การประชุมคณะกรรมการกำกับทิศในคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ ๓/๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๓ ช่วยให้ผมค่อยๆ กระจ่าง ว่าสภาพการทำงานภายใน สพฐ. เป็นอย่างไร แต่กระจ่างผ่านการเดานะครับ ไม่รับรองว่าเข้าใจถูกต้อง
ระหว่างการประชุม ผมนึกในใจว่า หากผมเป็นหัวหน้าทีมทำงานนี้ ในการประชุมทุกครั้ง ผมจะเริ่มด้วยการบอกนิยามของ หลักสูตรฐานสมรรถนะเท่าที่กระจ่างในหมู่ทีมงานในขณะนั้น เพื่อตอกย้ำว่า การทำงานพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะครั้งนี้ เป็นการทำไปเรียนรู้ไปในทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง และต่างกลุ่มย่อมมีมุมมองแตกต่างกัน ความแตกต่างนี้ ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ แต่อย่างใด
และสิ่งที่ต้องตระหนักคือ หากจัดการไม่ดี หลักสูตรในกระดาษ กับหลักสูตรที่ครูใช้ในห้องเรียน และผลลัพธ์การเรียนรู้ในตัวเด็ก จะไม่สอดคล้องกัน
ที่สำคัญ จะไปไม่ถึงสมรรถนะ หรือไปถึงแบบปลอมๆ แถมยังทำให้ความรู้เชิงสาระซึ่งอ่อนแออยู่แล้ว ยิ่งอ่อนแอลงไปอีก เพราะส่วนกลางส่งสัญญาณผิดว่า สาระวิชาไม่สำคัญ ที่สำคัญคือสมรรถนะ
แนวคิด either … or … นี่แหละ ที่จะทำลายความสำเร็จของขบวนการปฏิรูปการศึกษาไทย ให้บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับพัฒนาสมรรถนะ ซึ่งหมายถึงเด็กมี “ความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะต่างๆ ที่ตนมี ให้เหมาะสมในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ การใช้ชีวิต และการแก้ปัญหา สอดคล้องกับบริบทของสังคมและวัฒนธรรมในสถานการณ์ที่หลากหลาย” ในระดับลึกและเชื่อมโยง
ผมสารภาพกับตนเองว่า จนถึงปัจจุบันนี้ ผมยังเข้าใจ “สมรรถนะ” ไม่ชัด และเดาว่า ผู้เกี่ยวข้องที่ สพฐ. ที่และที่โรงเรียน ก็คงจะไม่ชัดเหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่ยังไม่ได้นำไปปฏิบัติ ยังอยู่ในขั้นทำความเข้าใจทฤษฎี ซึ่งจะไม่มีวันช่วยให้เข้าใจชัด
ย้ำนะครับ ตราบใดที่ไม่มีประสบการณ์ตรง ก็จะเข้าใจเรื่องนั้นไม่ชัด
ผมชอบยกตัวอย่างการทำความเข้าใจว่าการแต่งงานเป็นอย่างไร เราไม่เคยแต่งงาน ไปถามเพื่อนที่แต่งงานแล้ว ไม่มีทางที่เขาจะอธิบายให้เราเข้าใจได้จริง ต้องมีประสบการณ์ตรงเท่านั้น จึงจะเข้าใจได้ชัด
แต่เรื่องมันซับซ้อนขึ้นไปอีก ตรงที่ประสบการณ์การแต่งงานของแต่ละคนอาจต่างกันมาก นี่คือธรรมชาติของเรื่องที่ซับซ้อน (complex) ฟังจากคนหนึ่งได้ภาพหนึ่ง ฟังจากอีกคน ภาพต่างกันแบบขั้วตรงกันข้ามก็เป็นไปได้
นี่คือสภาพของ หลักสูตรฐานสมรรถนะ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับวิธีดำเนินการที่นักวิชาการทำงานวิชาการจนได้ข้อสรุปชัดเจน เสนอให้ฝ่ายบริหารอนุมัติ แล้วเอาไปให้ครูและโรงเรียนดำเนินการตามที่นักวิชาการกำหนด เพราะผมเชื่อว่า จะเป็นข้อกำหนดของผู้รู้ไม่ชัด
ในสภาพของ complexity เช่นนี้ ต้องดำเนินการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะโดยมีครูและโรงเรียนเป็นหุ้นส่วนภาคสนาม นำเอาผลงานของนักวิชาการไปปรับใช้ตามบริบทของตน แล้วตกผลึกร่วมกับนักวิชาการออกมาเป็น หลักการของ หลักสูตรฐานสมรรถนะ จากประสบการณ์ของภาคปฏิบัติ ในบริบทไทย สำหรับเสนอให้โรงเรียนต่างๆ นำไปปรับใช้ เพื่อพัฒนาต่อเนื่อง
วิจารณ์ พานิช
๘ ก.ย. ๖๓ ปรับปรุง ๑๒ ต.ค. ๖๓