ถ้าชุมชนเป็นผู้ริเริ่ม เรื่องความไม่พอเพียงไม่ใช่ปัญหา ชุมชนจะปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกันเอง

ผลการศึกษาของดร.วรเวศม์ที่ออกมา สอดคล้องกับการสังเคราะห์งานวิจัย 5 พื้นที่ของผมในโครงการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กรการเงินชุมชน โดยการสนับสนุนของสกว.และศตจ.
โดยที่แนวทางการศึกษาของผมดำเนินการคนละแบบ
ในกรณีกองทุนสวัสดิการภาคประชาชนจังหวัดสงขลา
ผมศึกษาปรากฏการณ์ตามแนวคิดของดร.ครูชบ ยอดแก้วทุกประการ
เพื่อทำความเข้าใจว่า ท่านคิดและทำอย่างไร? ผมเห็นตรงกันกับดร.วรเวศม์ว่ากองทุนสวัสดิการสงขลามีวัตถุประสงค์หลักอยู่ที่การพัฒนาคนและสร้างทุนทางสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องระยะยาว
แต่พอมาถึงการวิเคราะห์ทางการเงิน ผมใช้คณิตศาสตร์ลดรูปโดยการอนุมานช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของกองทุนซึ่งผมเห็นว่าช่วงที่เริ่มจ่ายบำนาญจะเริ่มมีปัญหา ซึ่งได้ผลตรงกัน แต่ผมไม่รู้ว่ามันจะมีปัญหารุนแรงระดับใด เพียงแต่เดาว่าต้องมากขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น
การคำนวณของอาจารย์วรเวศม์ช่วยให้เห็นรายละเอียดเป็นสัดส่วนของความได้เปรียบของสมาชิกในแต่ละช่วงได้ชัดเจนมาก ซึ่งเป็นเหตุผลของความไม่ยั่งยืนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆของกลุ่ม

เนื่องจากผมวิเคราะห์แบบจำลองของครูชบทั้งระบบ โดยครูชบเสนอให้รัฐสมทบเท่ากันใน 3 ระดับคือ อบต./เทศบาล อบจ. และรัฐบาลกลาง ผมคำนวณโดยใช้ฐานข้อมูลคนไทยทั้งประเทศจำนวน 65 ล้านคนเพื่อดูว่ารัฐต้องมีภาระในการสมทบเท่าไร

ซึ่งเท่ากับ67,200 ล้านบาทต่อปี

ข้อเสนอแนะจากการศึกษาของผมพิจารณาจากฐานคิด 3 ด้านคือ
1)ความคุ้มค่า ผมอนุมานว่า การพัฒนาคนและสร้างทุนทางสังคมเป็นไปได้จริง ข้อมูลจากความเห็นตอบอย่างนั้น (ต้องวิจัยเพิ่มเติม)
2)ความซ้ำซ้อน มีความเห็นว่า บางคนที่ทำงานราชการหรือเป็นลูกจ้างเอกชน รัฐบาลสมทบเงินช่วยเหลืออยู่แล้ว ผมเห็นว่า ไม่ซ้ำซ้อน โดยใช้ฐานคิดว่า ที่รัฐอุดหนุนอยู่นั้น อุดหนุนในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง แต่การอุดหนุนตามแนวทางนี้ ถือเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน หากอายุครบ60ปี ได้เข้าร่วมกระบวนการกลุ่มอย่างต่อเนื่องตามระเบียบที่กำหนดไว้ก็จะได้รับสวัสดิการต่างๆโดยเฉพาะเงินบำนาญจากการอุดหนุนของรัฐเหมือนกัน จึงเป็นสวัสดิการในฐานะ คนไทย เหมือนกับสวัสดิการ ด้านการศึกษา
ผมเสนอให้รัฐบาลมีนโยบายเรื่องนี้ตามข้อเสนอของครูชบ โดยดำเนินการตามความพร้อม ในลักษณะขเป็นแรงจูงใจ คือ
ประกาศให้การสนับสนุนตามเงื่อนไข ต้องให้อบต.สมทบก่อน และให้อบจ.สมทบด้วย รัฐบาลกลางจึงจะสมทบ โดยสมทบผ่านกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมตามพรบ.2546 ดำเนินการโดยรัฐบาลกลางตั้งงบสมทบเป็นรายคนๆละ1บาทต่อวันลงไปตามจังหวัด ให้หน่วยจังหวัดที่มีคณะกรรมการอยู่แล้วเป็นผู้ดำเนินการ
3) ความพอเพียง คณิตศาสตร์อนุมานของผมเห็นว่าสูตรของครูชบไม่พอเพียงแน่นอน แม้ว่าจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐตามข้อเสนอครบถ้วนแล้วก็ตาม ซึ่งงานศึกษาของอาจารย์วรเวศม์ได้ช่วยตอกย้ำให้เกิดความชัดเจนขึ้น

แต่ข้อวิเคราะห์นี้เป็นที่มาของข้อเสนอแนะที่แตกต่างกันระหว่างผมกับดร.วรเวศม์คือ

ผมเห็นว่า ความไม่พอเพียงสามารถแก้ไขได้ โดยชุมชนเอง เพราะชุมชนเป็นผู้กำหนดระเบียบขึ้นมา ย่อมสามารถแก้ไขได้ด้วยการทำความเข้าใจกันเอง ซึ่งหน่วยจัดการระดับตำบล/เทศบาลเป็นหน่วยจัดการที่เหมาะสมที่สุดที่จะจัดการเรื่องของตนเองให้สอดคล้องเหมาะสมให้เกิดความพอเพียงกับคนของตนเอง โดยการเชื่อมต่อกับอบต.และเทศบาล ซึ่งดร.วรเวศม์เสนอว่า น่าจะเป็นหน่วยจัดการที่ใหญ่กว่านั้น

อีกข้อหนึ่งคือ การแยกกองทุนสวัสดิการออกจากกองทุนบำนาญ
ข้อเสนอของดร.วรเวศม์ตั้งเป็นคำถามไว้ ด้วยฐานคิดที่มองกองทุนในมุมของการจัดสวัสดิการโดยภาคชุมชน

แต่ผมใช้ฐานคิดเรื่องการพัฒนาคนซึ่งเป็นฐานคิดหลักของครูชบ
โดยมีกองทุนสวัสดิการเป็นเครื่องมือ

ผมเห็นว่าไม่ต้องแยกกองทุน(ตามกรอบคิดเรื่องสวัสดิการของราชการ) ทำตามสูตรของครูชบ(ชุมชน)จะเหมาะกว่า เป็นแนวคิดที่ครอบคลุม ลึกซึ้ง มีพลังมากกว่า ผมเห็นว่า
ถ้าชุมชนเป็นผู้ริเริ่ม เรื่องความไม่พอเพียงไม่ใช่ปัญหา ชุมชนจะปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกันเอง

ท่านใดที่สนใจรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการ การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กรการเงินชุมชน ซึ่งสังเคราะห์ความรู้จาก 5พื้นที่ศึกษาคือ ลำปาง ตราด สมุทรปราการ นครศรีธรรมราช และสงขลา สามารถเข้าไปดาว์โหลดได้ในwebsite ของหน่วยจัดการความรู้องค์กรการเงินชุมชน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ km4fc.wu.ac.th ได้ครับ

สำหรับรายงานวิจัยของผศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา สามารถติดต่ออาจารย์โดยตรงได้ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือที่มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติครับ