สิ่งที่ผมจะพูดได้ ดัง และ ชัด ที่สุดน่าจะต้องเป็นเรื่องที่ผม รู้ และ เห็น มาแล้ว ด้วยตัวเอง ไมใช่อ่านตำรา หรือ เอาขี้ปากใครมาบอกต่อ

    สืบเนื่องจากมีผู้เข้ามา Post ข้อความถามผม พร้อมแสดงความชื่นชมในความรู้ความสามารถ คำถามนั้นก็คือ รู้มาก ๆ แล้วรู้สึกว่าตัวเองหนักไหม?  ผมเห็นว่าเป็นประเด็นน่าสนใจเลยขอนำมาตอบยาวเป็นบันทึกนี้ครับ

    ความตอนหนึ่งในคำถาม มีว่า ...

   " ..  พอผมได้เข้าไปศึกษาผลงานของอาจารย์แล้วรู้สึกว่าเหนื่อยแทนอาจารย์จริง ๆ ครับ  เพราะพึ่งจะรู้ว่า  คนเราในตัวคน  ๆ  หนึ่ง    ช่างน่าทึ่งเสียเหลือเกินครับ  เพราะท่านอาจารย์รู้มากจริง  ๆ  สาระพัดเรื่องร้อยแปดพันเก้า  ไม่ว่า  การศึกษา  การบริหารจัดการ  เทคโนโลยีสารสนเทศ  อิเล็กทรอนิกส์  การประดิษฐ์  ธรรมะธัมโม  สิ่งดี  ๆ ที่มีในตัวท่านอาจารย์ช่างมากมายเหลือเกินครับ  ถ้าหากท่านอาจารย์ได้นำสิ่งดี  ๆ  ที่มีอยู่ ของอาจารย์เป็นวิทยาทานแก่คนที่ยังมีอวิชชาอยู่ให้เขาได้ดวงตาเห็นธรรมโลกนี้คงน่าอยู่ขึ้นเยอะนะครับ  และสุดท้ายนี้ขอถามท่านอาจารย์เล่น ๆ  ว่า  รู้มาก ๆ  แล้วรู้สึกว่าตัวเองหนักไหมครับ . "

    ผมขอตอบว่า ...

