"เวทีนี้ก็ยังคงต้องมีพี่เลี้ยง" อยู่ดี แต่ขณะนี้เพียงปรารถนา "อยากให้นิสิตได้ทำในสิ่งที่คิด และได้คิดในสิ่งที่อยากทำ"

วันนี้เป็นอีกครั้งที่ผมได้ร่วมประชุมกับผู้นำองค์กรนิสิต  เป็นวาระต่อเนื่องเพื่อการติดตามความคืบหน้าเรื่องกิจกรรม "วันเด็กแห่งชาติ"  หลังจากก่อนนี้เคยได้ประชุมกันแล้วเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา....

การประชุมครั้งนี้มีองค์กรนิสิตเข้าร่วมมากกว่าครั้งแรก  โดยเฉพาะในกลุ่มของชมรมต่าง ๆ  และครั้งนี้ก็มีความชัดเจนในเรื่องรูปแบบของกิจกรรมมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นรูปเป็นร่างอย่างน่าชื่นชม 

ที่สำคัญคือการประชุมครั้งนี้เป็นเวทีทางความคิดที่บรรดาผู้นำนิสิตได้ถกคิดและแลกเปลี่ยนทัศนะกันเอง  โดยที่เราทำหน้าที่เป็นแต่เพียงที่ปรึกษา คอยสังเกตการณ์และให้คำปรึกษาอยู่อย่างห่าง ๆ 

ทั้งนี้  ผมก็ยังยืนยันทำนองเดิมว่ากิจกรรมวันเด็กไม่ไช่กิจกรรมที่ซับซ้อนอะไรนัก  เพียงแต่หลับตาจินตนาการกลับสู่วัยวันที่นิสิตเคยก๋ากั่นวิ่งเล่นอยู่ในงานวันเด็ก  ชอบอะไร ! อยากได้อะไร !  ก็สามารถนำมาประยุกต์  หรือบูรณาการให้สอดรับ (ร่วมสมัย)  กับสังคมของเด็กได้เลยทันที  ซึ่งก็น่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่อยาก 

แต่กระนั้น,  ก็ต้องไม่พยายามยัดเยียดในสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก  โดยถึงแม้ว่าในความเป็นจริง  เราต่างอาจจะจำยอมต่อวัฒนธรรมบริโภคนิยมไปบ้างแล้วก็ตาม  และถึงแม้สังคมวันนี้จะเต็มไปด้วยศัตรูที่หลากหลายและลื่นไหลมากเพียงใด  แต่  "เด็ก"  ก็ยังเป็น "คนของความหวัง"  หรือเป็น "คนของพรุ่งนี้"  ของสังคมและประเทศชาติเสมอ !

ที่ประชุมของนิสิตมีมติเห็นชอบการจัดกิจกรรมต่าง ๆ  อาทิ  ด้านวิทยาศาสตร์  ด้านสุขภาพ  ด้านศิลปะ (ดนตรี ขับร้อง นาฏศิลป์  ทัศนศิลป์  วรรณศิลป์)  ด้านสารสนเทศ  ด้านกีฬา  ด้านนันทนาการและเบ็ดเตล็ดเป็นต้น  ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ในภาพรวมในลักษณะ "บันเทิง - เริงปัญญา" ที่ครบครันไม่ด้อยไปกว่าที่ผ่านมา

หากแต่แตกต่างไปจากทุกครั้งก็ตรงที่ว่า มีการระดมความคิดแลกเปลี่ยนและร่วมกำหนดรูปแบบกันอย่างกว้างขวางในหมู่นิสิต  รวมถึงการกล้าที่จะแหวกขนบเดิม ๆ  ออกมา  ไม่เน้นกิจกรรมที่ฟุ่มเฟือยและมอมเมา ทั้งทางความคิดและอื่น ๆ

นิสิตได้ถามผมว่า...."เห็นชอบด้วยหรือไม่ ?"    

ผม,  ตอบสั้น ๆ ตรง ๆ ว่า "ผมเห็นดีด้วยกับมติของนิสิต" !

 เมื่อลองคิด  ก็ควรลองลงมือทำตามวิถีคิดของตนเองดูบ้าง  จะได้เกิดกระบวนการแห่งการเรียนรู้ที่ชัดเจน  แต่ให้มั่นใจว่ามหาวิทยาลัยจะยังคอยช่วยเหลือและเฝ้าดูอยู่อย่างใกล้ชิด

.....

ผมขออนุญาตออกจากห้องประชุมเร็วกว่าปกติ  เพียงเพราะต้องการให้นิสิตได้ถกคิดและหารือกันอย่างลึกซึ้ง  (เป็นส่วนตัวมากขึ้น)  แต่กระนั้นไม่นานนัก,  ผู้นำองค์กรนิสิตก็ติดตามออกมาพูดคุยกับผมด้วยกังขาว่า  เพราะเหตุใดผมและเจ้าหน้าที่จึงเห็นดีเห็นงามกับแนวคิดของนิสิตอย่างง่ายดาย  โดยแทบจะไม่โต้แย้งอะไรเลย....

ผมไม่รู้จะบอกกล่าวเล่าความอันใดดีกับนิสิตเพื่อให้เขามั่นใจว่าเรายังคงปักหลักเป็นพี่เลี้ยงเหมือนเดิมนั่นแหละ  เพราะยังไงเสีย  "เวทีนี้ก็ยังคงต้องมีพี่เลี้ยง"  อยู่ดี  แต่ขณะนี้เพียงปรารถนา   "อยากให้นิสิตได้ทำในสิ่งที่คิด และได้คิดในสิ่งที่อยากทำ"  เท่านั้นเอง

.....

ก่อนนิสิตจะขออนุญาตกลับเข้าห้องประชุม  ผมมองเห็นแววตาฉายฉานประกายความฝันและความมั่นใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  ผมยื่นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนด้วยลายมืออันร้อนรนยื่นให้กับเขาไป  และไม่รอที่จะดูว่านิสิตจะเปิดอ่านที่ไหน ? เวลาใด ?หรืออย่างไร...?

และแม้แต่ตอนนี้  เขาจะเปิดอ่านหรือยังผมก็ไม่รู้  ....

ผมรู้แต่เพียงว่าในกระดาษแผ่นเล็กแผ่นนั้น ,  ผมเขียนคำ 3  คำไว้ อันเป็นหัวใจหลักที่ผมอยากให้ผู้นำนิสิตในยุคนี้เรียนรู้และตระหนักไว้เสมอ นั่นก็คือ

          กล้าคิด     brave  to  think

          กล้าทำ     brave  to  take action

          กล้ารับผิดชอบ   brave to  take responsibility

แต่สำหรับผมแล้ว.  ผมกล้าที่จะให้เขาคิด  กล้าที่จะให้เขาทำ และกล้าที่จะร่วมรับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำ...