GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

จากห้องกรรมฐานสู่สังเวียนชิงแชมป์โลก- -เส้นทางชีวิตที่พลิกผันของ "เด็กวัดห้วยส้ม"

ฉันค้นพบอีกครั้งว่า ในยามคับขัน หรือเมื่อมีเหตุการณ์ "ทุกข์" มาีีบีบคั้นถึงที่สุด สติที่ได้รับการฝึกไว้จะคอยมาอุปถัมภ์ช่วยให้ผ่านมาได้ด้วยดีเสมอ

 

World Championship Duel ภาพการแข่งขันชิงแชมป์โลกเทคนิคการใช้ดาบสั้น Kodachi ในกีฬาซามูไรของญี่ปุ่นที่ยังไม่เป็นที่รู้ี่จักในเมืองไทยเท่าใดนัก ชื่อว่า spochan ในการแข่งขัน  Spochan World Championship ครั้งที่ ๓๒ ที่เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ ๑๒ พ.ย. ๒๕๔๙ ระหว่างผู้เขียน ซึ่งลงแข่งในนามทีมชาติไทยกับตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่น เจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกในปี ๔๘

 ตอนเป็นเด็ก ฉันเป็นเด็กเรียนอ้วนปุ๊กลุก จำได้ว่าไม่ชอบเล่นกีฬาเพราะชอบแต่จะอ่านหนังสือลูกเดียว

 

ก็เลยตกลงไม่ทราบว่าเรียนเก่งเพราะอ้วน(เพราะไม่มีแรงไปเล่น

กีฬา จึงเอาแต่อ่านหนังสือ) หรือเปล่า แหะ ๆ

 

่โต ๆ ขึ้นมาก็ไม่ค่อยเก่งแล้ว  แต่อาศัยได้ครูบาอาจารย์ดี และ

เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย  ก็ถู ๆ ไถ ๆ ไปเรื่อย ๆตามเรื่องตามราว  พอจะสรุปได้ว่า มีความเจริญรุ่งเรืองพอสมควรแก่อัตภาพเด็กอ้วนคนหนึ่ง

 

จากการเรียน สู่การงาน ชีวิตก็ยังดำเนินเรื่อยไป  ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร แต่ก็เหมือนกับยังขาด ๆ อะไรอยู่

 

แต่ขาดอะไรนั้น ตัวฉันเองก็ยังไม่รู้  รู้อยู่แต่ว่า ฉันเป็นนักแสวงหาตัวยงคนหนึ่ง  

 

จนกระทั่งเมื่อกลางปี ๒๕๔๕ วิบากเก่าก็ถึงเวลาให้ผลเสียที  รอกันมาตั้งครึ่งค่อนชีวิตแล้ว (ยังทำเป็นบ่น ตัวเองสร้างมาเอง)  ฉันก็ได้เริ่มเข้าคอร์สพัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญาและสันติสุขเป็นครั้งแรก

 

พอได้หัดทำเป็นครั้งแรก ที่บ้านไรวา  ฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก  เพราะเหมือนกับว่าได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่า "มีอย่างนี้่ด้วยหรือ"

และรู้ึสึกว่า วิชานี้่ยังมีอะไรให้เรียนรู้ได้อีกเยอะ  และนี่แหละคือสิ่ิงที่ฉันตามหามาตลอดชีวิต ฉันหาเจอแล้ว  ฉันมีความพึงพอใจมาก  แต่ในขณะเดียวกัน  ฉันก็ยังมีความสงสัยใคร่รู้ในเรื่องราวประเด็นปลีกย่อยต่าง ๆ ของการปฏิบัติเพิ่มเติมด้วย  

 

แต่ที่บ้านไรวาเป็นการสอนคอร์สเฉพาะกิจ  มีทีมวิทยาการเดินสายมาสอนแล้วก็จากไป  ฉันก็เข้าเวบในทันใดเพื่อเสาะแสวงหาผู้ที่จะมาเป็นอาจารย์ของฉัน

 

แล้วฉันก็พบที่ที่ถูกใจ  คือ ที่ มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ ่  โดย อ.พิชัย กรรณกุลสุนทร   ที่ท่านเขียนบล็อก อยู่ที่นี่ด้วย  ฉันก็สมัครไปทันที

 

