หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน : ๓. พัฒนาหลักสูตรในครู

ตอนที่ ๑ตอนที่ ๒   

ในตอนที่แล้ว ผมเขียนไว้ว่า “ปัจจัยความสำเร็จหมายเลข ๑ ของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาในครั้งนี้    คือก่อความมั่นใจในตัวเองของครู   เรียกศักดิ์ศรีของความเป็นครูกลับคืนมา”    จึงขอนำมาอธิบายรายละเอียดในบันทึกที่ ๓ นี้   

หลักสูตรในครู” ลึกกว่าเรื่องขีดความสามารถในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะนักเรียนนะครับ    เป็นเรื่องระดับจิตใจ  ทั้งระดับจิตสำนึก และจิตใต้สำนึก    

ซิกมุนดฺ ฟรอยดฺ มนุษย์ที่ได้รับยกย่องว่าฉลาดที่สุดในโลกในยุค ค.ศ. 1915 – 2015 บอกไว้ว่า มนุษย์เราไม่ได้ดำรงชีวิตผ่านการควบคุมของจิตสำนึก หรือใต้เหตุผล เป็นหลัก    แต่อยู่ใต้ “จิตใต้สำนึก” (subconscious) มากกว่า จิตใต้สำนึกของครูน่าจะสำคัญยิ่งต่อการทำหน้าที่ครูที่มีประสิทธิผลสูง    มีสมรรถนะสูง

ผมตีความว่า ความสามารถในการดำเนินการอย่างถูกต้อง หรือสำเร็จ โดยใช้จิตใต้สำนึก คือสมรรถนะ    แต่ผมก็เถียงว่า สมรรถนะขั้นสูงต้องทั้งปฏิบัติได้และอธิบายได้  

ในการประชุม คณะกรรมการกำกับทิศในคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ ๒/๒๕๖๓ เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๓   รศ. ดร. อนุชาติ พวงสำลี เล่าว่า  ได้อยู่ในวงพูดคุยกับครู ๓๐ คน ที่ สพฐ. เชิญมาหารือเรื่องการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ    ครูเหล่านั้นแสดงท่าทีไม่มั่นใจอย่างชัดเจนว่าเมื่อกลับไปโรงเรียนแล้วตนจะดำเนินการได้อย่างไร ในเมื่อ “ผู้อำนวยการไม่สั่ง”   นี่คือจิตใต้สำนึกอย่างหนึ่งของครู    ... การอยู่ใต้ระบบควบคุมและสั่งการ  

สมรรถนะสำคัญอย่างหนึ่ง สำหรับมนุษย์ในอนาคต คือ ความสามารถดำรงชีวิตและทำงานได้ในสถานการณ์ไม่แน่นอน ไม่ชัดเจน  ซึ่งก็คือสภาพ complexity (ความซับซ้อน)    ในสถานการณ์เช่นนั้นมนุษย์ต้องกล้าคิดกล้าทำ โดยอาจจัดทีมร่วมคิดร่วมทำ  ร่วมเรียนรู้ และปรับปรุงวิธีดำเนินการ จนบรรลุผลสำเร็จได้    ครูต้องมีสมรรถนะในการหนุนให้ศิษย์พัฒนาสมรรถนะดังกล่าวได้    ซึ่งหมายความว่า ตัวครูเองต้องมีสมรรถนะดังกล่าว   

แต่ในสภาพของระบบราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ใช้ระบบควบคุมและสั่งการ ครูถูกบั่นทอนสมรรถนะดังกล่าวไปโดยไม่รู้ตัว    ครูไทยส่วนใหญ่จึงเป็นคนไม่กล้าทำงานริเริ่มสร้างสรรค์    เพราะยังไม่ได้รับคำสั่ง  

ข้อความในย่อหน้าบนนั้นอาจจะผิดหากเหมารวมว่าครูทั้งหมดเป็นเช่นนั้น    เราโชคดีที่มีครูและผู้อำนวยการโรงเรียนจำนวนหนึ่ง ไม่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ดังกล่าว    และกล้าออกไปนอกพื้นที่ปลอดภัย    สู่พื้นที่สร้างสรรค์    เพื่อยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน    ตามแนวทางของ active learning   ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้แนว หลักสูตรฐานสมรรถนะ ไปในตัว   

เราโชคดีที่มีโรงเรียนผู้กล้า จำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะถึง หนึ่งพันโรงเรียน (ในจำนวนโรงเรียนทั้งประเทศกว่า สามหมื่นโรงเรียน)    โรงเรียนเหล่านี้มี “หลักสูตรในครู” ยกกำลังสอง    คือมีครูที่เข้าใจหลักสูตรฐานสมรรถนะจากภาคปฏิบัติของตน    รวมทั้งเป็นครูที่มีสมรรถนะในการทำงานในสภาพที่ซับซ้อนได้    

ครูเหล่านี้ส่วนใหญ่คงจะอธิบายหลักการของการปฏิบัติของตนได้ไม่ชัด หรือโยงเข้าหาทฤษฎีได้ไม่ดีนัก    หาก สพฐ. หานักประเมินแนว Developmental Evaluation (DE) เข้าไปประเมินและจัดกระบวนการตีความหาความหมายและคุณค่า    จะเสริมความเข้มแข็งให้แก่ทีมงานของโรงเรียน “นำร่องเอง” เหล่านี้ให้แข็งแรงขึ้นไปอีก    และจำนวนหนึ่งจะกลายเป็น node หรือ change agent สู่การใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะอย่างได้ผล    ตามที่พูดกันในที่ประชุมเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม  

ครูในโรงเรียนประมาณพันโรงเรียนเหล่านี้  ถือได้ว่าเป็น pre-change agent ที่จะพัฒนายกระดับขึ้นเป็น change agent (ผู้นำการเปลี่ยนแปลง) ได้ไม่ยาก    โดยกระบวนการพัฒนาต้องไปหนุนให้ครูพัฒนาตัวเอง หรือพัฒนากันเอง     ไม่ใช่เข้าไปถ่ายทอดความรู้และวิธีการ    ซึ่งจะเท่ากับเอาความรู้ทฤษฎีเข้าไปกดทับความรู้ปฏิบัติของครู    ต้องมีวิธีที่แยบยลในการชวนครูทำ reflection จากการปฏิบัติและผลการปฏิบัติของตน    โยงเข้าหาทฤษฎี    วิธีการนี้ช่วยได้โดย DE    แต่ต้องหานัก DE ที่มีประสบการณ์สูง 

การบริหารการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรของ สพฐ. คราวนี้  จะใช้วิธีการ “กดทับยับยั้ง” ความคิดริเริ่มของโรงเรียนผู้กล้า    หรือจะใช้พลังของโรงเรียนเหล่านั้น    และหากโดนคณะกรรมการกำกับทิศบอกให้ใช้แนวทางหลัง  ทีมงานของ สพฐ. จะบริหารเป็นหรือไม่ โปรดติดตาม   ผมภาวนาให้ สพฐ. บริหารเป็น   

บริหารเป็น หมายความว่า ไม่บริหารโดยใช้อำนาจสั่งการ  แต่ใช้พลังเกื้อหนุน (empower) ครูที่จัดการเรียนการสอนตามแนวที่ต้องการอยู่แล้ว    ให้ทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น    การเกื้อหนุนที่สำคัญคือเอื้อกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติของครู    เอื้อให้ครูเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายคือ ยกระดับสมรรถนะของนักเรียนตามเป้าหมาย    ซึ่งก็คือ หนุนการพัฒนา “หลักสูตรในครู”

โปรดสังเกตนะครับ ว่า “หลักสูตรในครู” นั้น เป็น “หลักสูตรโดยครู” ด้วย    คือครู (ที่ดี มีความสามารถ มีใจ) เป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ    ในทำนอง “หลักสูตรในครู โดยครู เพื่อศิษย์”     

การดำเนินการในแนวทางนี้ เป็นทั้ง bottom – up  และ top – down มาเสริมพลังกัน    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนอกจากนักเรียนมีสมรรถนะครบถ้วนและยกระดับขึ้นตามเป้าแล้ว    ครูยังจะได้พัฒนาตัวตน และสมรรถนะของตนด้วย    โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ร่วมกันเรียกศักดิ์ศรีของครูคืนมา              

วิจารณ์ พานิช

๑๒ ส.ค. ๖๓

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)