ขยายการเรียนรู้ข้ามขอบรั้วโรงเรียน


 

นี่คือชื่อของการประชุม ที่โรงเรียนบางมูลนาก (ราษฎร์อุทิศ) อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร     เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๕    ที่ผมโชคดี ได้รับเชิญจากผู้จัด คือคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ไปร่วมเรียนรู้     

ผู้จัดการประชุมบอกว่า และกิจกรรมดังกล่าวเป็นพื้นที่เชื่อมสัมพันธ์เครือข่ายระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในการร่วมกันพัฒนานิเวศการเรียนรู้ที่มีความสุขและความหมายให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนในพื้นที่จังหวัดพิจิตร

ที่มาของการประชุมคือ    คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิใจกระทิง ดำเนินโครงการนิเวศการเรียนรู้แห่งความสุขและความหมาย: การพัฒนาศักยภาพโรงเรียนร่วมพัฒนา จังหวัดพิจิตร    ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕ – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการจัดการศึกษาของ ๔ โรงเรียนในจังหวัดพิจิตรที่เข้าร่วมโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา    ได้แก่ โรงเรียนบางมูลนาก (ราษฎร์อุทิศ)  โรงเรียนวัดบ้านห้วยยาว  โรงเรียนวังตะกูราษฎร์อุทิศ และโรงเรียนบ้านน้อย “ปรึกอุทิศ”    โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพครู ผู้บริหาร นักเรียน ให้สามารถเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาจากเดิมไปสู่การศึกษาที่เป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ที่มีความสุขและมีความหมาย

ผมตั้งใจไปฟังว่า เขากระโดดข้ามรั้วโรงเรียนกันอย่างไร   และเรียนรู้กันในเวลาใดบ้าง    เพราะผมเชื่อว่า การเรียนรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นในทุกกาละและเทศะ   ผู้จัดการศึกษาหรือการเรียนรู้มีหน้าที่ทำให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อ    และมีความท้าทาย  โดยตระหนักว่า ผู้เรียนมีจริตแตกต่างกัน   ผมอยากรู้ว่า ครูและผู้บริหารการศึกษารับมือความแตกต่างนี้อย่างไร    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีเด็กสุดขั้ว ทั้งขั้วชอบเรียน และขั้วเบื่อเรียน       

ข้างบนนั้นเขียนตอนเช้ามืดวันที่ ๑๑ ที่โรงแรม 42C   ก่อนเดินทางต่อไปที่บางมูลนาก   

การประชุมจัดอย่างยิ่งใหญ่ และทันสมัย ด้วยละครสั้นของนักเรียน และเรื่องเล่าของครู    เพื่อสะท้อนการเรียนรู้ข้ามรั้วโรงเรียน   และการที่ครูก้าวข้ามใจตนเองสู่ใจนักเรียน    ทำให้ครูได้ใจนักเรียน    ปลุกความกระตือรือร้น และความสุขต่อการเรียนของนักเรียน   ที่หากเกิดขึ้นกับครูส่วนใหญ่ของโรงเรียน    ก็จะมีคุณค่ามหาศาลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน     โดย เว็บไซต์ The Active เขียนเล่าเหตุการณ์ในวันนั้น ลงรายละเอียดดีเยี่ยม    อ่านได้ที่ (๑) 

แต่เราไม่มีข้อมูลว่า teacher transformation ตามเรื่องเล่าที่เราได้ฟังนั้น    เกิดขึ้นแก่ครูสักร้อยละเท่าไร    และผมเสนอต่อที่ประชุมตอนบ่ายว่า    ต้องหาทางหนุนให้โรงเรียนสร้างข้อมูลหลักฐานพิสูจน์ผลงานตามเป้าหมายที่แท้จริงให้ได้    โดยการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน   ที่วัดครบทั้ง V-A-S-K   วัดตอนเปิดปีการศึกษา และตอนจบปีการศึกษา   คำนวณออกมาเป็น Effect Size ของนักเรียนทั้งชั้น   และของนักเรียนเป็นรายคน    เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดการเรียนรู้นั้น ก่อผลกระทบต่อการเรียนรู้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้จริง   

