สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลน ๔. แสดงให้ศิษย์รู้ว่าครูเข้าใจความรู้สึกของเขา


บันทึกชุด สอนสมบูรณ์ เพื่อศิษย์ขาดแคลนนี้ ตีความจากหนังสือ Poor Students, Rich Teaching : Seven High-Impact Mindsets for Students from Poverty (Revised Edition, 2019)  เขียนโดย Eric Jensen    ซึ่งผมคิดว่า เหมาะสมต่อ “ครูเพื่อศิษย์” ที่สอนนักเรียนที่มีพื้นฐานขาดแคลน ผมเข้าใจว่าในประเทศไทยนักเรียนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ    คือกว่าครึ่งของนักเรียนในระดับประถมและมัธยมของไทย ตกอยู่ในสภาพที่ระบุในหนังสือนี้   

บันทึกที่ ๔ นี้เป็นบันทึกที่สามใน ๓ บันทึกภายใต้ชุดความคิดว่าด้วยความสัมพันธ์กับศิษย์ (relational mindset)    และตีความจาก Chapter 3 :  Show Empathy    

จุดสำคัญคือ ต้องแยกระหว่าง ความเห็นอกเห็นใจ (sympathy)  กับ ความเข้าใจความรู้สึก (empathy)    และครูต้องมีวิธีทำให้นักเรียนรู้ว่าครูเอาใจใส่ หรือห่วงใยตัวเขา และพยายามเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเขาจริงๆ    โดยครูพึงตระหนักว่า นักเรียนที่ขาดแคลนมีความขาดแคลนด้านทักษะการเรียนรู้  การควบคุมอารมณ์ และการรับมือต่อความยากลำบาก

ผมขอเพิ่มเติมว่า การที่ครูเอาใจใส่ทำความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของศิษย์นี้ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่วิเศษสุดอย่างหนึ่งของตัวครูเองด้วย   ช่วยให้ครูได้เติบโตทั้งในด้านความเป็นมนุษย์ และด้านความเป็นครู   

ตระหนักว่าเด็กต้องการให้คนอื่นเข้าใจความรู้สึกของตน

นักเรียนต้องการผู้ใหญ่ที่เขารู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้  ซึ่งจะช่วยให้เขามีความมั่นคงทางอารมณ์    ซึ่งเป็นพื้นฐานช่วยให้เรียนรู้ได้ดี    และนักเรียนจากครอบครัวที่มีความขาดแคลน จะมีความต้องการดังกล่าว มากเป็นพิเศษ    เพราะเขาต้องเผชิญความเครียดมากกว่า และขาดทักษะเพื่อใช้เผชิญความเครียดนั้น   

ผลงานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) บอกว่า ความยากจนขาดแคลนก่อผลต่อสมองใน ๓ ด้าน คือด้านความคิด, ด้านอารมณ์ และด้านกายภาพของสมอง    เด็กจากครอบครัวยากจนขาดแคลน มีสมองส่วนสีขาว (white matter)  และส่วนสีเทา (gray matter) รวมทั้งสมองส่วนสำคัญต่อการเรียนรู้ ความจำ และอารมณ์ (hippocampus) เล็กกว่าเด็กปกติ    นอกจากนั้น มีผลงานวิจัยบอกว่า การถูกทำร้ายด้วยถ้อยคำในครอบครัว    หรือถูกรังแกด้วยการเยาะเย้ยถากถางจากเพื่อนที่โรงเรียน มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองและการเชื่อมต่อใยประสาท    นั่นคือข่าวร้าย

ข่าวดีคือ สมองมีความยืดหยุ่นปรับตัวได้ (brain plasticity)     ประสบการณ์ด้านบวกในเรื่องปฏิสัมพันธ์ สามารถเปลี่ยนแปลงสมองให้กลับสู่เส้นทางปกติได้    เมื่อได้รับความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ สมองจะรับรู้และส่งผลไปลดฮอร์โมนเครียด (คอร์ติซอล)  เพิ่มฮอร์โมนสุขคือ ซีโรโทนิน  และสมองส่วนฮิปโปแคมปัสโตขึ้น       

ใช้เครื่องมือแสดงว่าเข้าใจความรู้สึกของนักเรียน

ในการมาโรงเรียน นักเรียนต้องการผู้ใหญ่คอยทำหน้าที่ปกป้อง  ไม่ใช่ผู้ตัดสิน หรือผู้ลงทัณฑ์     เมื่อนักเรียนแจ้งว่ามีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น   อย่าเอะอะโวยวาย หรือด่วนตัดสิน  ให้เริ่มจากการทำความเข้าใจความรู้สึกของเขา    จงทำให้ความใส่ใจของตนแสดงออกมาอย่างชัดเจน  ไม่ใช่แค่แสดงออกทางภาษากายเท่านั้น    เขาแนะนำการตอบสนองที่แสดงความเอาใจใส่ต่อความรู้สึกของเด็ก ด้วยเครื่องมือ ๕ ชิ้น ต่อไปนี้

  1. 1. “ครูเสียใจมากที่ได้ยินเรื่องนี้”  (พูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเศร้า เพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจ)
  2. 2. “เรื่องนี้ทำให้ครูไม่สบายใจ”  (แสดงความรู้สึกเศร้าและห่วงใย)
  3. 3. “เราเป็นห่วงเธอ” (ออกชื่อนักเรียน) (บอกว่า มีคนจำนวนมากเป็นห่วงเป็นใยต่อนักเรียนคนนั้น)
  4. 4. “เธอเรียบร้อยดีไหม” (ถามพร้อมกับตรวจสอบความปลอดภัยและสุขภาวะของนักเรียน)
  5. 5. “เยี่ยมมาก หากครูต้องเผชิญปัญหานี้ ครูไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขได้ดีเท่าเธอ” (บอกเด็กว่า สิ่งที่เขาเผชิญมามีความยาก  ครูแสดงความชื่นชม และเข้าใจความรู้สึกของเขา) 

ในขั้นนี้ อย่าเพิ่งให้คำแนะนำวิธีแก้ปัญหา    ให้เน้นลดความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือตื่นตระหนกของเด็ก    โดยให้เขารู้สึกว่ามีผู้ใหญ่ที่หวังดีอยู่เคียงข้าง พร้อมช่วยเหลือ  

ในกรณีที่นักเรียนเพิ่งเผชิญปัญหาครอบครัว เช่นพ่อแม่หย่าร้างกัน  มีคนในครอบครัวถูกยิงตาย ฯลฯ    ครูควรพูดว่า “ครูเสียใจด้วย   หากต้องการความช่วยเหลืออะไรขอให้บอกครู   เราพร้อมช่วยเสมอ”    แล้วควรแจ้งครูแนะแนว (counselor) ให้ให้ความช่วยเหลือเด็กคนนั้น    ในสหรัฐอเมรกามีผลการวิจัยบอกว่า การเพิ่มครูแนะแนว ๑ คนในโรงเรียน (และครูแนะแนวทำงานดี) มีผลให้ลดจำนวนเด็กออกจากโรงเรียนกลางคันร้อยละ ๑๐  

ไม่ว่าเด็กจะแสดงพฤติกรรมไม่ถูกต้องอย่างรุนแรงหรือไม่รุนแรงนัก หน้าที่แรก (และสำคัญที่สุด) ของครู คือ ทำความเข้าใจ   และหาทางทำความเข้าใจ  และแสดงให้เด็กเห็นว่า ครูพร้อมที่จะทำความเข้าใจและเห็นใจ    ตัวอย่างเช่น เมื่อนักเรียนไม่ทำการบ้านมาส่ง    ครูต้องไม่ดุ ไม่ลงโทษ  แต่พูดกับเด็ก (ให้ทั้งชั้นได้ยิน) ว่า “ครูเสียใจที่เธอไม่ได้ทำการบ้าน    บอกครูได้ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้น”    หากเด็กมาโรงเรียนสาย ครูทักเด็กว่า “สมชาย ครูดีใจที่เธอมาโรงเรียน   เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มได้เลย    เพื่อนๆ จะช่วยให้เธอตามบทเรียนได้ทัน”    เอาไว้เมื่อมีโอกาสจึงค่อยคุยกันสองคน “เธอไม่เคยมาโรงเรียนสายเลย   วันนี้เกิดอะไรขึ้น    เธอสบายดีหรือเปล่า”  

การพร่ำสอนเรื่องความตรงต่อเวลาไม่มีความจำเป็น    สู้แสดงให้เด็กเห็นว่าครูคิดถึงเขา และต้องการให้เขาเข้าร่วมกิจกรรมที่สนุกสนานและทรงคุณค่าในห้องเรียน ไม่ได้    จะมีผลต่อพฤติกรรมของเด็กมากกว่า    โดยแสดงผลผ่านความสัมพันธ์ด้านรู้สึกผูกพันไว้เนื้อเชื่อใจกัน     

ใช้เครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์อย่างเร็ว

ในวันแรกของปีการศึกษา หรือของภาคการศึกษา เด็กจะอยากรู้ว่าครูเป็นอย่างไร    ห่วงใยและให้เกียรติเด็กหรือไม่    ครูต้องแสดงออกในเรื่องเอาใจใส่และเข้าใจความรู้สึกของนักเรียนตั้งแต่วันแรก    เขาแนะนำเครื่องมือง่ายๆ ๓ ชิ้นดังต่อไปนี้

  • ครั้งเดียวจบ(One and Done)    ในช่วง ๓๐ วันแรกของชั้นเรียน ทำสิ่งที่สะท้อนความเอาใจใส่ต่อศิษย์ ที่ทำครั้งเดียวนักเรียนจดจำได้ไม่ลืม   เช่น ให้นักเรียนแต่ละคนแชร์ความสนใจส่วนตัวของตน    สมมติว่านักเรียนคนหนึ่งชอบนก ชอบดูนก และศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับนก   ครูกลับไปค้นเรื่องราวของนกในละแวกโรงเรียนและละแวกบ้าน   แล้วนำมาเล่าในชั้นเรียน   ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดตั้งชมรมดูนก
  • สองคนในสิบวัน   เมื่อเริ่มชั้นเรียน ครูกำหนดนักเรียน ๑ - ๒ คน ที่น่าจะต้องการความเอาใจใส่เป็นพิเศษ อาจจะเนื่องจากขี้อายมาก  ซุกซนมาก  นั่งนิ่งไม่ได้  ชอบมาป้วนเปี้ยนกับครู   หรือขาดความสามารถในการควบคุมตนเอง     แล้วจัดเวลาวันละ ๒ นาทีทุกวันในเวลา ๑๐ วัน คุยกับเด็กสองคนนี้ทีละคน   คุยเรื่องอะไรก็ได้   เป้าหมายเพื่อสร้างความคุ้นเคย   ซึ่งจะช่วยให้เด็ก ๒ คนนี้มีสัมพันธภาพที่ดีต่อครูไปตลอดปี 
  •  สามอย่างในสามสิบวัน   ใช้ช่วงเวลา ๓๐ วันแรกของชั้นเรียน  ตั้งคำถาม ๓ คำถามเกี่ยวกับนักเรียนแต่ละคน   และหาคำตอบให้ครบ    ตัวอย่างคำถามเช่น มีใครบ้างอยู่ในครอบครัวของเด็ก  เด็กสนใจเรื่องอะไรเมื่ออยู่นอกโรงเรียน  เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่นักเรียนต้องการเป็นอะไร  

เครื่องมือทั้งสามข้างบน ใช้ตอนเริ่มต้น    แล้วต่อด้วยเครื่องมืออีก ๓ ชิ้น ต่อไปนี้

      เชื่อมสัมพันธ์ช่วงเริ่มต้น

              ๓ - ๗ นาทีแรกของชั้นเรียน (หรือก่อนชั้นเรียน) ครูเดินไปรอบๆ ห้อง  ทักทายและคุยกับนักเรียน และสำรวจอารมณ์ของนักเรียนทั้งชั้น  และสำรวจว่ามีนักเรียนคนไหนต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ    เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เด็กสนใจ  เช่นผลการแข่งฟุตบอลล์  ทรงผมใหม่ หรือรองเท้าคู่ใหม่ของนักเรียน  

