษสมบัติแบบนี้(ลืมง่าย... ใจดี... มีมารยาท... เอื้อเฟื้อญาติ... ยอมผู้ใหญ่... อภัยเร็ว....) เป็นอยู่เป็นไปนานกว่า 700 ปี... จะให้เปลี่ยนค่านิยมพื้นฐานในไม่กี่ปีก็คงยากแค้นแสนเข็ญทีเดียวครับพระอาจารย์....

คุณโยมขำ

เรื่องนี้ พักไว้ก่อนนะครับ วิจารณ์เรื่องที่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ...เดียวนี้มักจะปล่อยเลยตามเลย (ไม่เหมือนตอนหนุ่มๆ 5 5 5)

เจริญพร 

ครับ...พระอาจารย์...

 

ตกลงเรื่องสตรีและอิตถี...ถ้าฝ่ายหญิงเขามาอ่านกัน...เขาจะยอมรับหรือไม่ครับ...ว่าเขาเหนือกว่าชายหลายเท่าตัวนัก...5555

 

ผมกำลังจะบอกพระอาจารย์ว่า...เรื่องที่ยังไม่มีประสบการณ์...บางทีเราก็วิพากย์ได้ตามที่คนอื่นบอกมาอ่ะครับ....อิอิ(นิสัยขัดคอแบบนี้...ยิ่งนานยิ่งกำเริบ...5555)

คุณโยมขำ

ไม่ออกความเห็น ในย่อหน้าสุดท้าย ครับ 5 5 5

ถ้าผู้หญิงไม่เห็นด้วยก็ต้องไปตำหนิ หิโตปเทส ครับ เพราะกล่าวหาผู้หญิงไว้เยอะที่เดียว (แบบว่าพบทั่วไปและครับ)

เจริญพร

คือว่า  หนูชื่อจริงชื่อ นางสาวอิตถี น่ะคะ เมื่อก่อนหนูภูมิใจกับชื่อหนูมากเลย เพราะว่าแปลกดี แต่ตอนนี้หนูชักไม่แน่ใจในความหมายแล้วค่ะ ว่ามันดีหรือไม่ดี

ไม่มีรูป
nanonung

อิตถี แปลว่า ผู้แสวงหา ผู้มีความต้องการ ผู้ปรารถนา ... ซึ่งบ่งบอกความมุ่งมั่นในตัวเอง พลังที่มีอยู่ในตัวเอง มิใช่ผู้ท้อถอย หรือไร้พลังในตัวเอง... ดังนั้นชื่อนี้ก็น่าจะดีอยู่แล้ว

อีกอย่างชื่อเป็นเพียงสิ่งสมมุติเท่านั้น ถ้าเราเคารพต่อผู้ที่ตั้งให้เรา คิดว่าเป็นมงคลสำหรับตัวเราก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน...

แต่ถ้าเรารู้สึกไม่มั่นใจก็เปลี่ยนได้ ไม่เห็นจะแปลก...

ชื่อหลวงพี่ก็เป็นกาลกิณี รู้ตั้งแต่เด็กๆ แต่คิดว่าโยมพ่อตั้งให้ นับว่าเป็นมงคลก็ไม่อยากจะเปลี่ยน....

เจริญพร