เช้าวันนี้ ครอบครัวเราออกจากบ้านพร้อมๆกันเหมือนกับทุกๆวัน ประเด็นสนทนาในรถของครอบครัวเราวันนี้ ว่าด้วยเรื่องเทคนิคการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษค่ะ
คุณพ่อบ้านลงทุนค้นหาสมุดโน้ตเล่มเล็กจิ๋ว (คือสมุดจดหมายเลขโทรศัพท์นั่นเองค่ะ) ออกมาโชว์เจ้าหอยโข่ง  เป็นการยืนยันว่า  "ป๊าได้ความรู้จากคำศัพท์มากมาย จากการมองสิ่งรอบตัว การสังเกต สงสัย จดบันทึก และไปค้นคว้า  จากนั้นก็จดจำไว้...."
จริงด้วยค่ะ... ในสมุดเล่มจิ๋วนั้นเต็มไปด้วยคำศัพท์และคำแปลตัวเล็กๆเต็มไปหมด....อ้อ! นี่เองที่เป็นเคล็ดลับของคุณพ่อบ้าน ที่สามารถเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษได้มากมาย เพราะวัฒนธรรม สุ..จิ..ปุ.. ลิ ของท่านนั่นเอง.....
มาถึงคิวพี่เม่ยบ้าง  ไม่ยอมแพ้หรอกค่ะ จึงโอ้อวดว่า "ของแม่นะ..ช้อบ..ชอบฟังเพลงฝรั่ง....สมัยเด็กชอบซื้อหนังสือเพลงที่มีโน้ตกีตาร์ แถมมีคำแปลเนื้อเพลงด้วย (สมัยนั้นก็มีหนังสือชื่อ IS Song hits เจ้าเดียวค่ะ) แล้วก็หัดร้องเพลงไปแปลเนื้อเพลงไปด้วย ได้คำศัพท์มาเยอะเหมือนกัน..."
เจ้าหอยโข่งตัวโต ฟังๆแล้วก็คงกังขาว่า แม่ก็รู้ภาษาอังกฤษกับเขาเหมือนกันหรือ จึงถามว่า  "ไหนแม่ลองยกตัวอย่างให้ฟังสักเพลงน่า...."
ไหนๆก็โม้แล้ว ต้องโม้ต่อให้จบ พี่เม่ยจึงยกตัวอย่างเพลง "I go to pieces" ที่มีความหมายในเนื้อเพลงประมาณว่า  เพียงแค่เธอเดินผ่านมา ฉันรู้สึกตัวสั่นเทาและไร้เรี่ยวแรง  เหมือนร่างกายแตกเป็นเสี่ยงๆ....
เจ้าหอยโข่งสรุปตามความเข้าใจตนเองว่า "go to pieces แปลว่าแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยใช่ไหมแม่?.."
"คงใช่มั้ง?" เอ...ไอ้เราก็ไม่ค่อยแน่ใจ  ส่วนคุณพ่อบ้านฟังอยู่ก็ออกความเห็นว่า ถ้าใช้กับคน น่าจะหมายถึงใจที่แตกสลายจนไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก...อะไรประมาณนั้น.......
ประเด็นนี้ไม่มีข้อยุติค่ะ (ตอนนั้นคิดถึง คุณ โอ๋-อโณ  กับ คุณ Handy จัง ถ้านั่งอยู่ด้วยกันคงจะช่วยให้ความรู้ในเรื่องนี้ได้มากเลย)  พอดีรถแล่นไปถึงหน้าโรงเรียนของลูกพอดี  เจ้าหอยโข่งยกมือสวัสดี แล้วลงจากรถไป....
พี่เม่ยก็เลยต้องนั่งนึกต่อคนเดียวค่ะ ...
ฝรั่งบอกว่า "I go to pieces..."
ไทยเราก็ไม่น้อยหน้า  ว่ากันเป็นกลอนเลย.....ว่า "ฉุกใจได้คิดสิการแล้ว  ดังดวงแก้วตกต้องแผ่นผา..."
หากมาเทียบกันเป็นความรู้สึกของคนคนหนึ่ง ก็คงประมาณเดียวกันนั่นแหล่ะน่า.....