ที่นี่ให้คำตอบฉันทุกอย่างที่ฉันสงสัย  และฉันไม่เคยมีความสุขอย่างนี้มาก่อน  ทั้ง ๆ ที่ฉันก็นึกว่าีชีิวิตฉันไม่เคยทุกข์ร้อนอะไร (นอกจากอ้วนนิดหน่อย)  มีความสุขมากจนแทบจะต้องหยิกตัวเองเพราะมันเหมือนจะฝันไป

 

เมื่อมันดีขนาดนั้น ฉันก็เลยหาเวลากลับไปอีก และกลับไปอีก  จนกระทั่งฉันตัดสินใจเปลี่ยนงานด้านที่ปรึกษาธุรกิจการตลาด การโฆษณาที่ฉันทำ  มาเรียนป.เอกและสอนหนังสือไปด้วย  เพราะฉันเกิดใจมุ่งมั่นอยากจะทำวิทยานิพนธ์เรื่องเกี่ยวกับการเจริญสติ

เป็นธรรมทานให้กับโลกสักชิ้นหนึ่ง  หวังว่าคงจะเสร็จทันก่อนฉันตายไป

 

เรื่องมันยาว  แต่ตัดลงให้สั้นก็คือ  หัวข้อในการทำป.เอกฉันเริ่มเข้าประเด็นจากการที่จะศึกษาวิปัสสนาใน

ระดับโลก เข้ามาเป็นศึกษาเปรียบเทียบกับเซนในญี่ปุ่น  แล้วฉันก็เริ่มขมวดไปในเิชิงสังคมศาสตร์  เพราะเซนรุ่งเรืองที่สุดในยุคที่ซามูไรเรืองอำนาจ  ฉันเลยอยากเปรียบเทียบกับอะไรสมัยนั้น  และฉันไปค้นพบอะไรหลาย ๆ อย่างที่พอจะทำให้ฉันดึงมาเป็นประเด็นเขียนได้แล้ว (แต่ขออุบไว้ก่อน)

 

การเรียนของฉันทำให้ฉันได้ไปเรียนการทำสมาธิแบบเซนด้วยดาบซามูไร

เพื่อที่จะได้นำมาทำความเข้าใจและเปรียบเทียบกับวิปัสสนาด้วย  ตรงนี้เอง  ที่เด็กอ้วนคนนั้นได้เริ่มฝึกศิลปป้องกันตัวนานาชนิดอย่างจริงจัง  เพราะตั้งแต่เลิกเล่นเทควันโดไปตั้งแต่เด็ก  และมาเล่นอีกนิดหน่อยตอนโต  ฉันก็ไม่ได้เล่นศิลปป้ิองกันตัวใด ๆ มานานมากแล้ว

 

ฉันพบว่า  หลายอย่างที่ฉันเรียนในวิชาดาบซามูไร  มันก็คือการเจริญสตินั่นเอง  ฉันจึงมีความสุขกับการเรียนภาคปฏิบัติของฉันมาก

 

ข้ามไปอีกหลาย ๆ เรื่องเลยก็แล้วกัน  สรุปว่า วันหนึ่ง ฉันก็ํได้มานั่ง

ป๋อหลออยู่ที่ญี่ปุ่นนี่ เพื่อวิจัยในหัวข้อป.เอกของฉันนี่แหละ  ประจวบเหมาะกับช่วงที่ฉันมานี้  เป็นฤดูการการแข่งขันของกีฬาดาบซามูไรพอดีกระมัง  เพราะมีตารางการแ่ข่งขันชุกมาก  ทั้งของเมือง ของจังหวัด ของภาค  ของประเทศ  จนไปถึงชิงแชมป์โลก    เซนเซเห็นเป็นโอกาสอันดี  เลยไปจัดแจงสมัครให้ฉันลงแข่งเสร็จเรียบร้อย  โดยฉันไม่ต้องเสียค่าสมัครหรือติดต่ออะไรเองเลย  

 

ระบบการเรียนศิลปป้องกันตัวแบบโบราณของญี่ปุ่นนั้่น  ถ้าเขารับเราเป็นลูกศิษย์แล้ว  เขาก็มักจะดูแลเราเหมือนเป็นคนในครอบครัว  คือ ปวดหัว ตัวร้อน ฯลฯ  ก็จะดูแลถึงที่สุด  งานนี้ก็เช่นกัน  ฉันไม่ต้องทำอะไรเลย  เซนเซเป็นธุระจัดการให้ทุกอย่าง จนฉันรู้สึกเกรงใจมาก  แล้วก็กลัวเซนเซจะขายหน้าเขาด้วย ฉันก็เลยพาลเครียดไปกันใหญ่เวลาซ้อม

 

แล้วบางที เวลาคนเรากลัวอะไรมาก ๆ  บางครั้งโชคชะตาเหมือนจะแกล้งให้ได้เจออย่างนั้นนะ  อย่างฉันจับฉลากการแข่งขันเทคนิคการใช้ดาบซามูไร ซึ่งเป็นการ

แข่งขันไฮไลท์หนึ่งทีเดียวของการชิงแชมป์โลกในวันนั้น เพราะเป็นการแข่งที่ต้องใช้สมาธิสูงมากา  ฉันก็ดันไปจับเจอกับญี่ปุ่น ที่มีศักดิ็ศรีเป็นถึงแชมป์โลกเก่าในปีก่อนหน้า  โดยเจอกันตั้งแต่รอบแรก  ซึ่งฟังดูก็ค่อนข้างน่าเซ็งเล็กน้อย

 ฉันดูคู่แล้ว คู่เล่า ที่ออกไปแข่ง  แต่ละปรเทศก็ดวลกันไปทีละคู่ ๆ  คู่ฉันกับญี่ปุ่นเป็นคู่สุดท้าย  ระหว่างที่ดู  ฉันอดคิดในใจไม่ได้ว่า  แหม...ถ้าให้เราแข่งกับประเทศนู้น ประเทศนี้ ก็มีสิทธิ์ลุ้นแล้วนะนี่  ฯลฯ แต่ก็คงเป็นเพราะเหตุปัจจัยเราทำมาได้ดีพอนั่นเอง  จึงเจอกระดูกซะขนาดนั้นในรอบแรก

 

ในเวลาคับขันอย่างนั้นเอง  ที่ฉันรู้ตัวเลยว่า  วิชาการเจริญสติที่เคยได้ฝึกมาบ้างนั้น  มันขึ้นมาทำหน้าที่อุปถัมภ์ของมันเองเลยแบบไม่ได้ตั้งใจ

 

ตอนที่กรรมการให้สัญญาณฉันกับผู้เข้าแข่งขันจากญี่ปุ่นเข้าประจำที่นั้น  ฉันเห็นกล้องเป็นร้อย พัน หมื่นกล้องเห็นจะได้ รายล้อมอยู่ด้านหน้าฉันแน่นขนัดไปหมด  เขามาทำข่าวแม่สาวคนที่ฉันต้องแข่งด้วยนั่นเอง เธอดังมาก  เขาว่าอย่างนั้น

 ไหนจะกล้องทีวีของเอ็นเอชเค และสถานีอื่น ๆ และกล้องนักข่าว กล้องผู้เข้าแข่งขันคนอื่นจากรายการแข่งขันอื่น ๆ  และกล้องจากผู้เข้าชม ฯลฯ  ฉันตาลายไปหมดจริง ๆ

 ตามปกติ  ฉันเป็นคนที่ขี้ตกใจ แล้วก็ขี้กลัวอย่างเหลือร้าย  จำได้ว่า  ระหว่างที่นั่งรออยู่  ฉันตั้งจิตอธิษฐานถึงในหลวงทันที  บอกว่า มาทำหน้าที่หนนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง  แต่ทำเพื่อชาติ เพื่อในหลวง  ขอให้ทำออกมาได้ไม่ขายหน้าประเทศชาติด้วยเถิด  อยากทำอะไรดี ๆ ถวายท่าน  แล้วจากนั้นฉันก็เริ่มตั้งใจเจริญสติตามวิธีที่ได้เคยฝึกมาที่วัดห้วยส้ม

จากอาจารย็์ทั้งสองท่าน

 

พอถึงวินาทีที่กรรมการเสื้อขาวที่เห็นในภาพ  ออกคำสั่งเรียกผู้เข้าแข่งขันทั้งสองคนออกไปยืนประจำที่พร้อมแข่งในท่าแรกจริง ๆ เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์มาก  ที่ใจฉันกลับนิ่ง สงบ สบาย เหมือน ๆ จะใกล้เข้าอารมณ์ปิติแล้วด้วยซ้ำ  มันเป็นความรู้สึกที่นิ่งมากเหมือนจะสามารถยิ้มกับตัวเองและ

โลกกว้างได้เลยด้วย  และพอเขาออกคำสั่งท่าแรก  คือ ท่าฟันศีรษะ (ที่เห็นในภาพ) ฉันก็รู้สึกเหมือนตัวฉันมีพลังดีดออกไปข้างหน้าพร้อมกับเปล่งเสียง

