เพราะที่นี่ เปิดกว้าง ! เปิดใจ ! และเปิดรับการเรียนรู้อย่างไม่มีขอบเขต! เป็นเสมือนโลกแห่งการเรียนรู้ที่มีอาณาจักรอันกว้างใหญ่ ต่อเติมและเติมเต็มความหมายของ "ชีวิต" ได้อย่างน่าประทับใจ !!!

"โลกไม่เงียบเหงา เพราะยังมีคนให้เราได้คิดถึง"  ณ  ห้วงเวลานี้ผมรู้สึกเช่นนี้จริงๆ  ....

ในคืนสุดท้ายของปีเก่า,  ผมเฝ้าเกาะติดสถานการณ์เหตุวางระเบิดในกรุงเทพมหานครอย่างไม่กะพริบตา  ส่งความห่วงใยและกำลังใจไปถึงผู้ต้องชะตากรรม หรือแม้แต่หลากหลายคนที่ยังเดินและกรีดกรายไปทั่วท้องถนนกรุงเทพฯ   เพียงเพราะรู้สึกว่า เราคือ คนไทยด้วยกัน คือ มนุษยชาติที่ยังต้องการความอาทรอย่างจริงใจ....

ถึงแม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะก่อเกิดความสะเทือนใจต่อผมเป็นอย่างมาก  แต่ก็ยังถือว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่เปลี่ยวเหงา  เพราะยังมีคนให้เราได้คิดถึง...

ถัดจากนั้นไม่นาน,  ผมก็จำต้องนั่งรับโทรศัพท์จากพี่น้องผองเพื่อนที่ส่งเสียงมาไกลจากสถานที่ที่แตกต่างกัน  แต่ทั้งหลายก็มาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน คือ "การอวยพรปีใหม่"   บ้างส่งเสียงทักทายอย่างอบอุ่น แต่บางรายก็สุ่มเสียงโหยกเหยกโอนเอนด้วยน้ำเมา หรือไม่ก็กำลังร้องคาราโอเกะกระหึ่มเสียงอย่างสนุกสนาน  แต่ทุกคนก็ปักหลักฉลองกันภายในบ้านของตนเองกันทั้งนั้น และส่วนหนึ่งก็ส่งเป็นข้อความมาทางโทรศัพท์  ....ลำบากผมต้องสะดุ้งเป็นระยะ ๆ กับเสียงตี๊ด ๆ ๆ ... เพื่อเปิดอ่านข้อความแห่งความรู้สึกของมนุษยชาติผู้คุ้นเคย

เป็นค่ำคืนที่มีความหมายและอบอุ่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคืนบางคืนในรอบปีเก่าที่เพิ่งผ่านพ้นไป.... 

ถึงแม้ส่วนใหญ่ไม่ได้พูดคุยกันยาวนานนัก  เพราะต่างก็มาเพื่อบอกกล่าวความรู้สึกดี ๆ ในวันปีใหม่กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น "สวัสดีปีใหม่, สุขสันต์วันปีใหม่, สุขภาพแข็งแรง อายุยืน, ร่ำรวยเงินทอง" และอีกจิปาถะ 

สำหรับผมแล้ว..มันเป็น  ค่ำคืนที่ไม่เปลี่ยวเหงา เพราะยังมีคนให้เราได้คิดถึง...

ในทำนองเดียวกันนี้, ค่ำคืนนี้ก็ไม่เปลี่ยวเหงา เพราะยังมีคนที่กำลังคิดถึงเราอยู่เช่นกัน..

ซึ่งรวมความแล้วก็คือ โลกนี้ไม่เงียบเหงา  เพราะยังมีคนให้เราได้คิดถึง..!!

จนท้ายที่สุด,  เมื่อล่วงเข้าวันใหม่และเกือบย่างเข้า 02.00 นาฬิกา เสียงทักทายต่าง ๆ จึงเริ่มเงียบหายไป แต่ก็ทิ้งกลิ่นอายแห่งความคิดถึง และความอบอุ่นห่มคลุมอยู่ให้ห้วงความรู้สึกของผมอย่างเต็มล้น

.......

การเงียบหายไปของเสียงแห่งความปรารถนาดีอันมีโทรศัพท์คอยทำหน้าที่เป็นสื่อบอกเล่าความรู้สึกอันดีงามมายังผม - ยังผลให้ผมได้มีเวลากลับมาเปิดโน้ตบุ๊คเพื่อเข้าสู่เวที "แลกเปลี่ยน - เรียนรู้" อีกหน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปิดเครื่องไว้ตั้งแต่ละครหลังข่าวเริ่มเปิดตัวขึ้น...

ผมเชื่อและรู้สึกอยู่อย่างหนึ่งก็คือเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือแม้แต่ใครอื่นจะเรียกเวทีแห่ง "การจัดการความรู้"  ก็ช่างเถอะ,  เป็นอีกเวทีหนึ่งที่มำให้ผมรู้สึกว่า  โลกนี้ไม่เงียบเหงา  เพราะยังมีคนให้เราได้คิดถึง..

ทุกครั้งที่ท่องเข้าสู่เวทีนี้...  ผมจะพบปรากฎการณ์แห่งกำลังใจ  ความปรารถนาดี  การแบ่งปันไม่รู้จบ และการบ่มเพาะปัญญาอย่างเอื้ออาทร! รวมถึงความรู้สึกอันดีงามที่ผู้คนหยิบยื่นให้กันและกันอย่างเป็นกันเอง

จึงไม่แปลกที่ผมมักจะกล่าวไว้เสมอในเวทีแห่งนี้ว่า "โลกนี้ไม่เงียบเหงา   เพราะยังมีคนให้เราได้คิดถึง.." และกล้าที่จะแอ่นอกพูดอย่างไม่อายปากว่าคนในเวทีแห่งนี้  คือคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ผม "คิดถึง" และ "หลงรัก"

เพราะที่นี่ เปิดกว้าง !  เปิดใจ ! และเปิดรับการเรียนรู้อย่างไม่มีขอบเขต!   เป็นเสมือนโลกแห่งการเรียนรู้ที่มีอาณาจักรอันกว้างใหญ่ ต่อเติมและเติมเต็มความหมายของ "ชีวิต" ได้อย่างน่าประทับใจ !!!

.....

ขอบคุณพี่น้องผองเพื่อนที่ส่งความรู้สึกอันดีงามผ่านมายังโทรศัพท์ในค่ำคืนปีเก่าและขานรับปีใหม่ก่อนพระอาทิตย์จะฉีกยิ้มกับขอบฟ้า  รวมความถึงขอบคุณเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ช่วยให้ผมรู้สึกเสมอว่า "โลกนี้ไม่เงียบเหงา  เพราะยังมีคนให้เราได้คิดถึง.."

เช่นกัน,  ขอบคุณที่เติมเต็มและทำให้ "ชีวิต" มีความกระจ่างชัดขึ้น  ...

.....

การนิยามความหมายของชีวิต

ย่อมแตกต่างไปตามแต่บุคคล

เพราะแต่ละคน

ย่อมมีโอกาสได้เรียนรู้ชีวิตในแง่มุมที่ต่างกัน

แง่มุมชีวิตที่แตกต่างกันนั้น

ย่อมสะท้อนความหลากหลายของเรื่องราว

ซึ่งหมุนเวียนสัญจรเข้าสู่จังหวะชีวิตของแต่ละคน

ฉะนี้แล้ว

การแลกเปลี่ยนเรื่องราวอันเป็นแง่มุมชีวิตสู่กันและกัน

ย่อมช่วยให้การนิยามความหมายของคำว่า "ชีวิต"

มีความกระจ่างชัดและสมบูรณ์ขึ้นเท่าตัว

.....

ขอบคุณ (อีกครั้ง)  กับทุก ๆ ชีวิตที่ทำให้โลกนี้ไม่เงียบเหงา เพราะยังมีคนให้เราได้คิดถึง