          คำว่า "รู้มาก" มีความ หมายเชิงลบ อยู่ด้วย  พึงระวัง เช่นในคำถามที่บอกว่า " .. เพราะท่านอาจารย์รู้มากจริง ๆ " อาจแปลได้ว่า เห็นแก่ตัว มากจริงๆก็ได้  แต่เข้าใจว่าคนถามคงหมายถึง มีความรู้มากจริง ๆ เพียงแต่เขียนย่อไปหน่อยเท่านั้นเอง
      ผมยอมรับว่า มีความรู้และประสบการณ์หลายด้าน จริงครับ คนเขาพูดกันอย่างนี้เสมอ แต่ส่วนมากมักพูดผิดว่า ผม เก่งหลายด้าน ซึ่งขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง  ถ้ารู้และทำได้หลายเรื่อง อันนี้ไม่ปฏิเสธครับ แต่ไม่ได้ เก่ง หลายเรื่อง   ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นได้ ก็ได้ทบทวนแล้วพบว่าผม ชอบเรียนรู้แทบทุกเรื่องที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ เป็นมาตั้งแต่เด็กๆแล้วครับ  อยากทำอะไรได้เอง  ไม่อยากพึ่งใคร  อยากเก่ง  อยากเป็นพี่ เพราะผมมีแต่พี่ 5 คน ไม่มีน้อง  และเป็นความบ้าประจำตัวอย่างหนึ่งคือ ชอบความท้าทาย ไม่เชื่อ ใคร หรือ อะไร ง่ายๆ ต้องลองทำเองและ ถ้าไม่สำเร็จมักจะไม่เลิก อดหลับอดนอนเท่าไรก็ยอม  ขนาดลืมกินข้าวปลาก็บ่อย  แต่เดี๋ยวนี้ บ้า  น้อยลงแล้วครับ  จำได้ว่าครั้งหนึ่งสมัยเรียนชั้นมัธยมต้น เจ้าจักรยานคู่ชีพยี่ห้อ Standard ของผมซึ่งเป็นรุ่นที่มีเกียร์อยู่ด้วย เสียบ่อยในกล่องเกียร์นั่นแหละครับ  ผมต้องใช้เกียร์เพราะต้องปั่นจากตัวอำเภอไปบ้านซึ่งห่างออกไปราว 9 กม. และต้องข้ามเนินเขาสองครั้ง ไม่มีเกียร์ช่วยก็ปั่นขึ้นไม่ค่อยไหว .. ร้านซ่อมที่ชำนาญที่สุดเขายอมแพ้ บอกว่า ซ่อมไม่ได้  ผมเถียงในใจว่า มันต้องได้ แล้วก็เอามาถอดรื้อเอง ค่อยๆดู ค่อยๆทำไป สปริงตัวไหนอยู่ตรงไหน วาดรูปจดเอาไว้ อะไหล่ไม่มีก็ดัดแปลงเอาบ้าง  จำได้ว่าแก้ได้สำเร็จ แม้ว่าจะไม่ดีเหมือนเดิมก็ตาม ของแถมที่มีค่าคือตอนนั้นผม รู้เรื่องเกียร์จักรยานทะลุปรุโปร่ง เลยทีเดียว .. นอกนั้นก็เป็นเรื่องบ้า อิเล็กทรอนิกส์ ผมประกอบ ดัดแปลงเครื่องรับ-ส่งวิทยุ จนประกอบวิทยุขายได้มาตั้งแต่ชั้นมัธยมเช่นกัน ที่สนุกมากกว่าคืองานซ่อมครับ พออาการแปลกๆมาทีหนึ่งก็ สนุกแทบตาย ทีหนึ่ง  หมายถึงใจตื่นเต้น-สนุกที่ได้สู้กับมัน บางทีนั่งหลังขดหลังแข็ง วัน สองวันกว่าจะเจอสาเหตุและแก้ปัญหาได้ พอทำได้ก็ไชโยในใจว่า ชนะแล้ว ซ่อมฟรีก็ยินดีครับ  ผมเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาจากการมองปัญหาว่าคือ เครื่องท้าทาย  พอใครบอกว่ายาก หรือทำไม่ได้ก็จะ ตาลุกวาว ขึ้นมาทันที พร้อมบอกตัวเองในใจว่า มันต้องทำได้  และส่วนมากผมก็หาทางทำจนได้ และ เป็นโอกาสทอง ที่ได้เรียนรู้สิ่งที่คนอื่นยังไม่รู้