การขยายการเรียนรู้ข้ามขอบรั้วโรงเรียนเป็น “เครื่องมือ” (means  หรือ tools)    ไม่ใช่ “เป้าหมาย” (end)     เป้าหมายสุดท้ายคือ ผลลัพธ์การเรียนรู้ (learning outcome) ของนักเรียน    ที่เราต้องร่วมกันพิสูจน์ให้ได้ว่า intervention ที่โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา จังหวัดพิจิตร    หนุนให้ ๔ โรงเรียนดำเนินการนั้น     ไม่ได้หยุดอยู่แค่ การเรียนรู้ข้ามขอบรั้วโรงเรียน   และระบบนิเวศการเรียนรู้ที่มีความสุขและความหมาย    แต่ไปจนถึงเป้าหมายสุดท้าย คือผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็ก ที่ครบถ้วน และมีคุณภาพสูง    รวมทั้งอย่างมีความเสมอภาคหรือถ้วนหน้าต่อนักเรียน    คือไม่ทิ้งนักเรียนคนใดไว้ข้างหลัง       

หัวข้อของเป้าหมายโครงการจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่  “ขยายการเรียนรู้ข้ามขอบรั้วโรงเรียน”    ต้องต่อด้วย “เพื่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนที่ ทั้ง high quality  และ high equity”    

โดยหนุนให้โรงเรียนจัดการเรียนรู้แบบ active learning เพื่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว    ซึ่งผมขอเสนอให้ทีมงานของคณะวิทยาการเรียนรู้ฯ พิจารณาแนะนำแนวทาง proactive learning ให้แก่โรงเรียนในโครงการ  เพื่อเป็นต้นแบบโรงเรียน ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง (transform) ระบบการศึกษาไทย    ให้เป็นระบบการศึกษาที่สูงทั้งด้านคุณภาพ และความเสมอภาค 

ผมเชื่อว่า โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ที่สนับสนุนโดยมูลนิธิใจกระทิง  และดำเนินการโดยคณะวิทยาการเรียนรู้ฯ มธ.   ดำเนินมาถูกทาง    แต่การเปลี่ยนแปลงระดับรากฐาน (transformation) ของโรงเรียนเป็นเรื่องที่ “สุดโหด” (wicked)   ต้องใช้เวลา  ใช้ความอดทนมานะพยายาม  และใช้วงจรเรียนรู้จากการปฏิบัติ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง     โดยต้องหนุนให้โรงเรียนมีทักษะหมุนวงจรการเรียนรู้ของตน    วงจรนี้ชื่อว่า Kolb’s Experiential Learning Cycle   โดยต้องเน้นที่การเรียนรู้ระดับหลักการหรือทฤษฎี จากการปฏิบัติ    

และโรงเรียนต้อง ใช้ข้อมูลการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน เป็นข้อมูล “ป้อนไปข้างหน้า” (feed forward) เพื่อปรับปรุงไม่เพียงวิธีการทำงาน   แต่เกิดการเรียนรู้ความเข้าใจในมิติที่ลึกในเชิงเปลี่ยนหลักการ    ตามแนวทางของ double-loop learning 

เป็นโอกาสให้ คณะวิทยาการเรียนรู้ฯ ดำเนินการโค้ชโรงเรียนในโครงการ ๔ โรงเรียนนี้ (ซึ่งในปีหน้าจะมีโรงเรียนที่ ๕ อยู่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์)   ให้ในที่สุดแล้ว บรรลุสภาพ Learning Organization    คือเป็นโรงเรียนที่เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องด้วยตนเอง    สู่การทำหน้าที่โรงเรียนที่ส่งมอบผลลัพธ์ได้ตามที่สังคมคาดหวัง     คือนักเรียนเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้ครบด้าน คุณภาพสูง เสมอภาค และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน 

สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน (relevance)    หมายความว่า บางโรงเรียนอาจไม่เน้นวิชาการเด่น   แต่เน้นปฏิบัติเก่ง   เพื่อไปเรียนต่อสาขาอาชีวศึกษา   แต่ก็ยังต้องฝึกให้นักเรียนมีทักษะเรียนรู้ระดับหลักการจากการปฏิบัติ (ไม่หยุดอยู่แค่เรียนรู้วิธีการ)     เอาไว้ใช้ในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning)         

วิจารณ์ พานิช

๑๑ ธ.ค. ๖๕  เพิ่มเติม ๑๒ ธ.ค. ๖๕ 

ห้อง ๕๐๒  โรงแรม 42C   นครสรรค์    และที่บ้านปากเกร็ด 

 

  



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี