โควิด ๑๙ สอนทฤษฎีการศึกษา : 1. มายาของความรู้ กับ critical thinking และ growth mindset



ผมจะค่อยๆ ตกผลึกจากการใคร่ครวญสะท้อนคิด    ว่าเหตุวิกฤตจากโควิด ๑๙ ระบาดมันสอนอะไรบ้างในด้านทฤษฎีการศึกษา  หรือการเรียนรู้    ท่านผู้อ่านพึงอ่านอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking)   หรือพึงปฏิบัติตามกาลามสูตร   เพราะผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา

การศึกษาไทยสอนเราว่าความรู้เป็นสิ่งที่มั่นคง    มีความรู้ที่ถูก กับความรู้ที่ผิด    โควิด ๑๙ สอนเราว่า ความรู้เป็นพลวัต    เปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีข้อมูลหลักฐานใหม่   ตัวอย่างคือเรื่องความรู้เรื่องการสวมหน้ากากอนามัย     และ social/physical distancing  

เดิมองค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ให้สวมหน้ากากอนามัยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ เพื่อป้องกันการติดและแพร่เชื้อ   กับตัวผู้ติดเชื้อเอง เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ   

จึงมีกรณีคนไทยไปออสเตรเลีย    ไปสวมหน้ากากอนามัยเดินตามถนน    มีฝรั่งมาสะกิดบอกว่า เมื่อคุณติดโควิด ๑๙ ก็ให้กลับประเทศของยู   อย่ามาเดินแพร่เชื้อที่นี่   

เพราะในประเทศเขา การสวมหน้ากากอนามัยหมายถึงเป็นหวัดหรือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอย่างอื่น และต้องการป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อแก่คนข้างเคียง    ในสถานการณ์โควิด ๑๙ การสวมหน้ากากอนามัยจึงโดนทึกทักว่า ติดเชื้อโควิด ๑๙  

บัดนี้ เริ่มมีรายงานการวิจัยบ่งชี้ว่า คนติดเชื้อโควิด ๑๙ ส่วนใหญ่ (อาจถึงร้อยละ ๘๕) ไม่มีอาการ    และคนไม่มีอาการแพร่เชื้อได้    ดังนั้น การสวมหน้ากากอนามัย 100% เมื่อเข้าที่มีคนมาก จึงน่าจะช่วยลดการแพร่เชื้อ    และอาจเป็นหลักฐานอธิบายว่า ทำไมการระบาดในยุโรปและอเมริกาจึงรวดเร็วมาก และยับยั้งไม่อยู่     ตอบได้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนของเขาไม่สวมหน้ากากอนามัย     ในขณะที่ประเทศตะวันออกเราสวมกันหมดทุกคนเมื่อเข้าใกล้ชิดคนอื่น    

สะท้อนว่า ในสถานการณ์ต่างๆ โดยทั่วไปนั้น    คนเรายึดถือข้อตกลงพฤติกรรมที่เหมาะสมภายใต้ความรู้ที่มีจำกัดเสมอ    เรื่องราวต่างๆ มันซับซ้อน    แต่เมื่อจะต้องออกข้อแนะนำ ข้อกำหนด หรือข้อบังคับ ต้องเอาความรู้เท่าที่มีประมวลหรือตกผลึกเข้าด้วยกัน    ทำเป็นกติกาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน    ให้คนนำมาปฏิบัติตามได้    คือเราทำความซับซ้อนให้กลายเป็นความไม่ซับซ้อน    ซึ่งหมายความว่าในกติกานั้น ละหลายเรื่องไว้ในฐานไม่เข้าใจ (ไม่ใช่ในฐานเข้าใจตรงกัน)     ต่อมาเมื่อความไม่เข้าใจบางเรื่องมันกระจ่างขึ้น    ก็ต้องปรับเปลี่ยนข้อแนะนำ ข้อกำหนด หรือข้อบังคับ เสียใหม่    ดังที่เราเห็นบ่อยๆ    และจะเห็นมากขึ้นในสถานการณ์วิกฤตโควิด ๑๙  

ในเรื่อง social/physical distancing ก็เช่นกัน    เดิมแนะนำให้ห่างกัน ๖ ฟุต หรือราวๆ ๒ เมตร    เพราะเชื่อว่าไอจามไปไม่ไกลกว่านั้น    แต่เมื่อต้นเดือนเมษายน ทีมวิจัยจากเอ็มไอทีรายงานวิธีตรวจโดยใช้กล้องถ่ายรูปความชัดสูง พบว่าการไอปล่อยละอองฝอยไปไกลถึง ๖ เมตร    จามยิ่งไกล คือไปถึง ๘ เมตร     ทำให้เห็นได้ชัดว่า ในทางปฏิบัติ การรักษาระยะห่างช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น     

ที่จริงวงการศึกษาโลก (รวมทั้งวงการศึกษาไทย) ตั้งเป้าการพัฒนา critical thinking เป็นผลลัพธ์การเรียนรู้สำคัญมากว่า ๒๐ ปีแล้ว    แต่ในทางปฏิบัติมักไม่โยงเข้าสู่ชีวิตจริง    หรือยังมีการปฏิบัติสวนทาง    เพราะสังคมไทยเราเชื่อในผู้รู้หรือผู้มีความรู้   และสอนให้เคารพครู คือต้องเชื่อครู    เชื่อว่าสิ่งที่ครูสอนถูกต้องหมด    ถึงกับมีวลี “ศิษย์คิดล้างครู” ว่าเป็นคนเลว    สะท้อนความเชื่อต่อความรู้แบบ Fixed Mindset     

ปรากฏการณ์ ที่มนุษย์ร่วมกันดำเนินการรับมือโควิด ๑๙   จึงน่าจะสอนเราเรื่องความรู้    ว่าเรามักสัมผัสความรู้แบบที่เขาลดระดับความซับซ้อนมาแล้ว    หากเราไม่รู้ที่มาที่ไปของความรู้นั้น    เราอาจหลงนำมาใช้ผิดๆ ไม่สอดคล้องกับบริบทของเรา    คนที่ตกเป็นเหยื่อของความรู้แบบนี้เรียกว่า ขาด การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking)    ซึ่งจะเห็นว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณไม่ได้เป็นการคิดลอยๆ    ต้องมีหลักฐานประกอบ    และในหลายกรณีหลักฐานนั้นจะเข้าใจได้ต้องมีพื้นความรู้ที่เรียกว่า content knowledge    เช่นกรณีโควิด ๑๙ ต้องมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หลากหลายแขนง   

แต่ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ มหาปราชญ์แห่งศตวรรษที่ ๒๐ บอกว่า     ในชีวิตประจำวัน มนุษย์เราไม่ได้มีพฤติกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้และเหตุผล    แต่ขับเคลื่อนด้วยจิตใต้สำนึกหรืออารมณ์    ผมจึงคิดต่อว่า เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาคือ การฝึกให้มนุษย์มีพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ที่ขับเคลื่อนด้วยจิตใต้สำนึกที่ฝึกไว้ดีแล้ว    ให้ดำเนินตามการบังคับบัญชาของ EF – Executive Functions   โดยที่มนุษย์เราเกิดมาพร้อมกับศักยภาพที่จะฝึกจิตใต้สำนึกได้    นี่คือ growth mindset    ที่การศึกษาจะต้องพัฒนาด้วย

วิจารณ์ พานิช

๓ เม.ย. ๖๓


  

หมายเลขบันทึก: 677249เขียนเมื่อ 30 เมษายน 2020 18:37 น. ()แก้ไขเมื่อ 30 เมษายน 2020 18:37 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี