<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปีนี้เป็นปีที่ลูกสาวผมมีอายุการเรียน ที่จะสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ญาติพี่น้องได้ตั้งความหวังไว้ว่า น่าจะเรียนคณะหนึ่งคณะใดที่อยู่ในกลุ่มของ “หมอ”</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยนิสัยพื้นฐานของลูกสาวผมนั้น เป็นคนชอบศิลปะ อยากจะเรียนคณะสถาปัตย์ มากกว่า</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่เมื่อพิจารณาถึงความสามารถในการแข่งขันในการทำงานจริงๆ แล้ว เราก็มาพิจารณาว่าการเรียนคณะสถาปัตย์อาจจะเป็นเรื่องยากเกินไปเมื่อออกมาทำงาน ไม่ถูกกับนิสัยมากนัก จึงนำมาพิจารณาแบบพบกันครึ่งทาง ระหว่างความต้องการส่วนตัวด้านการทำงาน “ศิลปะ” กับ ความต้องการความอยากเห็น “หมอ” ของญาติพี่น้อง </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จึงมาได้ข้อสรุปว่า คณะทันตแพทย์ น่าจะเป็นคณะที่ดีที่สุด เพราะมีทั้งความเป็น "หมอ" และสามารถใช้ "ศิลปะ" ในการประกอบอาชีพได้ด้วย เพราะถือว่า ถ้าหมอฟันทำฟันให้ใครได้สวยแล้ว ก็น่าจะเป็นหมอฟันที่ดี</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สิ่งเหล่านี้ถือว่า เป็นการปรับตัวอย่างประนีประนอมระหว่างตนเองและญาติพี่น้องแล้ว</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ด้วยความบังเอิญว่า ทุกคนก็ไม่แน่ใจว่า ลูกสาวของผมจะสอบเข้าคณะทันตแพทย์ ได้จริงหรือเปล่า ก็เลยลองไปสอบคณะแพทย์สำรอง ไว้ด้วย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ผลปรากฏว่า </p><blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center">สอบได้ทั้งสองแห่ง ก็เลยเป็นปัญหาว่า ควรจะเรียนคณะทันตแพทย์ หรือ เรียนคณะแพทยศาสตร์ ดี </p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทางกองเชียร์ของญาติพี่น้องก็บอกว่า ควรจะเรียนคณะแพทยศาสตร์ แต่เจ้าตัวกลับคิดว่า การปรับตัวมาเรียนคณะทันตแพทย์ ก็ถือว่า ไกลสุด ๆ แล้ว อาจจะไม่ไหว (ในเชิงนิสัย) ที่จะปรับตัวไปเรียนคณะแพทยศาสตร์ เพราะอาจจะไม่ได้ใช้งานศิลปะในการประกอบอาชีพ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผมก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เพราะผมก็ไม่เคยเป็นหมอ แล้วก็ไม่มีความรู้เรื่องศิลปะด้วย </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จึงหวังขอพึ่งท่านผู้รู้ที่อาจจะเคยเรียน เคยรู้เรื่องหมอ หรือเป็นหมอก็แล้วแต่ ให้ความเห็นกับผมหน่อยว่า ผมควรจะพูดกับลูกสาวว่าอย่างไร ว่าคณะแพทยศาสตร์ มีงานที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ที่จะใช้ในการประกอบอาชีพหรือไม่ และทางด้านทันตแพทย์ ก็เป็นงานทางด้านศิลปะ หรือไม่ ตอนนี้เป็นสองทางเลือก ครับ ว่าจะเรียนคณะไหนดี</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ตอนนี้ ได้ไปมอบตัวเข้าคณะแพทย์แล้ว แต่ก็ยังอาจจะสละสิทธิ์ได้ เพราะจะต้องมอบตัวเข้าคณะทันตแพทย์ในวันที่ ๑๗ มกราคม นี้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ใครมีความเห็นที่จะช่วยเหลือผมได้ ขอหน่อยนะครับ ผมจะได้มีเรื่องไปคุยกับลูกสาวได้อย่างชัดเจน เพื่อความสุขและความสำเร็จในชีวิตของเขาเอง ที่อาจสามารถตอบสนองกิเลสของญาติพี่น้องได้ด้วย</p> ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ…..
