มีสมาชิกอาวุโสท่านหนึ่งคุยว่ามีวิชาเรียกหนูได้ เอาละสิ..พระสังข์กลับชาติมาเกิดแล้วรึนี่!!โธ่..บทเรียนดีๆอย่างนี้ใครจนอดใจได้

  
   นั่งนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าผมไปติดร่างแหเข้าสังกัดกลุ่มปราชญ์ชาวบ้านได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไหร่ มันเป็นไปโดยอัตโนมัติไม่รู้เนื้อรู้ตัว คงเป็นเพราะว่าผมมีพฤติกรรมเหมือนกับมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ที่สนใจเรื่องการเกษตร เรื่องธรรมะกับธรรมชาติ เรื่องดินน้ำลมไฟ เรื่องจารีตวัฒนธรรมประเพณี พอมีเชื้อลักษณะนี้เขาก็นับเข้าพวก ซึ่งเข้าไปแล้วก็เจอแต่คนดีๆ เป็นผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมีประสบการณ์เป็นกะตั๊ก คุยกันน้ำไหลไฟดับ ที่เขาเรียกว่าพวกคอเดียวกัน เมื่อถูกจริตกันรู้จักกันเสวนากันบ่อย ได้พึ่งพากันทางความรู้ความคิดเกาะติดกันเรื่อยมา
 

   เมื่อ10ปีที่แล้ว ศ.เสน่ห์ จามริก ได้ลงหาพวกคนแก่หนังเหนียวที่เรียกว่าผู้นำชุมชนที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อมาวางรากฐานการฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับผู้นำอย่างเป็นรูปธรรม ได้ชวนกันจัดตั้งโรงเรียนชุมชนอีสาน ถ้าถามว่าสังกัดหน่วยไหน ไม่มีสังกัดครับ เพราะเป็นโรงเรียนที่อยู่นอกระบบของทางราชการ เรื่องหัวโขนไม่สำคัญนัก เราออกแบบการเรียนรู้และพัฒนาของเราเอง คัดผู้นำชุมชนในแต่ละหมู่บ้านมาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้กัน ที่สำคัญเป็นการทบทวนว่าเรามีต้นทุนเรื่องความรู้เกี่ยวกับวิถีไทยอะไรบ้าง และถ้าจะเดินไปข้างหน้าจะต้องเติมวิชาการอะไรลงไปอีก
 

  ห้องเรียนเราอยู่ในทุ่งนา เปิดแอร์รับอากาศธรรมชาติ มีสายลมแสงแดดเป็นตัวปรับอุณหภูมิ มีร่มไม้ใบบังเป็นฉากกั้น มีข้าวโพดต้มกับน้ำตะไคร้เป็นอาหารว่าง ส่วนอาหารหลักในแต่ละมือนั้นเหลือเฟือ มีไก่มีปลามีผักสดนานาชนิดเต็มสำหรับกับข้าว เราเรียนวิชาชีวิตแบบนอนกลางดินกินกลางดอนนั่นแหละ ในบางพื้นที่ยังมีวิชาเสริมทักษะชีวิตเข้ามาอีก ยกตัวอย่าง เช่น
 

  มีสมาชิกอาวุโสท่านหนึ่งคุยว่ามีวิชาเรียกหนูได้  เอาละสิ..พระสังข์กลับชาติมาเกิดแล้วรึนี่!!โธ่..บทเรียนดีๆอย่างนี้ใครจนอดใจได้ คืนนั้นเราเดินตามแกเข้าป่าอ้อยต่อหางแถวกันยาวหลายสิบวา  ไปถึงแกทำยังรู้ไหมครับ

  แกเอาไม้ตีต้นอ้อย ตีไปที่พื้น เอะอะโครมคราม หลังจากนั้นแกทำเสียงร้องเหมือนหนูบาดเจ็บ

  โอโห้! มันเหลือเชื่ออะไรขนาดนั้น หนูพุกตัวใหญ่ขนาดน้องแมววิ่งพร่านออกมาจากทุกทิศทุกทาง มาจนแทบจะวิ่งขึ้นไปบนตัวแก พอตัวไหนมาใกล้มากๆแกก็จะเอาชมวกแทง แล้วก็หยิบขึ้นมาถอดหนูออกจากเหล็กแหลม ยื่นมาให้คนที่อยู่ข้างหลัง ..แกส่งเสียงไป เดินไป แทงไป  เพียงหนึ่งชั่วโมงให้หลังพวกเรามีหนูพวงยาวพาดบ่าเดินกลับมาที่ตั้งเต็นท์

   ฝ่ายพ่อครัวเปลี่ยนวิกฤติเป็นกับแกล้มทันที สมาชิกช่วยกันถอนขนหนูจ้าละหวั่น ชำแหละผ่าเครื่องในออก ทำความสะอาด ทาเกลือ ก่อไฟย่างเหลืองอ๋อย  บางส่วนเก็บไว้ผัดเผ็ดในช่วงเช้า

