การศึกษาขั้นพื้นฐานในปัจจุบัน มุ่งเน้นวิชา “ทักษะชีวิต”มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เพื่อให้ผู้เรียนนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และสามารถประยุกต์ใช้เมื่อเติบโตขึ้น
ผมคิดว่า “การออม”ก็เป็นทักษะขั้นพื้นฐานแบบหนึ่ง ที่ต้องปลูกฝังกันตั้งแต่วัยเยาว์ อาจไม่ต้องเขียนเป็นหลักสูตรก็ได้ แต่ใช้กิจกรรมทำในรูปของโครงการออมทรัพย์
เท่ากับได้ช่วยผู้เรียนได้เรียนรู้การเงินตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน ผมเชื่อว่าหลายโรงเรียนทำแล้ว เพราะ..ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง..ได้เข้าสู่รั้วโรงเรียน จึงบังเกิดผลเป็นรูปธรรม อีกทั้ง..ระบบธนาคาร..ก็ขยายวงกว้างทำให้โรงเรียนได้รับความสะดวกมากขึ้น
ศาสตร์พระราชา..กับปรัชญาฯในคำสอนของพ่อ ที่โรงเรียนใช้เป็นหลักปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนและบริหารจัดการทั้งระบบ ทำให้ผมผู้ซึ่งเป็นผู้บริหารและคณะครู..ปฏิเสธไม่ได้ในเรื่องของการประหยัด..อดออม..
จากนั้นก็ลงสู่นักเรียนทุกห้องเรียน ไม่เว้นแม้แต่เด็กอนุบาล ครูจัดทำบัญชีเงินฝากรายวันของนักเรียน อย่างต่อเนื่องมาเกือบ ๑๐ ปีแล้ว..
ผมเป็นคนจ่ายดอกเบี้ยให้นักเรียนทุกห้องเรียน ความเข้มแข็งและความยั่งยืน ทำให้จำนวนเงินฝากในแต่ละปี ค่อนข้างสูง จึงทำให้ ธกส.ตัดสินใจอนุมัติโครงการธนาคารโรงเรียนให้เป็นกรณีพิเศษ แม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กก็ตาม
ดังนั้น..”การออม”ไม่เพียงแต่สอนเท่านั้น ต้องลงมือปฏิบัติจริงๆ จึงจะเข้าถึงและเกิดประโยชน์สูงสุด และที่สำคัญผู้ปกครองต้องเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนด้วย
เพื่อช่วยสานฝันให้ลูกหลาน เรียนรู้การเงินตั้งแต่เด็กๆ เพื่ออนาคตของพวกเขาจะได้พบกับ “ความมีอิสรภาพทางการเงินอย่างยั่งยืน”
สมัยก่อน..ครูก็ไม่ได้สอนพวกเรามา การฝากเงินก็ไม่รู้จัก จะกินเข้าไปก็ยังไม่พอ พ่อกับแม่ก็ไม่เคยบอกไม่เคยสอน แต่เรามองเห็น”ความจน”จึงช่วยให้เรามีจิตสำนึกและคิดได้เองโดยที่ไม่ต้องให้ใครสอน อะไรที่มันฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นเราก็ไม่ทำ..
ตอนที่เรียนหนังสือ..ผมเคยขอเงินแม่เพื่อไปเที่ยวกับเพื่อน..แต่แม่ไม่พร้อมเรื่องเงิน..ผมก็เลยอดไป..ตอนหลังอยากไปแต่แม่ก็ไม่มีเงินอีก ผมเลยคิดว่าไม่ต้องขอดีกว่า..
ความเป็นลูกที่ช่วยพ่อแม่ประหยัดอดออม เพื่อให้ครอบครัวอยู่รอดและเพื่อลูกๆจะได้เรียนจบอย่างไม่มีอุปสรรค จึงเป็นสิ่งที่งดงามและมีคุณค่า มากกว่าที่จะเป็นปมด้อย
ผมนำประสบการณ์จริง มาสอนลูกและมาสอนนักเรียน แต่ย้ำว่าไม่ต้องเอาแบบพ่อหรือทำตามแบบครู..เพราะเราต้องดูความพร้อมของผู้ปกครองด้วย ว่าเราจะ “พอเพียง”แค่ไหน? ถ้ามีเพียงพอ ก็ไม่จำเป็นต้องคิดเยอะ หรือทำให้ใครในครอบครัวต้องเดือดร้อนหรือเสียโอกาส..เพราะบางอย่างหากเสียหายไปแล้ว เรียกกลับคืนมาไม่ได้..
ปัจจุบัน “ศาสตร์ของการออม”แพร่หลายในโลกโซเชียล เพราะวิกฤติการเงินในครัวเรือนเริ่มส่งผลกระทบต่อสังคม..หลายครอบครัวล่มสลายเพราะการเงินเป็นต้นเหตุ
การเงินกับสังคมโลกยุคใหม่ ไม่ว่าใครก็ตามหากประมาทกับการใช้ชีวิต..ก็คงไม่เกิดผลดีแน่..การมองว่า..เงินคือพระเจ้า หรือเงินเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ก็คงเป็นเรื่องที่คิดกันได้ แต่ในทางกลับกัน ก็อย่ามองจนเกินพอดี จนทำให้เงินมีอำนาจเหนือจิตใจ ทำให้ขาดสติ และอาจนำไปสู่เส้นทางแห่งอบายมุขได้..
ข้าราชการครู..จึงต้องเป็นแบบอย่างในเรื่องการเงิน..ทั้งการปฏิบัติตนและการสอน จริงอยู่..ครูมีสิทธิที่จะเป็นหนี้ได้ แต่การมีหนี้สินล้นพ้นตัว จะมีชีวิตจิตใจ มีสมาธิในการทำงานได้อย่างไร? ครูรุ่นใหม่จึงต้องคิดให้หนัก เงินเดือนน้อยกับความต้องการที่มากมาย มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่?
เด็กรุ่นใหม่..จึงต้องเข้าใจเรื่องเงินให้มากพอ..ครูและผู้ปกครองต้องนำพาเด็กให้เข้าใจและเข้าถึงเส้นทางของอิสรภาพทางการเงินอย่างยั่งยืน ด้วยการให้เรียนรู้..ต่อไปนี้
๑. รู้จักแสวงหาเงินในทางที่ชอบ
๒. รู้จักเก็บออมอย่างสม่ำเสมอ
๓. รู้จักใช้เงินอย่างมีคุณค่ามีเหตุมีผลเกิดประโยชน์เพิ่มพูน
๔. รู้จักลงทุนในสิ่งที่สามารถให้เงินทำงานแทน
เพียงเริ่มต้น..ตั้งแต่วันนี้..อนาคตย่อมดีแน่...
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๔ มกราคม ๒๕๖๓