เมื่อลูกสาวผม..ไม่อยากเรียนหมอ
ทางกองเชียร์ของญาติพี่น้องก็บอกว่า ควรจะเรียนคณะแพทยศาสตร์ แต่เจ้าตัวกลับคิดว่า การปรับตัวมาเรียนคณะทันตแพทย์ ก็ถือว่า ไกลสุด ๆ แล้ว อาจจะไม่ไหว (ในเชิงนิสัย) ที่จะปรับตัวไปเรียนคณะแพทยศาสตร์
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
น.ส. surg BI · 9 ม.ค. 2550
ไร้นาม · 9 ม.ค. 2550
นางสาว เกศนี วัณณกุล · 9 ม.ค. 2550
ไร้นาม · 9 ม.ค. 2550
นางสาว เกศนี วัณณกุล · 9 ม.ค. 2550
เป็นที่น่าเสียดายนะคะอาจารย์...ที่ลูกสาวอาจารย์ไม่ได้เรียนสถาปัตย์...เพราะศาสตร์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้ผู้เรียนเรียนเรื่องการออกแบบ...ทางด้านสถาปัตยกรรมเท่านั้น...หากแต่เป็นการสร้างคนให้ฝึกการคิดที่เป็นระบบ...สามารถสร้างคนให้นำสิ่งที่เป็นนามธรรมออกมาให้เป็นรูปร่างหรือที่เราเรียกว่ารูปธรรมได้...
กะปุ๋มมีทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกัน..รุ่นน้องและรุ่นพี่ที่รู้จัก เรียนในศาสตร์นี้หลายคน ยอมรับเลยคะว่ากลุ่มคนที่เรียนในศาสตร์นี้ล้วนจบออกมาเป็นคนฉลาด คิดอะไรที่เป็นระบบ ซึ่งคนในศาสตร์อื่นกว่าจะคิดได้ ก็ต้องเรียนต่อในระดับโท-เอก...และที่สำคัญ เป็นการสร้างคนให้มีความเป็นคนในระดับจิตวิญญาณดีคะ...
จึงรู้สึกเสียดายยิ่งนัก...แต่ก็ไม่เป็นไรคะ...กะปุ๋มคิดว่า สิ่งที่น้องเขาต้องเลือก..ให้มากที่สุด คือ ทำสิ่งไหนแล้วมีความสุขในระดับจิตวิญญาณมากว่าความรู้สึกมีความสุขเพียงแค่ในระดับมาตรฐานการยกย่องจากสังคม.....
Y__* อาจารย์อาจด่ากะปุ๋มก็ได้นะคะที่มาวิพากษ์เอาตอนนี้..แต่ก็ขอยอมโดนด่าคะ...เพราะรู้สึกเสียยิ่งคะ เพราะคนเรายังเน้นในเรื่อง...การยอมรับมาตราฐานจากสังคม..มากกว่าที่ยอมรับในเรื่องระดับจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์...จึงได้แต่อ่านเรื่องราวของน้องเขาด้วยความรู้สึกที่เห็นใจยิ่งนัก...ที่จะต้องเดินต่อไปในชีวิตที่ตนยากที่จะกำหนดหรือเลือกได้ด้วยตนเอง...