กำลังภายในออกมาจากท้องเหมือนที่เซนเซเคยสอนไว้ได้อย่างไม่เคยทำได้มาก่อน

โดย ตลอดเวลานั้น  ใจไม่เคยออกมาจากสมาธิที่นิ่งและชัดเจนเลย

 

อีกประการหนึ่งก็คือ  การแข่งประเภทนี้จะต้องมีการออกเสียงประกอบ

และตอนซ้อมฉันจะรู้สึกใจถูกรบกวนด้วยเสียงแม่คนนี้มาก เพราะเธอ

เสียงดังข้ามมาอีกฝั่งหนึ่งของสนามกีฬาแห่งนี้ทีเดียว  ทั้งเสียงร้อง และเสียงกระทืบเท้าของเธอเวลาออกดาบ แต่เวลาแข่งจริง  ฉันกลับไม่ได้ยินเสียงเธอเลย  ไม่ได้ยินหรือรับรู้แม้นกระทั่งว่าเธอมีตัวตนอยู่ตรงนั้นด้วยซ้ำไป  นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจจรย์ใจมาก  ถ้าชีวิตจริงฉันสามารถปิดสวิทช์ทุกครั้งได้ที่ต้องการอย่างนี้เวลาที่ไม่ต้องการ

ได้ยินเสียงอะไรก็คงจะวิเศษมากไม่น้อย  

 

  ฉันแข่งต่อไปจนจบหมดทุกท่า  และถึงแม้ฉันจะแพ้แม่แชมป์โลกสาวคนนี้ในการแข่งขันประเภทนี้  แต่อย่างน้อยฉันก็คิดว่าฉันได้เรียนรู้อะไรจากตรงนี้อีกเยอะมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ "ดูใจ" ของตัวเองเวลามีทุกข์ หรือ ความเครียด ความกลัว เข้ามาบีบคั้นอย่างสุด ๆ    อย่างน้อย ๆ ฉันค้นพบอีกครั้งแล้วว่า ในยามคับขัน หรือเมื่อมีเหตุการณ์ "ทุกข์" มาีีบีบคั้นถึงที่สุด สติที่ได้รับการฝึกไว้จะคอยมาอุปถัมภ์ช่วยให้ผ่านมาได้ด้วยดีเสมอ

 

 ถือป้ายธงชาติไทย

 ครั้งหนึ่งในชีวิต  กับการได้เป็นตัวแทนถือป้ายที่เขียนว่า "ราชอาณาจักรไทย"  นับเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุดอย่างหนึ่งของชีวิต

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 70764
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

     อ่านเพลินไปเลยครับ มีอะไรฝังอยู่ในบันทึกเยอะมากนะครับ จะแข่งอีกเมื่อไหร่เป็นกำลังใจให้นะครับ

ยอดมาก! อาจารย์ภูมิใจในตัวเด็กอ้วน(นิดหน่อย)คนนี้...สติเป็นที่ปรารถนาในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ

อืมส์...เห็นรูปแล้ว ชักอยากไปเรียนฟันดาบบ้าง

แต่ตอนนี้ยังเดินสามขาอยู่เลย ขอตัวก่อนก็แล้วกัน

อาจารย์ว่าหนูดูผอมไปนะ

พิชัย

ขอบคุณค่ะ คุณชายขอบ  หลังจากวันนั้นก็มีอีกหลายทัวร์นาเม้นท์ค่ะ ถ้ามีแรงจะเขียนเล่าอีกนะคะ  ขอบพระคุณที่กรุณาแวะมาคอมเม้นท์และให้กำลังใจนะคะ

-----------------------

 ขอบพระคุณค่ะ อาจารย์ แหะ ๆ หนูก็ยุบหนอ พองหนอ ไปตามกาลน่ะค่ะ มันเป็นเรื่องของความไม่เที่ยง  ตอนนี้หมดฤดูกาลแ่ข่งขันชั่วคราว หนูก็กลับมา พองหนออีกแล้ว แย่จริง

 ถ้าอาจารย์มาเรียนดาบอาจารย์ต้องไปโลดแน่เลยค่ะ เพราะเป็นเรื่องของการเจริญสติกับสมาธิล้วน ๆ เลย  ว่าแต่ว่า อาจารย์ไปทำอะไรถึงต้องเดินสามขาคะ์?