   ที่รับประทานหนูนี่ไม่ใช่อดอยากอะไรหรอกนะ เป็นความรู้พื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง หนูช่วงปลายหนาวกินข้าวหล่นในท้องนา แทะกินต้นอ้อย กินแมลง ตัวอ้วนกลมตกมันกันทั้งโขยง อยู่ในช่วงเดียวกันกับปลาเผาสะเดาลวกนั่นแหละ

   วิชาชีวิตเหล่านี้นอกจากอิ่มอร่อยแล้วยังเป็นการควบคุมปริมาณหนูไม่ให้ระบาดอีกต่างหาก   ผมยังแปลกใจว่าทำไมยุคโน้นถึงไม่มีเรื่องโรคฉี่หนู  ต่อมามีคนใช้สารเคมีฆ่าแมลงกันมาก โดยเฉพาะพวกที่ปลูกแตงโม เขาจะใช้ยาคลุกเมล็ดพันธุ์ป้องกันหนูมาเขี่ยกิน

  หนูมากินเมล็ดแตงโมหนูตาย
  นกเค้าแมวมากินหนูนกตาย 
  หมามากินนกหมาตาย
  คนมากินแตงโมไม่ยักตาย

  แต่ก็คงสะสมยาไว้ในร่างการพอสมควร

  วิชาที่ปราชญ์ชาวบ้านออกแบบเรียน ล้วนเป็นเนื้อหาเพื่อชีวิตทั้งนั้น ถ้าเอามาปรับใช้ในกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงจะเข้ากันได้ดียังกะกิ่งทองใบหยก แต่เรื่องมันไม่ใช่จะลงเอยง่ายๆเท่าไหร่นัก มีคนตีความเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงหลายระดับ ดังนั้นแนวทางปฏิบัติจะต้องเปิดกว้าง


• ยึดเอาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักการ 
• วิธีการก็แล้วแต่สภาพและศักยภาพของท้องถิ่น


  เมื่อเร็วๆนี้มีการประชุมที่กรุงเทพ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีโครงการที่จะให้ศูนย์เรียนรู้ของปราชญ์ชาวบ้านทั่วประเทศ40แห่ง เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้เรื่องการทำเศรษฐกิจพอเพียง บังเอิญว่าผมหนีเรียนรายการนี้ แต่ก็ติดตามข่าวล่ามาเร็วมาฝาก ดังนี้..

   ท่านโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ แนะยึดวิธีของปราชญ์ชาวบ้านแก้จน โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาในหลักการ5ข้อที่ปราชญ์ชาวบ้านเสนอ

1 เชื่อในการพึ่งพาตนเอง

2 เข้าใจคำว่าบูรณาการหรือไม่ติดยึดเรื่องหนึ่งเรื่องใด

3 เคารพภูมิปัญญาที่เกิดจากกระบวนการคิดร่วมกัน

4 เคารพระบบนิเวศน์ เข้าใจ ดิน น้ำ สิ่งแวดล้อม

5 เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าสังคมมีสุข

  เลิกเสียกับการแจกโค แจกโน่นแจกนี่ แก้ไขความยากจนต้องแก้ที่วิธีคิด โดยภาครัฐหรือกระทรวงเกษตรฯ มีหน้าที่แค่สนับสนุนเท่านั้น ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเกษตรกรรมแล้ว เพราะมูลค่าทางการเกษตรมีเพียง9%ของจีดีพี และมีผู้ทำอาชีพการเกษตรเพียง30% ของจำนวนประชากร อาชีพทางการเกษตรจึงเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น ในการแก้ไขปัญหาความยากจน ไม่ใช่อาชีพที่หน่วยงานของรัฐไปยัดเยียดให้ใครต้องมาทำอาชีพนี้ นายโฆษิตกล่าว


  วันนี้ท่านอาจารย์ใหญ่ ท่านสมณะเสียงศีล ชาตวโร ผู้ก่อตั้งชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน แห่งอำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ได้มาเยี่ยมพร้อมกับพ่อคำเดื่อง ภาษี ท่านมีของฝากมากมาย ยาสมุนไพร เมล็ดพันธุ์ผัก หนังสือ แผ่นซีดี.เกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ตัวอย่างดีๆของนักคิดนักทำระดับจอมยุทธรากหญ้าทั้งหลาย

  เราคุยกันหลายเรื่อง เช่น แผนงาน/หลักสูตรที่จะฝึกอบรมกลุ่มแกนนำร่อง แต่ก็ได้รายละเอียดไปเสนอรัฐบาลในระดับหนึ่ง  ว่าเราคิดและมองเรื่องนี้อย่างไร สิ่งไหนช่วยรัฐบาลได้เราจะทำเต็มที่  เพื่อเป็นของขวัญถวายในหลวงในห้วงสมัยที่พระองค์ท่านทรงมีพระชนมายุครบ80 พรรษา
 

  ท่านสมาชิกบล็อกKM.สนใจอยากจะร่วมด้วยช่วยกันก็ได้นะครับ  ใครอยู่จังหวัดไหนที่มีสถานีเรียนรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน  หรือที่ตั้งของครูภูมิปัญญาไทย ของสถาบันแห่งชาติว่าด้วยครูภูมิปัญญาไทย ชวนกันไปหน่อย ไปเยี่ยมๆมองๆนกขุนทองร้องกรู๊..