     เชื่อมสัมพันธ์ช่วงปลาย

              เมื่อนักเรียนจะออกจากห้องเรียนในตอนโรงเรียนเลิก หรือท้ายคาบเรียน สังเกตภาษากายที่สะท้อนอารมณ์ของเด็ก    แล้วขอคุยกับเด็กที่ส่อความกังวลใจสองต่อสอง    “เธอ (ออกชื่อนักเรียน) มีอะไรกังวลใจไหม”   “มีอะไรให้ครูช่วยเหลือไหม”    ไม่ว่านักเรียนจะเปิดใจกับครูหรือไม่ ครูได้ทำหน้าที่หยิบยื่นความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่ศิษย์แล้ว  

    เชื่อมสัมพันธ์กับชีวิตที่บ้านของนักเรียน

             ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ต้องไม่จำกัดอยู่แค่ในชั้นเรียนหรือในโรงเรียน    ต้องขยายไปสู่ชีวิตที่บ้าน และในชุมชนด้วย    เขาแนะนำให้ทำความรู้จักชีวิตในครอบครัวของเด็ก โดยไม่ตัดสิน    ครูอาจไปร่วมกิจกรรมที่เด็กนิยมไป เช่นดูกีฬา  เดินเที่ยวศูนย์การค้า  ชมภาพยนตร์  ดูคอนเสิร์ต  ร่วมกิจกรรมในสวนสาธารณะ เป็นต้น    เพื่อทำความรู้จักและแสดงความเอาใจใส่ต่อนักเรียน   เป็นการลงทุนไม่กี่ชั่วโมงในตอนต้นปีการศึกษา    ซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับนักเรียนไปตลอดปี   และตลอดชีวิตของนักเรียน

ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศิษย์กับครู เป็นตัวเร่ง (catalyst) ให้เด็กเอาใจใส่การเรียน ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพและรอบด้าน     

เปลี่ยนวาทกรรม เปลี่ยนการสอน

วาทกรรม ที่เป็นชุดความคิดในเบื้องลึกของหัวใจ เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของครู     และกำหนดพฤติกรรมของศิษย์    เพราะครูเป็นแบบอย่าง (role model) ของศิษย์    ซึ่งจะวนกลับมาเปลี่ยนครูอีกรอบหนึ่ง     

ครูจะมีพฤติกรรมที่กำหนดโดย “ชุดความคิดว่าด้วยความสัมพันธ์กับศิษย์” (relational mindset)  

วาทกรรมที่เปลี่ยนคือ  “เขาจ้างฉันมาเป็นครูเพราะฉันมีความรู้วิชาการ    ฉันไม่มีเวลาพอที่จะเอาใจใส่ทักษะด้านสังคม   นั่นมันเรื่องของพ่อแม่”     จะต้องเปลี่ยนไปเป็น  “นักเรียนและครูต่างก็มีชีวิตที่เชื่อมโยงกัน    เป้าหมายแรกของการเชื่อมโยงระหว่างฉันกับศิษย์คือ ความสัมพันธ์ในฐานะเป็นเพื่อนมนุษย์   ความสัมพันธ์ในฐานะครูกับศิษย์เป็นเป้าหมายรอง”    เขาแนะนำให้ครูเขียนคำแถลงอุดมการณ์นี้ไว้ในกระดาษ เอามาทบทวนทุกวัน    เพื่อให้พฤติกรรมต่อศิษย์ของตนดำเนินไปตามนี้ อย่างเป็นอัตโนมัติ

ใคร่ครวญสะท้อนคิด และตัดสินใจ

การเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นที่ “กระจก”     กระจกสะท้อนพฤติกรรมครูคือ “การใคร่ครวญสะท้อนคิด” (reflection)    ด้วยการตั้งคำถาม    “สิ่งที่ฉันทำ สะท้อนความเชื่อว่า ‘นักเรียนและครูต่างก็มีชีวิตที่เชื่อมโยงกัน    เป้าหมายแรกของการเชื่อมโยงระหว่างฉันกับศิษย์คือ ความสัมพันธ์ในฐานะเป็นเพื่อนมนุษย์   ความสัมพันธ์ในฐานะครูกับศิษย์เป็นเป้าหมายรอง’ หรือไม่”    ตามด้วย “ฉันจะเปลี่ยนแปลงเป้าหมายการเป็นครู สู่ การเอื้อให้ศิษย์เรียนจบออกไปพร้อมที่จะทำงาน หรือพร้อมที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยหรือไม่”   

วิจารณ์ พานิช

๑๔ เม.ย. ๖๒

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)