แทนที่จะใบ้คำที่เกี่ยวกับคำคมอย่างเดียว แต่เด็กๆ กลับเพิ่มการบอกใบ้ว่าด้วยสัตว์ชนิดต่างๆ เข้ามาสมทบ กรณีดังกล่าว ทั้งผมและทีมงานก็ไม่ได้ติดขัดอะไร  เรียกได้ว่า “ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง”  ก็ว่าได้ เพราะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้กำหนดการเรียนรู้ด้วยตนเอง  ซึ่งก็ช่วยให้ผมและทีมงานมองเห็นว่า “เด็กๆ มีต้นทุนอะไรบ้าง” หรือแม้แต่เป็นการฝึกทักษะ “ความคิดสร้างสรรค์” ให้กับเด็กๆ ไปในตัว

บ้านหลังเรียนในวันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน 2565 ณ สวนลุงวิทย์ บ้านหนองบัว ตำบลดอนกอก อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์) ปรับเปลี่ยนเวลาจากเช้ามาบ่าย เห็นได้ชัดว่าเด็กๆ ในหมู่บ้านมาเร็วกว่าเวลานัดหมายเล็กน้อย 

ก่อนเข้ากระบวนการเรียนรู้  ทีมงานนำ “หนังสือใหม่” มาแนะนำ  เพื่อปลุกเร้าให้เด็กๆ นำกลับไปอ่านที่บ้าน พร้อมๆ กับการชวนให้แต่ละคนเปิดหนังสือดู บ้างก็เปิดดู บ้างก็เปิดอ่าน –

ผมและทีมงาน  ยังไม่เน้นเชิงลึกในเรื่อง “การอ่าน-การเขียน” มากมายนัก  เพราะระยะแรกๆ อยากให้เด็กๆ เพลิดเพลินกับกิจกรรมละลายพฤติกรรมและกล้าที่จะแสดงออกอย่างสร้างสรรค์เสียมากกว่า

 

 

ภาพวาด : สัตว์ในคน คนในสัตว์


กิจกรรมแรกที่นำมาให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ร่วมกัน คือการวาดภาพ “สัตว์ที่ตัวเองชอบ” โดยอาจเป็นสัตว์ที่มีในครัวเรือน-เลี้ยงในครัวเรือน 

หรือแม้แต่สัตว์ที่อยากจะนำมาเลี้ยงไว้ในครอบครัว  โดยให้สามารถเขียนอธิบายถึงเหตุผลว่า “ชอบเพราะอะไร” 

ใช่ครับ – ให้เขียน เพื่อทดสอบทักษะการเขียนของแต่ละคนไปในตัวอย่างเงียบๆ

เหตุผลที่อยากให้เด็กๆ วาดภาพเหล่านี้  เพราะต้องการฝึกให้เด็กๆ มีทักษะการวิเคราะห์ในเรื่องคุณลักษณะอันเป็นพฤติกรรมของสัตว์แต่ละชนิดแล้วเชื่อมโยงกลับเข้าสู่ตัวเอง  เพื่อเทียบเคียงว่าตัวเองมีนิสัย หรือมีพฤติกรรมอย่างไร –สอดคล้องกับสัตว์ที่ชื่นชอบหรือไม่




พอเด็กๆ วาดเสร็จก็นำเข้าสู่กระบวนการให้แต่ละคนออกมา “นำเสนอ –บอกเล่า”  ให้เพื่อนๆ ได้ร่วมรับฟังว่า “ชอบสัตว์อะไร-ทำไมถึงชอบ” 

พบว่าสัตว์ที่เด็กๆ ชื่นชอบส่วนใหญ่ก็ชอบไม่เหมือนกัน เป็นต้นว่า ควาย  วัว  กระต่าย ไก่  ช้าง  สิงโต

ส่วนใหญล้วนเป็นสัตว์ที่เคยเลี้ยง  ทั้งเลี้ยงเพราะขื่นชอบ และเลี้ยงเพราะพ่อแม่มอบหมายให้ทำหน้าที่  

 

 

 

ขณะที่เด็กๆ บอกเล่านั้น ผมจะสังเกตและเก็บข้อมูลพฤติกรรม หรือทักษะการสื่อสารของเด็กแต่ละคนควบคู่กันไปอย่างเงียบๆ 

ถัดจากนั้นทีมวิทยากรก็ค่อยๆ ชวนคิดชวนคุยว่า สัตว์แต่ละตัวมีลักษณะเด่นอย่างไร  ตรงกับนิสัยของแต่ละคนหรือไม่ 

รวมถึงการเทียบเคียงความเป็นสัตว์แต่ละชนิดเข้าสู่ “สำนวน-สุภาษิต-คำพังเพย” หรือ 
“นิทาน” ในแบบไทยๆ เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาษาและคติธรรมในแบบไทยๆ ไปในตัว

 

 

เกมบอกใบ้ : ใบ้คำ : ฝึกการคิดและสื่อสารสร้างสรรค์ในแบบไทยๆ

 

พอเสร็จสิ้นกิจกรรมวาดภาพข้างต้นแล้วก็คั่นเวลาด้วยกิจกรรมนันทนาการที่เน้นความสนุกสนาน เพื่อฝึกทักษะต่างๆ เช่น  การฟัง  สมาธิ  การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า   หรือแม้แต่การผ่อนคลายความตึงเครียด เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการถัดไป

อันที่จริงวันนี้ กิจกรรมหลักที่ถูกออกแบบไว้ก็คือ “เพาะต้นไม้ : เพาะชีวิต” แต่พอเห็นพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กๆ ที่สนุกสนานอยู่กับเรื่องการสื่อสารผ่านภาพวาดโดยเริ่มจะสนุกและติดลมกับการคิดตามในเรื่องคำคม-สำนวนในแบบไทยๆ  ทีมงานจึงไม่ลังเลที่จะเลือกกระบวนการ “บอกใบ้-ใบ้คำ” มาเป็นโจทย์การเรียนรู้




กระบวนการนี้  เด็กแต่ละคนจะได้รับข้อความอันเป็น “สำนวน-สุภาษิต-คำพังเพย” เป็นรายบุคคล โดยแต่ละคนต้องตีความและออกแบบท่าทางเพื่อสื่อสาร (บอกใบ้ : ใบ้คำ) ให้เพื่อนได้รับรู้  โดยเพื่อนๆ จะช่วยกันทำนายว่าท่าทางที่ว่านั้นหมายถึงอะไร –



 

ระยะแรกๆ ทีมงานเป็นคนกำหนดโจทย์เอง แต่ผ่านไปสักระยะ เด็กๆ ก็อาสาที่จะคิดวาทกรรมด้วยตนเอง ด้วยการผสมผสานรูปแบบใหม่เข้ามา  กล่าวคือ แทนที่จะใบ้คำที่เกี่ยวกับคำคมอย่างเดียว แต่เด็กๆ กลับเพิ่มการบอกใบ้ว่าด้วยสัตว์ชนิดต่างๆ เข้ามาสมทบ 

กรณีดังกล่าว ทั้งผมและทีมงานก็ไม่ได้ติดขัดอะไร  เรียกได้ว่า “ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง”  ก็ว่าได้ เพราะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้กำหนดการเรียนรู้ด้วยตนเอง  ซึ่งก็ช่วยให้ผมและทีมงานมองเห็นว่า “เด็กๆ มีต้นทุนอะไรบ้าง” หรือแม้แต่เป็นการฝึกทักษะ “ความคิดสร้างสรรค์” ให้กับเด็กๆ ไปในตัว




ปิดเวที : ถามทักเรื่องราวรอบตัว
 

เดิมกิจกรรมสุดท้ายของวันนี้คือการ “เดินเท้าเข้าหมู่บ้าน” แต่พอเวลาล่วงเลยมานาน เราจึงมีมติร่วมกันว่าให้ยกกิจกรรมดังกล่าวไปสัปดาห์หน้า

กระบวนการช่วงท้ายของวันนี้  ผมให้เด็กๆ นั่งเป็นกลุ่มอีกครั้ง  เพื่อเข้าสู่การสรุปการเรียนรู้ร่วมกัน  ผมชวนคิดชวนคุยในประเด็นต่างๆ เช่น

  • สนุกไหม ชอบไหม
  • ไม่ชอบกิจกรรมอะไรบ้าง หรือไม่ชอบอะไรบ้าง
  • ได้เรียนรู้อะไรบ้าง
  • ฯลฯ



เช่นเดียวกับการชวนให้เด็กๆ ได้บอกเล่าเรื่องต่างๆ เพิ่มเติมตามความสมัครใจ อาทิเช่น

  • บุคคลสำคัญในหมู่บ้าน
  • สถานที่สำคัญในจังหวัด
  • คำขวัญประจำอำเภอ
  • การทำความดีในรอบสัปดาห์
  • สถานที่ในหมู่บ้านที่ชอบไปพักผ่อนหย่อนใจ/ไปเติมพลังชีวิต
  • ฯลฯ

     



 

จากนั้น  ผมชวนเด็กๆ ผูกโยงเรื่องทั้งหมดของกระบวนการในวันนี้เข้ากับแง่คิดสำคัญๆ เผื่อเด็กๆ จะได้นำไปใช้ประโยชน์ได้บ้าง  รวมถึงการเล่านิทาน “สุนัขเก้าหางปลูกข้าวให้คนกิน" ให้เด็กๆ ฟัง

และตอนท้าย จึงสรุปแบบกว้างๆ ให้เด็กๆ ได้รับรู้ว่ากระบวนการเรียนรู้ของวันนี้ (เวลา13.00-16.20 น.)  มีจุดมุ่งหมายอะไรบ้าง  และต้องการฝึกการเรียนรู้อะไรบ้าง

พร้อมๆ กับการชวนให้เด็กๆ กลับไปเขียนสมุดบันทึกของตนเองว่า “ได้เรียนรู้อะไรบ้าง”  หรือแม้แต่ “อยากเขียนอะไรก็เขียน”

เช่นเดียวกับฝากให้แต่ละคนไปศึกษาข้อมูลสถานที่ที่จะไปท่องเล่นในหมู่บ้านมาล่วงหน้า  ตามกระบวนการที่จะมีขึ้น  คือ  “เดินเท้าเข้าหมู่บ้าน”  โดยเน้นว่า  เน้นการสืบค้นจากปากคำของคนในครัวเรือน หรือผู้รู้ในหมู่บ้านเป็นหลักฯ

และนี่คือ กระบวนการเล็กๆ ของบ้านหลังเรียนในแบบบันเทิงเริงปัญญา

 

 



เขียน : พุธที่ 15 มิถุนายน 2565