    ผ่านมาหลายปีก็ยังไม่วาย ออกอาการดังกล่าวอยู่อีก เช่น 4-5 ปีมาแล้วท่านคณบดี ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า หัวหน้าคณะวิชา คือ ดร.อรุณี สำเภาทอง บอกว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาและเทคโนโลยีการศึกษา จากเวียตนามจำนวน 16 คนมาเยี่ยม ซึ่งดูตามคุณวุฒิแล้ว ก็น่ากลัวอยู่ไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่จบปริญญาเอก อายุเฉลี่ยก็ไม่ต่ำกว่า 50 ผมเองนั้นมีคำนำหน้าชื่อว่า "นาย" เรียนในระบบมาก็น้อยนิด น่าจะปฏิเสธ แต่ผมกลับรับปากโดยไม่ลังเล  เพราะอยาก ลองของ
    งานนี้ต้องบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ และให้ล่ามแปลเป็นภาษาเวียตนามครับ .. ผมคิดๆดูแล้ว ตัดสินใจไม่ค้นคว้าตำราใดๆมาอ้างอิง เพราะมีความเชื่อมั่นในใจว่า สิ่งที่ผมจะพูดได้ ดัง และ ชัด ที่สุดน่าจะต้องเป็นเรื่องที่ผม รู้ และ เห็น มาแล้ว ด้วยตัวเอง  ไมใช่อ่านตำรา หรือ เอาขี้ปากใครมาบอกต่อ จึงตัดสินใจตั้งหัวข้อว่า ..
   " How to Face the Flood of Modern Technology in Our Changing World ? "  แล้วก็มานั่งลำดับความคิด พิมพ์ไปเรื่อยๆใน PowerPoint 
    งานนี้สำเร็จเกินคาดหมายครับ พูดจบเขามาแสดงความชื่นชม มอบหนังสือ แจกนามบัตร เชิญชวนเราไปเยี่ยมที่เวียตนาม ฯลฯ ทำเอาเรารู้สึกเหมือนเป็นดาราไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่ สติ จะมาเตือนว่า "อย่าบ้า"
     อีกกรณีหนึ่งคือเมื่อ 2-3 ปีมานี้ ท่าน ดร.อรุณี อีกนั่นแหละ ย้ายไปอยู่สถาบันอื่นแล้ว โทรมาบอกว่า  กลุ่มอาจารย์ (ส่วนมากเป็นวิศวกร) จากปากีสถานที่มาอบรมตามหลักสูตรพัฒนาการเรียนการสอน แสดงความไม่ชอบใจที่มีอาจารย์มาสอนเทคโนโลยีการศึกษาเป็นภาษาไทย แล้วให้คนแปลเป็นอังกฤษ เขาบอกว่ารำคาญ  จึงขอผมให้ไปช่วยหน่อย ก็รับปากด้วยความรู้สึก อยาก ลองของ อีกแล้ว .. เจอกันวันแรกโดนพ่อหนุ่ม วิศวกร จากปากีสถาน ลองของ จริงๆครับ แต่ก็เหมือนสิ่งท้าทายอีกตัวหนึ่ง ให้ผมได้นึกสนุกกับมัน สุดท้าย Happy Ending ครับ ปราบได้ราบคาบ ชนิดที่ไม่เหลือพยศให้เห็นอีกเลย ผมทำอย่างไร คงต้องเอาไว้เล่าเป็นอีกบันทึกหนึ่งจะดีกว่าครับ ..
     รายละเอียดเพื่อสนับสนุนความเชื่อที่ว่าผมมีประสบการณ์หลายด้าน ทำอะไรได้หลายอย่าง พอจะมีอ้างอิงได้บ้าง จาก บันทึกนี้ และ นี้ ครับ แต่ยังมีอีกมากที่ยังไม่ได้บอกใคร ก็คงได้ทะยอยมาบอกกล่าวกันผ่าน Blog นี้ในโอกาสต่อๆไปครับ ..
     มาถึงบรรทัดนี้ ผมรู้ดีว่ายังไม่ได้ตอบคำถาม แต่เป็นความตั้งใจที่จะเขียนสิ่งที่อยากบอก และเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ถามเสียก่อน ตัวคำตอบมีนิดเดียวครับ .. เมือถามว่า ..รู้มาก ๆ แล้วรู้สึกว่าตัวเองหนักไหม? 
   ขอตอบว่า ไม่หนักเลย ตรงกันข้ามครับ กลับ เบาสบาย  ยิ้มได้ทุกที่ที่เราไป ก็เพราะรู้หลายเรื่องนี่เองทำให้เราถูกเรียกใช้หรือขอความช่วยเหลือ ตั้งแต่ ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ  ทั้งที่ขอ คำแนะนำ และขอให้ช่วย ทำ จริงๆ ผมจึงต้องพกกระเป๋าใบโตและอ้วนขึ้นเรื่อยๆ ในนั้นจะมีเครื่องมือ อุปกรณ์สารพัด ทั้งที่ซื้อมาและคิดดัดแปลงสร้างเอง ช่วยเขาได้ทีหนึ่งก็สุขใจ อิ่มใจครั้งหนึ่ง เบาสบาย จริงๆครับ ไม่หนักเลย  คนชอบถามผมว่า ไม่เหนื่อยบ้างรึไง คำตอบคือ เหนื่อย แต่มีความสุข  และรู้สึกว่า ชีวิตมีค่า ครับ