ในวันนี้ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมฐานเรียนรู้ของน้องกิ่งที่อำเภอพุทไธสง  จังหวัดบุรีรัมย์และฐานเรียนรู้ของพ่อทอง ศรีธรรมมาได้เรียนรู้จากภูมิปัญญาชาวบ้านอีก 3 ท่านมีพ่อกว้าง    พ่อวิจิตร  และพ่ออุ่น  ที่แสนใจดี บอกเล่าทุกเรื่องที่ท่านได้ทำ KM ที่ผ่านมา

         พ่อ  ทุกท่าน เดินทางมาสวนน้องกิ่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส  พร้อมใจที่ลุย KM  กันต่อไปย่างเต็มที่   พ่อกว้างและพ่อวิจิตรมาพร้อมรุกคุณแต๋นคู่ใจพร้อมทั้งอุปกรณ์การสอนครบครัน  ส่วนพ่ออุ่นและพ่อทองมาพร้อมกับรถมอเตอร์ไซด์เพื่อนยากพร้อมมาดหล่อเหลาเอาการที่ใครก็คาดไม่ถึง  พ่อ ๆ ทุกท่านบอกว่าทำ KM แล้วลืมแก่ทำให้หน้าตาดีตามไปด้วย

         ในภาพรวมนั้นทุกท่านบอกว่าดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการ KM  เพราะทำให้ได้เรียนรู้และถ่ายทอดความรู้และสิ่งดีงามให้แก่กันและกันและเปิดโอกาสให้ตนเองได้เรียนรู้โลกกว้างจากที่เคยรู้จักแต่ตัวเองและเคยทำแต่สิ่งเดิม ๆ มาพัฒนาการทำงานในแบบใหม่อย่างมีระบบภายใต้การจัดการความรู้

        พ่อกว้างบอกว่า การทำ KM ทำให้รู้ว่ายังมีความรู้อีกมากมายที่เรามีแต่ไม่ได้เอามาใช้ไม่ได้เอามาจัดการเพราะเคยชินกับอะไรที่ง่าย ๆ จนแทบจะไม่หลงเหลือความรู้ดั้งเดิมของตนเองรวมทั้งยังดูถูกความรู้เดิม ๆ อีกด้วย   โดยที่พ่อกว้างนั้นได้ชูประเด็นการพัฒนาพันธุ์ข้าวเป็นพระเอก  แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านได้ทิ้งการทำ KM   ในเรื่องอื่นแต่ท่านได้พยายามให้ทุกคนมองเห็นว่า การปลูกข้าว การปลูกพืชผักและการเลี้ยงสัตว์เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธุ์กัน เพราะพืชต้องพึ่งพาปุ๋ยจากสัตว์และสัตว์ก็ยังต้องพึ่งพาอาหารจากพืช  สำคัญที่สุดต้องอาศัยการจัดการอย่างเป็นระบบของเจ้าของด้วย

       นอกนั้นพ่อกว้างยังมีมุมมองต่อเรื่องการจัดการความรู้เกี่ยวกับโคว่า  จะเลี้ยงโคให้ดีต้องมีอาหาร  เหมือนคนเราได้รับอาหารดีมีเพียงพอก็จะเจริบเติบโตดี สติปัญญาดี  การเลี้ยงโคก็เช่นกัน

      ไม่มีเจ้าโคคนไหนดีใจที่เห็นโคผอม

      เจ้าของโคจะดีใจและเป็นสุขเมื่อเห็นโคอ้วนถ้วนสมบูรณ์

      เมื่อต้องการให้โคสมบูรณ์ก็ต้องให้โคได้กินอาหารสมบูรณ์ด้วย  พ่อกว้างได้แนวคิดจากท่านครูบา ว่าการเลี้ยงโคทุกวันนี้ต้องให้หญ้ามาหาโค ไม่ใช่ให้โคไปหาหญ้า  จึงตัดสินใจปลูกหญ้าเลี้ยงโค ในขณะเดียวกันก็ต้องการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการเลี้ยงโคด้วย  จึงยอมสละที่นาของตนเองไปหลายไร่มาทำนาหญ้าให้ชาวบ้านร่วมเรียนรู้กันเป็นกลุ่มทดลองปลูกหญ้ากินนีสีม่วงมาเลี้ยงโคจนชาวบ้านประจักษ์ในสายตาว่าเกิดผลดีจริง  ทุกวันนี้นอกจากชาวบ้านจะมีแปลงหญ้าของกลุ่มแล้วทุกคนยังนำแนวคิดในเรื่องการทำนาหญ้าไปทำในพื้นที่ของตนเองเพื่อเลี้ยงโคได้เป็นอย่างดี  ซึ่งถือว่าเป็นกุสโลบายที่แยบยล เพราะถ้าพ่อกว้างไปสนับสนุนให้ทุกคนปลูกหญ้าที่นาของตนเองตั้งแต่แรกคงไม่ประสบผลสำเร็จ ด้วยข้ออ้างประการทั้งปวงเพราะความเคยชินที่ทำแต่นาข้าวมาตลอด  จึงยอมเสียสละเพื่อให้เกิดการเรียนรู้จริงและนำไปทำได้อย่างไม่กังขา  และที่แน่ไปกว่านั้นหญ้าที่นาของพ่อกว้างจะมีรสเค็มปะแล่ม ๆ นิดเพราะใช้น้ำกร่อยรดหญ้า เป็นการเพิ่มแร่ธาตุให้โคไปในตัว  ท่านบอกว่าได้ลองชิมหญ้าด้วยตนเองเพื่อเป็นการการันตีในสิ่งที่ตนเองทำ

      เมื่อได้ทำในเรื่องการทำนาหญ้าเลี้ยงโคประสบผลสำเร็จแล้วท่านก็ได้ทำเรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าวไปด้วย เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่ดีเหมาะสมกับท้องถิ่น  และการทำนาก็มีผลพลอยได้ตามมาคือฟางข้าว

      แต่คนทั่วไปฟางข้าวจะเก็บเกี่ยวได้รอบเดียวก็หมด คือหลังเกี่ยวหลังนวด  แต่สำหรับพ่อกว้าง ลงทุนทำนาครั้งเดียว เกี่ยวข้าวได้  2  ครั้ง และเกี่ยวฟางข้าวได้ 3  ครั้ง  ซึ่งเป็นการลงทุนที่ค้มค่า

      ก็ไม่ยากแต่ต้องขยันและจัดการถูก

      เกี่ยวครั้งแรก ได้ข้าว และฟางข้าว

      เกี่ยวครั้งที่สองเกี่ยวซังข้าวที่ยังสดโดยเหลือสูงจากพื้นประมาณ 1  ฟุต

      เมื่อเกี่ยวซังข้าวแล้วปล่อยน้ำเข้าแปลงนาก็จะได้ลูกข้าว

     จ้างคนอื่นเกี่ยวลูกข้าว แบ่งข้าวกัยคนละครึ่ง พ่อกว้างได้ข้าวรอบสอง และฟางข้าวรอบสาม

     วัวได้กินฟางที่ยังสดใหม่อยู่เรื่อย ๆ  คุณค่าอาหารย่อมมากกว่าฟางแห้ง ๆ ที่เก็บไว้นาน ๆ ไม่ต่างจากปลาแห้งที่ตากแล้วตากอีกจนแข็งโป๊ก เป็นใครคงไม่อยากิน เช่นเดียวกันกับโคที่กินแต่หญ้าแห้งอาจเหมือนเบื่อได้ซักวันก็เป็นได้

     นอกจากนั้นแล้วเมล็ดข้าวที่ได้จากการเกี่ยวลูกข้าวก็สามารถนำไปเลี้ยงโค หมู เป็ด ไก่ได้อีกทอด