ด้วยความเคารพและขออภัยอาจารย์ด้วยใจจริงที่จะต้องเข้ามาแลกเปลี่ยน...ในประเด็นที่อาจเสี่ยงต่อการกระทบความขุ่นมัวในอารมณ์ได้คะ
ขอบคุณคะ
กะปุ๋ม
ลูกสาวของอาจารย์เก่งมาก ๆ เลยนะคะ ยินดีด้วยคะ แต่อาจารย์คะ บางทีเราน่าจะให้น้องเค้าเลือกเรียนที่เค้าอยากเรียนนะคะ จะได้เรียนอย่างมีความสุขนะ แต่ก็เข้าใจว่า พ่อ ก็ห่วงอนาคตของลูก แต่อนาคตของลูก ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือเป็นทันตแพทย์ อนาคตก็ไม่น่าเป็นห่วงทั้ง 2 อย่างเลยย
อยากรู้จังว่าอาจารย์เลี้ยงลูกอย่างไรถึงเรียนเก่งแบบนี้ สงสัยคงเก่งเหมือนคุณพ่อนะคะ ยิ้ม ยิ้ม
คุณกะปุ๋มครับ
ผมรู้สึกดีมากที่คุณกะปุ๋มแสดงข้อมูลออกมาด้วยความจริงใจ
ครับ คงจะเก็บเป็นข้อมูลเพราะเราเลยเส้นนี้มาไม่น้อยกว่า ๒ ปี
ผมหมายถึงการเตรียมตัวนะครับ
แล้วคุณกะปุ๋มคิดว่าคณะแพทย์ป็นอย่างไรครับ
น้องนิวครับ
ขอบคุณครับ ผมก็คิดอย่างนั้นแหละ แต่ทางญาตืๆมองว่าน่าจะลองเรียนแพทย์ดูก่อน ไม่ชอบแล้วค่อยหาทางขยับ
ลูกสาวผมเป็นคนสมองปานกลาง รับผิดชอบ ขยันเรียน
ผมสอนว่าความรู้ (และปัญญา)เป็นสมบัติที่ดีที่สุด
ผมลงทุนกัยลูกเรื่องภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กทั้งสองคน
ลูกชายกล้าเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษทั้งที่หลักสูตรไม่บังคับ
และลูกสาวได้ทั้งอ่าน พูด และเขียน
และเขียน diary เป็นภาษาอังกฤษทุกวัน
ครอบครัวผมใช้ภาษาต่างประเทศในบ้านอย่างให้เป็นธรรมดาๆ
นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งครับ
เรื่องนี้คงต้องแล้วแต่น้องแล้วครับ...ผมคิดว่าอยากเรียนอะไร ชอบอะไรมากที่สุด อาชีพไหนก็สำคัญแตกต่างกัน
............
....." คือ ทำสิ่งไหนแล้วมีความสุขในระดับจิตวิญญาณมากว่าความรู้สึกมีความสุขเพียงแค่ในระดับมาตรฐานการยกย่องจากสังคม....." (กะปุ๋ม)
.............
ผมชอบประโยคนี้ครับผม
...............
นอกเรื่องนิดหน่อยครับ ผมฟังเพลงในBlog แล้วอดสลับดูภาพของอาจารย์ไม่ได้ :)
อาจารย์คะ
น้องสาวของดิฉันเคยพูดว่า ถ้าชอบศิลปะ ก็ลงมือเลย วาด หรือ ปั้น หรืออื่นๆ รักษาความชอบเอาไว้ให้นาน ๆ ทำบ่อย ๆ
เป็นคณะที่เป็นการันตรี...ต่อสังคมว่าคุณมีที่มากพอที่จะเรียนได้...หรือการันตรีว่าคุณเป็นคนขยันจริง...แต่หาใช่ว่าจะมีความเป็นมนุษย์ในแง่ "ชีวิต"....เสียทั้งหมดนะคะ....
ถามว่า...กี่มากน้อยคนที่เป็นแพทย์แล้วมีความสุขในชีวิต....ความสุขในระดับจิตวิญญาณนะคะ อาจมีแพทย์มาอ่านเจอแล้วเถียงหรืออาจขั้นด่ากะปุ๋มได้ว่า..."หาว่าแพทย์ไม่มีความสุข"...ก็แหม..ดูวิถีการดำเนินชีวิตในระดับผิวๆ..ก็หาสุขยากคะ...อยู่ใกล้รังสีแห่งความสุขยังไม่แผ่ออกมาเลยคะ...รังสีแห่งความตึงเครียดและความเป็นเครื่องจักรกลกลับมีมากกว่า...
แต่หากจะมีคนมาแย้งว่าเป็นแพทย์แล้วสบาย เพราะคนในสังคมนับหน้าถือตาให้เกียรติ ยกย่อง มีเงินเยอะ ร่ำรวยง่าย กะปุ๋มก็คงไม่ขอเถียงในประเด็นนี้นะคะ..ยอมรับ...หากแต่อยากถามว่า..."ชีวิต"..ที่แท้จริงที่เป็นอยู่คืออะไร...หากตอบได้แล้วไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือทันตแพทย์ก็อาจจะมีความสุขในระดับจิตวิญญาณได้ หากสามารถฝ่ากระแสแห่งการหลงในอัตตาของตนเองไปได้....
ให้กำลังใจลูกสาวอาจารย์คะ...
(^_____^)
กะปุ๋ม
ขอยืนยันตามคำเขียนของ คุณกะปุ๋ม อีกครา...ครับ
ขอเพิ่มไปถึงน้อง...อีกสักนิดนะคะ...
"เมื่อได้ตัดสินใจอะไรแล้ว...ก็ขอให้ทำสิ่งนั้นอย่างมีความสุข...เพราะเราได้ตัดสินใจเลือกไปแล้ว...เป้าเราไม่เอนเอียงก็เป็นพอ...ที่ว่าไม่เอนเอียงนั้นหมายถึงอะไร...ก็หมายถึงว่า...เราจะปล่อยเราไปตามกระแสแห่งอัตตาวิชาชีพ...หรือจะนำพาตนไปตามวิถีแห่งความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งจิตและวิญญาณที่งดงาม ทำสิ่งที่สรรสร้างดั่งเช่นแพทย์ดีดีที่หลายท่านมีวิถีที่งดงามแห่งความดีอย่างแท้จริง"....
หากได้เดินแล้วก็เดินต่อไปอย่างมั่นใจในจุดยืนของตนเอง...กะปุ๋มเชื่อว่าในความเป็นคนที่มีสมองสองซีกที่ทำงามอย่างสมดุล...ย่อมนำพาความงดงามและดีงามมาสู่ชีวิตได้คะ...ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร...
อย่าคิดอะไรมากเลยคะอาจารย์...ทุกกอย่างถูกกำหนดมาให้เป็นเช่นนี้แล้ว ดังนั้น...ก็ขอให้น้องทำในสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน...อย่างมีความสุข...และเป็นจริงอยู่ ณ ขณะนี้คะ
(^_____^)
กะปุ๋ม
ลูกสาวผมก็จะให้เรียนหมอเหมือนกัน แต่..เป็นหมอลำ เพราะชอบฟังเพลง ร้องเพลง แถมหัวขี้เลื่อย
ขอบคุณครับคุณกะปุ๋มที่ให้ข้อมูลที่ชัดเจนมากครับ
และขอบคุณความเห็นของคุณจตุพร และคุณตุ๊ครับ
ผมเข้าใจเรื่องที่อาจารย์เคยพูดว่า ชักแม่น้ำทั้งห้า
วันนี้เป็นกำลังใจให้น้องได้พบสิ่งที่ดีที่สุด กับการเริ่มต้นชีวิตของการเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว ครับ
ขอบอกเล่าความรู้สึกของตัวเองในฐานะที่เคยตกอยู่ในสภาวะเดียวกับลูกสาวอาจารย์ค่ะ ว่าถึงตอนนี้ก็คงเปลี่ยนชีวิตไม่ได้แล้ว ต้องเลือก 2 อย่างนี้เท่านั้น ดังนั้นขอให้เลือกสิ่งที่จะทำให้สามารถยืดหยุ่นชีวิตได้ในภายหลังมากกว่าดีกว่านะคะ
ซึ่งการเรียนแพทย์จะมีความยีดหยุ่นในการเรียนต่อยอดมากกว่าทันตะแน่นอนค่ะ และเมื่อจบแล้วก็มีสาขาเชี่ยวชาญให้เลือกได้หลายรูปแบบกว่า
การเรียนแพทย์ มีโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตแบบอื่นๆเพื่อเติมเต็มชีวิตได้ แต่ทันตะฯดูเหมือนจะเลือกแล้วไปหน้าได้อย่างเดียวค่ะ แม้จะดูเหมือนมีศิลปะแต่เป็นแบบเลือกเพิ่มเติมไม่ได้มากมายนักค่ะ แต่เราจะได้เห็นคุณหมอที่มีงานอดิเรกอื่นๆมากกว่าคุณหมอฟันนะคะ
ต่ออีกเกี่ยวกับความรู้สึกที่ตัวเองได้รับค่ะ ว่าเป็นคนเรียนดีมากมาแต่เด็ก จึงถูกญาติพี่น้องกะเกณฑ์เช่นกันค่ะ จริงๆแล้วเป็นคนชอบภาษามากกว่าวิทยาศาสตร์
ถึงตอนนี้เรียนมาได้จนจบปริญญาโทเอกจากเมืองนอกเมืองนา ก็เพราะโดนกะเกณฑ์ เนื่องจากใครๆก็บอกว่าเป็นคนที่มีศักยภาพที่ทำได้ ควรจะทำ..ไม่ให้เสียโอกาส จริงๆแล้วหากให้เลือกได้เอง ก็จะไม่เลือกทางที่ผ่านมาค่ะ
แต่เป็นคนที่ใครให้ทำอะไร ถ้าทำได้ก็ทำอย่างดีที่สุดเสมอ พยายามทำใจให้รักสิ่งที่ต้องทำได้เสมอ แต่ถ้าถามถึงความสุขจริงๆ ลึกๆแล้วก็ยังคงอยากมีโอกาสได้เลือกเองอยู่ค่ะ แม้ใครๆจะเห็นว่ามีชีวิตที่สมบูรณ์แบบแล้วก็ตามที จึงเป็นที่มาของความตั้งใจอย่างแรงกล้าสำหรับลูกชายทั้ง 3 คนที่ดูเหมือนจะเป็นเชื่อไม่ทิ้งแถวค่ะ ว่าจะไม่กะเกณฑ์ใดๆ ไม่ว่าลูกจะเรียนดีขนาดไหนก็ตาม จะให้เขาได้เลือกทางเดินของเขาเอง โดยเราเพียงบอกเล่าสิ่งที่ลูกอาจจะรู้ไม่ถ้วนทั่วถึงรายละเอียดของแต่ละวิชาชีพเท่านั้น
คิดว่าคงมีเด็กไทย คนไทยอีกจำนวนไม่น้อย ที่ไม่สามารถใช้ศักยภาพของตัวเองในทิศทางที่ตนเองต้องการได้เต็มที่ เราจึงเห็นคนเก่งที่ไม่อยากมีคุณธรรมมากมายค่ะ เพราะพวกเขาคงไม่ได้รับการชี้ทางที่ถูกต้องให้กับความคิดมาตั้งแต่ตอนเลือกอาชีพนี่แหละ คงมีคนโชคดีแบบตัวเองที่เผอิญเป็นคนมองโลกในแง่ดีไม่มากนัก
ขอบคุณอาจารย์ที่ทำให้ได้พูดเรื่องที่ค้างคาใจมาตลอดชีวิตค่ะ
เห็นด้วยกับคุณโอ๋-อโณ นะคะอาจารย์ เพราะแพทย์สามารถที่จะเลือกทางข้างหน้าได้อีกหลายทาง อาจเป็นหมอเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านใดด้านหนึ่ง นั่นก็หมายถึงว่า ณ จุด จุดหนึ่งน้องยังได้มีทางเลือกอยู่นะคะ
อาจารย์คะ ขออนุญาตให้ความเห็นตามประสบการณ์ที่มีหลานเป็นหมอ 3 คนค่ะ …หนึ่งในนั้นไม่เคยอยากเป็นหมอและที่บ้านก็คิดว่าเขาคงเรียนวิศวะมากกว่าเพราะอุปนิสัยค่อนข้างชอบสังคมไม่ชอบแข่งขันใครและชอบคณิตศาสตร์ แต่ว่าเขาอยากลองว่าคะแนนตัวเองได้ไหมพอติดเขาก็เริ่มเสียดายเลยไปเรียน…ตอนเรียนปี 1-4 เขาดูไม่ค่อยมีความสุขเลยเพราะมันไม่ใช่ตัวเขา ตอนนี้เขามีความสุขที่ตัวเองได้ช่วยคนอื่น …กว่าจะมาถึงตอนนี้ต้องเป็นการเรียนไปพร้อมๆกันทั้งครอบครัวด้วยค่ะ ..เพราะว่ามันจะมีช่วงหนึ่งที่การเรียนจากอาจารย์บางท่านจะส่งเสริมให้นักศึกษาแข่งขันกันและยกตัวว่าอาชีพเหนือกว่าคนอื่น….ทางครอบครัวต้องพยายามให้เขากลับมาอยู่ในโลกของการให้อภัย ของการเคารพผู้อื่น…เรียกว่าสู้กับความคิดของอาจารย์เขานั่นแหล่ะค่ะ…ตอนนี้เขาเป็นผู้ใหญ่แล้วมีกิจกรรมเล่นฟุตบอล เล่นดนตรีที่เขาชอบ และตัดสินใจอะไรได้เองค่อนข้างดีทีเดียวค่ะ….เล่าประสบการณ์นะคะว่าครอบครัวต้องเจออะไรบ้าง..และครอบครัวก็สามารถช่วยสร้างหมอที่ดีและมีความสุขได้ด้วยแม้ว่าตอนแรกเขาจะไม่ได้เริ่มต้นด้วยความอยากเป็นหมอเท่าไหร่นักค่ะ
ขอบคุณสำหรับความเห็นจากทุกท่านครับ
ผมได้บอกให้ลูกสาวผมเข้ามาอ่านแล้ว และพิมพ์บางส่วนไปให้เข่าเมื่อก่อนเที่ยงคืนที่ผ่านมา
คุณกะปุ๋มก็เปิดประเด็นได้คมเฉียบตามสไตล์นักจิตวิญญาณ และมาตอกย้ำเป็นระลอกๆ
ไล่เลียงมาในกองหนุนโดยน้องนิว คุณจตุพร คุณตุ๊(สิริลัคนา) ท่านขุนพลเม็กดำ ท่านครูบา อาจารย์สำเนียง คุณขจิต
มาปิดประเด็นที่คุณโอ๋-ประสบการณ์ตรงของตัวเอง และอาจารย์จันทรรัตน์ที่มีหลานหมอตั้งสามคน
เรียกว่าหลากหลายมุมมองมาก
ขอขอบคุณแทนลูกสาวผม และจากผมที่จะทำให้ผมสื่อกับลูกสาวได้ง่ายขึ้น
นี่คือพลังเคริอข่ายที่ "อุดม" ครับ
ขอบพระคุณอีกครั้งครับ
ครูบาสุทธินันท์คะ ส่งลูกสาวมาเรียนกับชาวบ้านที่นครพนมซีคะ เรามีวงหมอลำที่เล่นกันทั้งคืนทั้งวันจนเครื่องเสียงรถที่เหมาไปดูงานไหม้ พังไปเลยค่ะ รับประกันคุณภาพ
อ่านจากความเห็นของแต่ละท่าน เหมือนจะครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกๆ แง่มุมที่ช่วยในการตัดสินใจให้กันลูกสาวของอาจารย์แล้วนะคะ แค่อยากจะเสริมจากประสบการณ์ของตัวเองที่ต้องตัดสินใจเช่นกัน
คุณพ่อเป็นสถาปนิก จึงมีความรู้สึกชอบงานออกแบบเพราะเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ประกอบกับชอบคณิตศาตร์ แต่คุณพ่อไม่อยากให้เรียนสถาปัตย์ ด้วยความคิดเห็นเหมือนอาจารย์เลยค่ะ ช่วงนั้นคุณพ่อมองเห็นว่าควรจะเรียนภาษา แต่แนนไม่ชอบภาษาอย่างมาก ถึงมากที่สุด ตกได้เป็นตก
พอดีโชคดีทที่มัธยมปลายเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ และรู้สึกว่ามันได้ใช้ตรรกะของคณิตศาสตร์ ดังนั้นเพราะพบกันครึ่งทาง จึงทิ้งที่จะสอบเข้าสถาปัตย์ ไปสอบเข้าคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยอัญสัมชัญแทนค่ะ คุณพ่อชอบให้เรียนภาษา คุณลูกถูกใจได้เรียนคอมพิวเตอร์
แต่อีกกรณีของเพื่อนที่สนิท คุณพ่ออยากให้เรียนพยาบาล คุณลูกขัดไม่ได้ ไม่ชอบเป็นที่สุด ไม่เหมาะกับบุคคลิกอย่างยิ่งในสายตาเพื่อนๆ เค้าบ่นตลอดสี่ปี แต่พอจบออกมา ประกอบอาชีพพยาบาลมาได้เกือบจะสิบปี วิญาณพยาบาลเข้าสิงค่ะ ตอนนี้รักในวิชาชีพสุดๆ จนบางครั้งกลับมานั่งขำตัวเองตอนเรียนว่าเด็กที่เกเรไม่ชอบเรียนพยาบาลคนนั้นในอดีต ตอนนี้จบปริญญาโทพยาบาลใบที่สองไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นบางครั้งความรักในอาชีพอาจจะเกิดหลังจากการรักที่จะเรียนเพื่ออาชีพนั้นก็เป็นได้นะคะ เพียงแต่ว่า...ตัดสินใจให้ดีๆ เพราะถ้าได้ตัดสินใจไปแล้ว จงอย่ามานั่งเสียใจ ฝากให้กำลังใจน้องนะคะ เลือกสิ่งที่คิดว่าเราจะสามารถรัก...และรักได้นานๆ
^____^