ขอเพิ่มเติมว่าในงานเขียนของคุณภีม มีประเด็นน่าสนใจอีก 2 ประเด็น คือ การแยกกองทุน กับการมีส่วนร่วมขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
คำถามคือ เราควรมีหลักคิดในแต่ละเรื่องอย่างไร
การแยกกองทุน คุณภีมเห็นว่า สูตรของครูชบเหมาะสมกว่าการแยกกองทุนตามแนวคิดราชการและ ดร.วรเวศน์ น่าสนใจว่า ครูชบมีแนวทางและหลักคิดอย่างไร และราชการมีแนวคิดอย่างไร
หากคิดเร็วๆ ดูเหมือนว่า กองทุนบำนาญจะเป็นส่วนที่คาดการณ์ความต้องการเงินกองทุนได้ล่วงหน้าค่อนข้างแน่นอน และจะเห็นได้ชัดเจนว่า ต้องการเงินทุนหนุนเสริมเท่าไร ส่วนเงินสวัสดิการอื่นๆ มีความไม่แน่นอนมากกว่า (เว้นแต่เก็บสถิติไว้นานพอที่จะนำมาใช้ประมาณการความน่าจะเป็นของการเกิด การเจ็บ และอื่นๆได้) ด้วยเหตุนี้ อาจจะทำให้ ดร.วรเวศน์เห็นว่า ควรแยกออกมาจัดการ ส่วนเงินสวัสดิการอื่นๆ อาจมีความยืดหยุ่นมากกว่า และอาจใช้เงิน "ส่วนที่เหลือ" ส่วนแนวคิดราชการ อาจจะมาจากกว่า การแยกกองทุน ทำให้ง่ายที่จะคิดเงินสมทบและติดตามผล
การมีส่วนร่วมขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในเรื่องเงินสมทบนั้น มีความสำคัญอยู่ 2 ประการคือ ประการแรก เป็นการสะท้อนความเข้มแข็งของชุมชนในแง่ที่มีพลังการต่อรอง (มิติทางการเมือง) ประการที่สอง ขึ้นอยู่กับศักยภาพทางการเงินของ อปท. ข้อแรกดูจะสำคัญมากกว่า เพราะ แม้บาง อปท.จะเงินน้อย (เมื่อเทียบกับสิ่งที่ต้องการทำ) แต่หากชุมชนมีพลัง ก็ย่อมมีอำนาจต่อรองให้ อปท.จัดลำดับความสำคัญของการสมทบเงินไว้ในอันดับต้นๆ ที่น่าสนใจคือ แนวทางเงินสมทบจาก อปท. จึงอาจไม่สามารถทำได้ในทุกพื้นที่ (เว้นแต่ ออก กม.บังคับ ซึ่งหมายถึง ต้องยืมมือรัฐลงมา แล้วก็จะมีความล่าช้าในกระบวนการออก กม.)
แนวทางและหลักคิดของครูชบ เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้เพราะครูคิดค้นและสังเกตทดลองในพื้นที่มานาน จนเกิดเป็นความคิดที่ตกผลึกและลึกซึ้ง
คุณภีมเข้าใจครูดีกว่าคนอื่นๆ การขยายความแนวคิดทีลึกซึ้งของครูสู่สาธารณะเป็นคุณูปการค่ะ โดยเฉพาะวิธีคิดของครู ที่ชุมชนอื่นๆน่าจะเรียนรู้ไปปรับใช้กับพื้นที่ตนเอง
จริงๆแล้ว ตัวเองกลับเห็นว่า เรื่อง "ความคุ้มค่า" ไม่จำเป็นต้องวิจัย เพราะการจัดสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้ทุกคนเป็นสิ่งที่มี "คุณค่า" และเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมา รัฐทำไม่ทั่วถึง และชุมชนก็เริ่มมีบทบาทนำ ทีมวิจัยน่าจะพุ่งโจทย์มาที่การบรรลุเป้าหมาย "ความเพียงพอ" และการใช้องค์กรการเงินเพื่อไปสู่เป้าหมาย "การพัฒนาคน" (ในความหมายที่ต้องตีความเช่นกัน)