บันทึกชุด สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลนนี้ ตีความจากหนังสือ Poor Students, Rich Teaching : Seven High-Impact Mindsets for Students from Poverty (Revised Edition, 2019) เขียนโดย Eric Jensen ผู้ที่ในวัยเด็กมีประสบการณ์การเป็นเด็กขาดแคลนอย่างรุนแรง และมีปัญหาการเรียน และเคยเป็นครูมาก่อน เวลานี้เป็นวิทยากรพัฒนาครู ผมคิดว่าสาระในหนังสือเล่มนี้ เป็นชุดความรู้ที่เหมาะสมต่อ “ครูเพื่อศิษย์” ที่สอนนักเรียนที่มีพื้นฐานขาดแคลน ผมเข้าใจว่าในประเทศไทยนักเรียนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ
บันทึกที่ ๓ นี้เป็นบันทึกที่สองใน ๓ บันทึกภายใต้ชุดความคิดว่าด้วยความสัมพันธ์กับศิษย์ (relational mindset) และตีความจาก Chapter 2 Connect Everyone for Success
ความเป็นจริงที่สำคัญยิ่งคือการมีกัลยาณมิตรทำให้คนมีความสุขยิ่งกว่ามีเงิน
กฎ ห้าสิบ-ห้าสิบ
ปัจจัยทางสังคม ๒ ประการ มีอิทธิพลสูงยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียน ได้แก่ (๑) ความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของชั้นเรียน (๒) การเรียนแบบร่วมมือกัน
ดังนั้น จึงมีผู้เสนอว่า เพื่อความสำเร็จในการเรียน ควรแบ่งเวลาในชั้นเรียนออกเป็น ๒ ส่วนเท่าๆ กัน เป็นเวลาสำหรับสังคม หรือมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนครึ่งหนึ่ง และอยู่กับตนเองครึ่งหนึ่ง นี่คือกฎห้าสิบ-ห้าสิบ
ในบางวันการแบ่งเวลาอาจเป็น ๙๐ – ๑๐ หรือ ๘๐ – ๒๐ แต่ในภาพรวมของแต่ละสัปดาห์ควรเป็น ๕๐ – ๕๐
มีผลงานวิจัยยืนยันคุณค่าของการมีเพื่อนคอยช่วยเหลือกันในการเรียน นักเรียนที่มีผลการเรียนดี เป็นคนที่มีและให้คุณค่าของการมีเครือข่ายของเพื่อนคอยช่วยเหลือกัน ในขณะที่นักเรียนที่เรียนอ่อนมักไม่มีเครือข่ายเพื่อน ผลงานวิจัยวัด effect size เทียบระหว่างผลการเรียนของนักเรียนที่ถนัดเรียนแบบร่วมมือกับเพื่อน กับนักเรียนที่เรียนคนเดียว เท่ากับ ๐.๕๙ (ตัวเลขที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือคือ ๐.๔๐ ขึ้นไป)
ตัวอย่างกิจกรรมในช่วงเรียนร่วมกับเพื่อน กับเรียนคนเดียว อยู่ในตารางข้างล่าง

ยุทธศาสตร์ความร่วมมือ
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์มีอิทธิพลทั้งจากพันธุกรรมและสภาพสังคมแวดล้อม ปฏิสัมพันธ์พัฒนาขึ้นตามอายุ ตั้งแต่แรกเกิด ดังนี้
- อายุ ๐ - ๓ ปี ความสัมพันธ์อยู่ที่คนรอบตัว (แม่ พ่อ พี่เลี้ยง)
- อายุ ๔ - ๙ ขวบ ตอนอายุ ๔ ขวบ ความสนใจของเด็กอยู่ที่พ่อแม่ ไม่สนใจเพื่อน แต่เมื่อโตขึ้น พันธุกรรมกำหนดให้มีความต้องการเพื่อน ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของแวดวงเพื่อนๆ
- อายุ ๑๐ - ๑๗ ปี ตอนเรียนชั้น ม. ต้น เด็กไม่เพียงต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่ยังต้องการแสดงเอกลักษณ์หรือตัวตนของตนด้วย ถึงตอนนี้นักเรียนควรได้เรียนรู้ความสำคัญของการช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน (interdependency) จากเวลาเรียนแบบร่วมมือกันกับเพื่อน ครูต้องรู้วิธีให้ทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนสร้างทักษะการช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกันขึ้นในตน รวมทั้งเห็นคุณค่าของการพึ่งพาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผลงานวิจัยบอกว่า effect size ของการเรียนแบบทีม ๔ คน มีค่าเท่ากับ ๐.๖๙
วิธีจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณลักษณะช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน (interdependency) มีดังต่อไปนี้
กลุ่มและทีมร่วมงาน
การจัดกลุ่มและทีมร่วมกันทำงาน ที่จะเกิดผลพัฒนาสปิริตของการทำงานเป็นทีม เกิดการเสริมแรงซึ่งกันและกัน (synergy) และเกิดมิตรภาพ ต้องมีหลักการและวิธีการ ดังต่อไปนี้
- มีการตั้งชื่อทีม คำขวัญประจำทีม โลโก้ กองเชียร์ และการเฉลิมฉลองความสำเร็จ เพื่อสร้างสถานะทางสังคม และความเป็นทีม
- มอบหมายให้สมาชิกแต่ละคนของทีมมีบทบาทเฉพาะและมีความหมาย ซึ่งจะช่วยให้เกิดสภาพช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน ตัวอย่างของบทบาท เช่น ผู้สรุป ผู้นำ ผู้ฝึก ผู้นำการเคลื่อนไหวร่างกาย ผู้เติมพลัง ผู้เล่าเรื่องขบขัน ผู้เดินสาร
- กำหนดกติกาสำหรับพฤติกรรมในกลุ่ม เพื่อให้นักเรียนมีพฤติกรรมกลุ่มที่เหมาะสม มีความรับผิดชอบ โดยกำหนดกติกาสำคัญ ๓ ประการ ที่ทุกทีมต้องปฏิบัติ เช่น (๑) ให้ความร่วมมือต่อชั้นเรียน (๒) ตรงต่อเวลา (๓) ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
- ให้ทีมทำงานร่วมกันทุกวัน มีกำหนดการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในทุกวัน ให้มีส่วนร่วมเท่าๆ กัน หมุนเวียนหน้าที่กัน
เพื่อให้กลุ่มและทีมร่วมงานมีประสิทธิผลสูง ครูควรโค้ชผู้นำทีม แล้วให้ผู้นำทีมไปโค้ชเพื่อนอีกต่อหนึ่ง ผลงานวิจัยบอกว่า การที่นักเรียนไปสอนเพื่อน มี effect size 0.74
เกลอร่วมเรียน(study buddy)
ในตอนต้นปีการศึกษา หรือต้นเทอม จับคู่ให้นักเรียนเป็นเกลอร่วมเรียน ช่วยเหลือกัน มีการแลกเบอร์โทรศัพท์และอีเมล์กัน โดยครูบอกว่า ทั้งคู่ต้องช่วยเหลือกัน ให้ทั้งตนเองและเพื่อนประสบความสำเร็จในการเรียนด้วยกัน
วิธีการจับคู่ ต้องให้ได้คู่ที่เป็นคน “คอเดียวกัน” มีความสนใจหรือเป้าหมายชีวิตคล้ายๆ กัน โดยครูให้เขียนเรียงความสั้นๆ บอกความสนใจ ความคลั่งใคล้ แล้วครูนำมาแยกกลุ่ม เพื่อจัดให้นักเรียนได้เกลอที่มีจริตคล้ายกัน ไปกันได้
ในกรณีที่คู่เกลอมีปัญหาด้านความสัมพันธ์ เขาไม่แนะนำให้เปลี่ยนคู่ แต่ให้ใช้วิธีการเยียวยา หรือแก้ความขัดแย้ง ๕ ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
