GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

๓. ก่อนปฏิบัตินิยม : ประเด็นบ่อเกิดความรู้

ปฏิบัตินิยม

ความรู้เกิดขึ้นได้อย่างไร ? คือประเด็นสำคัญของปรัชญายุคใหม่ เบื้องต้นก็มีอยู่ ๒ สำนัก คือ พวกเหตุผลนิยม และประจักษ์นิยม

พวกเหตุผลนิยม ก็คือพวกฝรั่งเศส เช่น เดการ์ด และ ไลน์นิซ พวกนี้ ยึดถือว่า ความรู้เกิดขึ้นได้จากกระบวนการคิดที่เป็นระบบ มีเหตุมีผล ถ้าเราคิดอย่างมีระบบแล้วก็จะเกิดความรู้ หรือเราจะเข้าถึงความรู้ที่เป็นจริงได้ก็ด้วยกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล

พวกนี้ถือว่า คนเรานะมีความรู้ติดตัวมาตั้งแต่เกิดซึ่งอยู่ภายในใจของเรา เป็นสิ่งที่พระเป็นเจ้าประทานมา ถ้าเราใช้กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบแล้ว เราก็จะเข้าถึงความรู้นั้น...ประมาณนี้แหละ

พวกประจักษ์นิยม ก็คือพวกอังกฤษ เช่น ล้อค และ ฮอบส์ พวกนี้ ยึดถือว่า ความรู้เกิดจากการรับรู้จากประสบการณ์ภายนอกเป็นเบื้องต้น กล่าวคือ เรารับรู้โลกภายนอกได้โดยผ่านประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ...) แล้วก็จะเข้าสู่ใจ จึงไปถักทอเป็นความรู้ขึ้นมา

พวกประจักษ์นิยมนี้ ไม่ยอมรับความรู้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด พวกเค้าถือว่า ใจแรกเริ่มนั้นเหมือนผ้าขาวมิได้มีอะไร สิ่งที่เรารับรู้จากภายนอกต่างหากที่เข้าไปประทับไว้และก่อเกิดให้เป็นรูปหรือสิ่งต่างๆ ...ประมาณนี้แหละ

เมื่อความคิดพื้นฐานแตกต่างกัน ทั้งสองฝ่ายก็มีพัฒนาการด้านอื่นๆ แตกต่างกัน แต่มิใช่ประเด็นที่จะนำมาโยงถึง จึงผ่านไป ...

ต่อนักปรัชญาชาวสะก็อตชื่อ เดวิด ฮูม (Hume คนไทยเรียกกันว่า ฮูม บ้าง ฮิวม์ บ้าง ) ตั้งประเด็นสงสัยขึ้นมาเกี่ยวกับปัญหาของแนวคิดทั้งสองฝ่าย และ เอมมานูเอล คานต์ ชาวเยอรมันได้สร้างระบบขึ้นมาเพื่ออธิบายธรรมชาติของความรู้ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ผู้เขียนจะขยายความต่อไป 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ปฏิบัตินิยม
หมายเลขบันทึก: 70192
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 5
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (5)

นมัสการ ท่าน  BM.chaiwutครับ

ผมมาติดตามเก็บประเด็นเรียนรู้ครับท่าน!!! กระผมขอแสดงตัวนะขอรับ แต่ยังไม่ต่อยอดประเด็นนี้

คนในอดีตอันไกลโพ้น เขาเคิดได้อย่างไรหนอ  ว่า "คนได้ความสามารถเชิงเหตุผลมาแต่เกิด"  คือ ได้มาโดยพันธุกรรม ?  ช่างหลักแหลมเสียจริงๆ !!  และมีความมั่นใจในความคิดถึงกับประกาศตั้ง "ลัทธิเหตุผลนิยม" หรือ Rationalism !!  ขึ้นมาเสียด้วย  และยิ่งกว่านั้น  คนในสมัยปี ๒๕๕๐ ก็ยังยอมรับ !!!

มันน่ามห้ศจรรย์เสียจริงๆนะพระคุณเจ้า  ผมชื่นชมไม่เสื่อมคลายจริงๆครับ

ไม่มีรูป
ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว

รู้สึกปลื้ม ที่อาจารย์มาเยี่ยมอีกครั้ง....

เรื่องธรรมดาอาจารย์ (ตอบทำนองนี้ไม่ต้องคิดค้นหาคำตอบ 5 5 5)...

ตามประสบการณ์ส่วนตัว แนวคิดเชิงปรัชญาบริสุทธิ์ คือ ความรู้ และ ความจริง ที่เรียนๆ อยู่กันในปัจจุบัน คนคิดได้มาเกินกว่าสองพันปีแล้ว และความคิดทำนองนี้ก็มีอยู่ตามแหล่งอารยธรรมโบราณทั่วโลก...

มีเพื่อนรุ่นน้องระดับลูกศิษย์ของอาตมาคนหนึ่ง เมื่อก่อนเค้าคิดว่า ความคิดของเค้าสุดยอด ไม่เหมือนใคร แต่พอมาเรียนปรัชญา.... เค้าจึงรู้ว่า สิ่งที่เค้าคิดนั้น คนคิดมานานแล้ว และคิดได้ลึกซึ้งเป็นระบบกว่าของเค้ามากยิ่งนัก... พอเรียนจบ เค้าก็เลยลาสิกขา (สึก) กลับไปเฝ้าสวนยาง...

เค้าคนนี้ เคยบวชเณรสมัยเด็กๆ ได้ ป.ธ. ๓ แล้วลาสิกขาไปใช้ชีวิตฆราวาสอยู่ ๓-๔ ปี ก็กลับมาบวชเป็นพระ ด้วยมุ่งหวังจะมาเรียนปรัชญา นำเสนอแนวคิดของตน... พอจบป.ตรี ก็ลาสิกขากลับไปเฝ้าสวนยาง ตอนนี้ก็มีครอบครัวมีลูกแล้ว...

พอดีความเห็นของอาจารย์นำไปเชื่อมโยงเกี่ยวกับเค้าคนนี้ ก็เลยเล่าเล่นๆ เพราะไม่ได้ติตต่อเค้าหลายปีแล้ว....

อาจารย์พบใครบางคนที่มั่นใจว่า ตัวเองมีความคิดสุดยอดไม่เหมือนใคร ลองบอกว่าไปเรียนปรัชญาดู จะรู้เลยว่า เค้ามีความคิดสุดยอดจริงๆ หรือไม่...ประมาณนั้น

เจริญพร

  

 

ครับ  ช่างสุดยอดจริงๆ !!

เราพัฒนาไปมากปัจุบันนี้ก็เพราะ เราต่อยอดจากพวกเขาส่วนหนึ่ง  และอีกส่วนหนึ่ง  เราได้จากการโต้แย้ง  คือไม่ตาม  --  ไม่ต่อยอดจากของพวกเขา --  ดังนั้นการ โต้เถียงก็ก้าวหน้าได้เหมือนกัน

ข้อเสียก็คือ  คนอีกจำนวนหนึ่งไม่ยอมเถียง  คือ "คล้อยตามอย่างหมดใจ"  โดยคิดว่า  นั่นถูกแล้ว  ผิดไม่ได้ !!  จึงใช้หัวตัวเองเป็นโกดังเก็บของ !  ท่องจำเข้าไว้  

ที่น่าตกใจที่สุดก็คือ  ถ้าคนเหล่านี้มามีอาชีพเป็นครู !!!

 

 

ไม่มีรูป

ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว

 

เป็นเรื่องธรรมดา (อีกแล้ว) ท่านอาจารย์....

ไม่แน่ใครแล้วจำแนกความรู้ไว้ ๒ นัย กล่าวคือ

  • ความรู้แบบถังเก็บของ คือ จดจำข้อมูล และชุดคำอธิบายไว้มากมาย
  • ความรู้แบบไฟฉาย คือ ส่องไปเพื่อให้เห็นว่าสิ่งต่างๆ เป็นอย่างไร

การศึกษาไทย ค่อนข้างจะชื่นชมความรู้แบบถังเก็บของ ส่วนความรู้แบบไฟฉายนั้น โดยมากมักจะไม่ได้รับการยอมรับ จนกว่า.....

อาจารย์เขียนเรื่องการวิจัยเยอะ คงจะเข้าใจว่า การวิจัยในระบบการศึกษาไทยสนับสนุนการสร้างความรู้แบบไฟฉายหรือไม่ ?

อาตมาก็เริ่มบ่นอีกแล้ว (............)

เจริญพร