หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน : ๒. พัฒนาหลักสูตรในสนาม


ผมสะท้อนคิดเรื่องการประชุมคณะกรรมการกำกับทิศในคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ ๑/๒๕๖๓ ไว้ที่ (๑)    ในบันทึกนี้ขอเล่าข้อสะท้อนคิดที่ได้จากการประชุมครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๓  

บันทึกใน บล็อก ของผม เป็นข้อสะท้อนคิดทั้งสิ้น    ซึ่งหมายความว่า ไม่รับรองว่าผมจะตีความถูกต้องเสมอไป ยิ่งบันทึกชุดพัฒนาหลักสูตรยิ่งไม่รับรอง    เพราะรู้สึกว่าผมอยู่ในคนละกระบวนทัศน์กับทีมปฏิบัติงานของ สพฐ.  

ผมตีความว่าทีมงานของ สพฐ. มุ่งพัฒนาหลักสูตรใหม่ ที่เรียกกันว่า หลักสูตรฐานสมรรถนะด้วยกระบวนทัศน์วิชาการ    ที่ท่านประธาน (ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร) เรียกว่า dogmatic approach ล้วนๆ    แต่มีกรรมการจำนวนน้อย (รศ. ดร. อนุชาติ พวงสำลี, รศ. ประภาภัทร นิยม, ทพ. กฤษดา เรืองอารีรัชต์, และผม) ที่พยายามเสนอให้ใช้ pragmatic approach (พัฒนาหลักสูตรจากภาคปฏิบัติ หรือจากภาคสนาม) เป็นแนวหลัก    คราวนี้ผมเสนอให้ใช้ในสัดส่วน pragmatic : dogmatic = 60:40   แต่ ดร. อนุชาติผู้มีความจำดีบอกว่าในการประชุมครั้งแรกผมเสนอสัดส่วน 70:30       

ผมตีความว่าที่ผ่านมาการพัฒนาหลักสูตรครั้งแล้วครั้งเล่าของ สพฐ. ไม่ประสบความสำเร็จ    ไม่ทำให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนดีขึ้น   ก็เพราะดำเนินการด้วยยุทธศาสตร์ที่ผิด  ภายใต้กระบวนทัศน์ที่ผิด    โดยคิดว่า dogma (ทฤษฎี) ที่ดี ที่พัฒนาโดยนักวิชาการส่วนกลาง    เมื่อสั่งการให้นำไปใช้ในภาคสนาม (โรงเรียน)  จะให้ผลตามที่คาดหวังโดยทฤษฎี    กระบวนทัศน์นี้ พิสูจน์แล้วพิสูจน์เล่า ว่าไม่ถูกต้อง   

ที่ไม่ถูกต้อง ก็เพราะใช้กระบวนทัศน์ที่ผิด    คือกระบวนทัศน์ว่าระบบการศึกษาเป็น simple & linear systems  จึงบริหารการเปลี่ยนแปลงแบบ command & control approach (ควบคุมและสั่งการ)    คิดหลักการและวิธีการจากส่วนกลาง  ทดลองว่าใช้การได้ดี    แล้วสั่งการให้ใช้ทั่วประเทศ    ทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า    ผู้รับเคราะห์คือนักเรียน และประเทศชาติ   

รากเหง้าของความผิดพลาดมากับความเป็นระบบราชการ    ที่เป็นระบบควบคุมและสั่งการ ภายใต้สมมติฐานว่าเรื่องนั้นๆ มีความชัดเจนสามารถแก้ไขได้ง่ายจากการสั่งการให้ทำตามรูปแบบที่ชัดเจน    ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ผิด    โดยในความเป็นจริงแล้ว เรื่องระบบงานต่างๆ มีความซับซ้อน (complexity) มาก    ระบบราชการที่เน้นกฎระเบียบเป็นหลัก ใช้อำนาจกฎระเบียบสั่งการจากบนลงล่าง    จึงได้ผลน้อยลงเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่    เพราะโลกและสังคมในปัจจุบันยิ่งซับซ้อนขึ้นๆ     ระบบราชการไทยจึงอ่อนแอลงๆ   

ระบบการศึกษา ซึ่งน่าจะซับซ้อนยิ่งกว่าระบบใดๆ    จึงดำเนินการจัดการการเปลี่ยนแปลงโดยใช้กระบวนทัศน์ควบคุมและสั่งการไม่ได้ผล   

ผมจึงเสนอให้การปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานรอบใหม่นี้  เป็นการพัฒนาจากภาคสนามเป็นพลังหลัก เสริมด้วยการพัฒนาจากส่วนกลาง   ในสัดส่วน 70:30  หรือ 60:40 ดังกล่าวแล้ว

 การ “พัฒนาหลักสูตรในสนาม” นี้จะก่อผลสำคัญยิ่ง ที่เป็นปัจจัยความสำเร็จหมายเลข ๑ ของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาในครั้งนี้    คือก่อความมั่นใจในตัวเองของครู   เรียกศักดิ์ศรีของความเป็นครูกลับคืนมา    ซึ่งจะเป็นประเด็นของบันทึกชุด หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานบันทึกที่ ๓ ที่จะลงในสัปดาห์หน้า

การทำงานใดๆ ให้สำเร็จ  การเปิดตาเปิดใจ ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ต่อภูมิทัศน์ของเรื่องที่จะทำ เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง    ในเรื่องหลักสูตรฐานสมรรถนะนี้ “ความจริง” ที่ไม่ควรละเลยคือ    มีโรงเรียนจำนวนหนึ่ง (อาจถึงพันโรงเรียน) จัดการเรียนการสอนแนวนี้อยู่แล้ว    หน้าที่ของทีมบริหารการเปลี่ยนแปลงคือ เข้าไปเก็บข้อมูลทำความเข้าใจสภาพความเป็นจริงในระบบ    โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นจริงของการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินการล่วงหน้าไปแล้ว    และหาทางใช้เป็นพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่    ตามที่ท่านประธานสรุปในตอนท้ายว่า    ให้ทีมงานไปทำ mapping โรงเรียนที่ใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะอยู่แล้ว นำมาเสนอในการประชุมครั้งต่อไป  

นี่คือข้อสรุปมอบหมายให้ทีมงานลงภาคสนาม   ไปหาการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะในสนาม (คือในโรงเรียน)  

ในการประชุมครั้งนี้ ทีมงานเตรียมข้อเสนอมาดีมาก    โดยมีแผนผังงาน ๗ ด้าน คือ (๑) การพัฒนาหลักสูตร  (๒) การทดลองใช้หลักสูตรในโรงเรียน  (๓) การวัดและประเมินผล  (๔) สื่อการเรียนรู้และดิจิตัลแพลตฟอร์ม  (๕) การสนับสนุนการจัดการเรียนรู้  (๖) การพัฒนาและผลิตครู  (๗) การสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วม   

ผมเสนอว่า เท่าที่พัฒนาหลักสูตรมาแล้วน่าจะเพียงพอต่อการใช้งาน    ต่อไปนี้ควรไปดำเนินการทั้ง ๗ กิจกรรมที่โรงเรียน  หรือร่วมกับโรงเรียน   เริ่มจากโรงเรียนที่ไป mapping ว่าดำเนินการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะอยู่แล้ว    ในระดับความเข้มแข็งต่างๆ กัน    โดยน่าจะเริ่มต้นที่การประเมินสมรรถนะของเด็กตามชั้นปี    เพื่อค้นหาโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะได้ผลดี    นำมาเปรียบเทียบกับหลักสูตรเชิงทฤษฎีว่าประเด็นสำคัญเป็นอย่างไร    โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นด้านการประยุกต์ใช้หลักสูตร หรือการจัดการเรียนการสอน

  จุดสำคัญคือ ทีมงานจากส่วนกลางต้องไปที่โรงเรียนด้วยท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน    ท่าทีของผู้ต้องการไปเรียนรู้ หรือหาข้อมูล    ต้องระมัดระวังไม่ใช้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ    ที่จะทำให้ทีมงานไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นความจริง  

การลงพื้นที่เก็บข้อมูล น่าจะได้โรงเรียนจำนวนหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับทำหน้าที่โรงเรียนแกนนำ     ผู้อำนวยการหรือครูแกนนำบางคนควรได้รับเชิญมาเป็นกรรมการในส่วนกลาง    ควรปรับตัวกรรมการในส่วนกลาง โดยลดจำนวนนักวิชาการลง เพิ่มนักปฏิบัติจากโรงเรียนที่ดำเนินการได้ผลดีในระดับหนึ่งแล้ว    และมีความสามารถในการให้คำอธิบายเชิงทฤษฎีและเชิงวิธีการ    ก็จะเป็นนวัตกรรมในการพัฒนาหลักสูตรใหม่    ที่เป็นการพัฒนาทั้งในสนามและในวัง (จันทรเกษม) ร่วมกัน    ใช้พลังทฤษฎีและพลังปฏิบัติให้เสริมพลังกัน   

โดยมีเป้าหมายสุดท้ายที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ที่เรียนผ่านการเรียนรู้ระดับผิว และระดับลึก สู่ระดับรู้เชื่อมโยง    ซึ่งก็คือมีสมรรถนะสำคัญตามเป้าหมายมนุษย์แห่งศตวรรษที่ ๒๑ นั่นเอง       

วิจารณ์ พานิช

๑๒ ส.ค. ๖๓


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)