- 1. “ฉันรู้สึก” บอกความรู้สึกของแต่ละฝ่าย เช่น “ฉันรู้สึกท้อและขาดเพื่อน เมื่อเธอไม่พูดในช่วงเวลาสำหรับเกลอร่วมเรียนปรึกษากัน”
- 2. “เมื่อเกิดสิ่งนั้นขึ้น” บอกเหตุการณ์ที่สะท้อนปัญหา เช่น “เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ เราไม่ได้แก้ปัญหาหรือเรียนสิ่งที่ต้องเรียน เมื่อวานนี้ ฉันต้องการความช่วยเหลือในชั้นเรียน”
- 3. “ฉันต้องการ” บอกความต้องการ เช่น “ฉันอยากรู้ว่า เราสามารถทำงานร่วมกันได้ ใช่ไหม”
- 4. “ฟัง” ถึงตอนนี้ ฝ่ายพูดก่อน (ตาม ๓ ข้อข้างบน) ฟังอีกฝ่ายหนึ่งพูดบ้าง ตาม ๓ ข้อข้างบน
- 5. “ทบทวนและแก้ไข” ร่วมกันเสนอแนวทางทำงานร่วมกัน ต่างจากเดิม เช่น “เพื่อให้เราทำงานร่วมกันได้ เราเปลี่ยนวิธีทำงานเรื่อง ... ให้ต่างไปจากเดิม ในแต่ละครั้งที่ทำงานร่วมกัน แล้วดูว่าได้ผลอย่างไร”
เขาแนะนำให้เกลอร่วมเรียนนั่งติดกันในห้องเรียน แชร์สาระเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และทำหน้าที่เชียร์หรือให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และคอยเอาใจใส่ความก้าวหน้าในการเรียนของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยอาจนำไปหารือกับครูหรือพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย หลังจากมีผลการทดสอบออกมา ควรให้เวลาเกลอร่วมเรียนได้ปรึกษากัน
นักเรียนพี่เลี้ยง(student mentor)
เป็นการให้คำแนะแนว กำลังใจ และภาวะผู้นำแก่นักเรียน โดยนักเรียนชั้นโตกว่า หรือโดยนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ได้ประโยชน์ทั้งตัว mentor (ผู้ให้คำปรึกษา) และ mentee (ผู้รับคำปรึกษา)
การให้คำปรึกษามักเน้นเรื่องวิธีการเรียน เรื่องทางสังคมกับเพื่อนๆ ในโรงเรียน เรื่องปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว และในชุมชน อาจรวมไปถึงติวเต้อร์ในเรื่องวิชาความรู้
มีงานวิจัยบอกว่าการมีกิจกรรมพี่เลี้ยงโดยนักเรียนด้วยกันเอง ช่วยให้พัฒนาการของนักเรียนดีขึ้น ทั้งด้านการเห็นความสำคัญของตนเอง (self-esteem) ความตั้งใจเรียน ความประพฤติ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (กับพ่อแม่ พี่เลี้ยง และเพื่อนๆ)
หุ้นส่วนชั่วคราว
อาจเรียกว่า หุ้นส่วน ๖๐ วินาที ทำโดยบอกให้นักเรียนยืนขึ้น บอกให้เริ่มเดินเมื่อเพลงดังขึ้น เดินไปแตะเก้าอี้อย่างน้อย ๔ ตัว เมื่อเพลงหยุดก็หยุดเดิน และชี้ไปที่คนที่อยู่ใกล้ที่สุด ว่านี่คือหุ้นส่วนชั่วคราว และเริ่มคุยกันเรื่องที่กำลังเรียน กำลังทำกิจกรรมกลุ่ม หรือกำลังอภิปรายกัน คู่ไหนคุยกันเสร็จก็ให้ยกมือขึ้น เมื่อเสร็จทั้งชั้นให้กล่าวขอบคุณหุ้นส่วนโดยเรียกชื่อ แล้วจึงกลับไปนั่งที่เดิม
เป็นกิจกรรมที่ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศ ลดความเครียดหรือความขัดแย้งในกลุ่ม หรือทีมร่วมงาน
วิจารณ์ พานิช
๑๔ เม.ย. ๖๒