๒๑๕. เหตุมันเกิด...

เหตุมันเกิด...

ในความจริง...ผู้เขียนก็มิอยากที่จะเขียนสักเท่าไร แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลายครั้ง หลายหน กับพี่ฟ้าครามของผู้เขียน...จึงคิดเขียนขึ้นเพื่อถอดเป็นบทเรียนของชีวิตของเธอเอง "พี่ฟ้าคราม"...พี่ฟ้าครามได้เรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งของรัฐ ซึ่งผู้เขียนในฐานะเป็นย่าของเธอและมีปู่เรซึ่งมีฐานะเป็นปู่...เป็นผู้ปกครองดูแลเธอเอง พร้อมด้วยพ่อ แม่ และลุงของเธอ พวกเราจะช่วยดูแลเธออยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเรื่องการใช้ชีวิต การอบรม สั่งสอนเธอให้เป็นเด็กที่น่ารัก และเป็นเด็กดีตลอดมา...เนื่องจากผู้เขียนในฐานะย่าของเธอ ทำงานด้านบุคคลมาตลอดเวลา ๓๐ กว่าปี ทำให้เห็นการพัฒนาการในเรื่องการพัฒนามนุษย์ของประเทศ ในการทำงานเสมอมา จึงรู้ จึงทราบว่า ต้นสาย ปลายเหตุนั้นเกิดจากอะไร มนุษย์สำหรับเมืองไทยเป็นแบบใด

ทำให้ผู้เขียนในฐานะย่ามีประสบการณ์ในด้านมนุษย์ค่อนข้างได้มากพอสมควร...ย่าได้นำความรู้ในการเล่าเรียนและประสบการณ์ในการทำงานที่เกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์ มาปรับใช้กับครอบครัว ตัวเอง และลูก - หลานของผู้เขียนเอง ยิ่งระยะนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาคนค่อนข้างชัดเจน จึงทำให้ย่าทำการสอนพี่ฟ้าครามอีกแบบหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกับการสอนลุงภัครและพ่อเพรียงของเธอ...โดยนำความรู้ + ประสบการณ์ที่ได้รับนำมาบูรณาการ ประยุกต์ในการสอนพี่ฟ้าคราม พี่ Sky ให้เข้ากับเด็กในยุคศตวรรณที่ ๒๑...เพราะย่าคิดว่า ในอนาคต เธอจะได้รู้และพัฒนาตนเองให้เท่าทันกับโลกยุค Digital...ย่าสอนให้พวกเธอมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ก้าวร้าว ไม่เห็นแก่ตัว มีสัมมาคารวะ เคารพผู้อาวุโสกว่า มีการแสดงความคิดเห็นเป็นของตัวเอง ก่อนจะแสดงความคิดอะไรออกมา ย่าจะสอนให้เธอคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ด้วยตนเองก่อนว่า "สมควรหรือไม่?"...พี่ฟ้าครามจึงเป็นเด็กที่แตกต่างกับเด็กทั่ว ๆ ไป อาจเห็นได้จากความคิดอ่านของเธอเอง การแสดงออกด้วยตัวของเธอเอง ซึ่งจะมีความเชื่อมั่นในตนเองค่อนข้างสูง...แต่เธอจะไม่มีอาการอวดรู้ สิ่งหนึ่งที่แฝงในตัวของเธอเอง นั่นคือ "ความมีเหตุผลในตนเองเสมอ" เพราะย่าสอน ย่าพูดคุยกับเธอ ย่าจะพูดคุยด้วยเหตุด้วยผลตลอดมา...

ขนาดลุงภัครที่เป็นอาจารย์สอนด้านภาษาไทยในมหาวิทยาลัย ยังเข้าใจพี่ฟ้าครามตลอดมา มิได้เข้าข้างหลาน พวกเราจะพูดกันด้วยเหตุ ด้วยผลเสมอมา...เพราะคิดว่า คนส่วนใหญ่มักพูด คิด อะไร แค่ตามความรู้สึกของตนเองตลอดมา มิได้มีหลังพิงทางด้านกฎ เกณฑ์ กติกาของสังคมกันเสียเป็นส่วนใหญ่...พวกเราจะสอนลูก - หลาน ให้เป็นคนมีเหตุผลเสมอ แล้วให้รู้จักฟังความคิดเห็นคนอื่นเสมอ หากไม่ใช่ เราจะมีเหตุ มีผลมาหักล้างกับความคิดนั้น ๆ ด้วยเหตุด้วยผลที่พวกเราทราบมา

ช่วงต้นเทอมที่ ๒ ทางโรงเรียนให้นักเรียนสั่งซื้อหนังสือเรื่องการคิด วิเคราะห์มา ๑ เล่ม แต่ย่าขอให้ฟ้าครามซื้อเพิ่มมาอีก ๑ เล่ม เพื่อนำมาสอนให้กับเธอที่บ้าน...เพราะพี่ฟ้าครามมิได้เรียนพิเศษในช่วงวันเสาร์ - วันอาทิตย์เช่นกับเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ครูในโรงเรียนเปิดสอน...เพราะเนื่องจากสาเหตุว่า เธอมาอยู่กับปู่กับย่าที่บ้านในเมือง ส่วนพ่อ - แม่ และน้องชายของเธออยู่อีกอำเภอหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน จึงทำให้เธอกับน้องชายห่างกัน แต่พอตอนเย็นเธอและน้องจะ Video Call หากันทุก ๆ วัน เรียกว่า "ทุกวัน" ที่เธอมาอยู่ที่บ้านย่าในเมือง...หลังจากเธอเรียนเสร็จ ย่าจะให้เธอเล่นกับเพื่อในหมู่บ้านบ้าง เล่นโทรศัพท์บ้าง เพื่อเป็นการเรียนรู้...ก่อนนอนย่าจะสอนเธอให้เรียนกับปู่กับย่าที่บ้าน สอนเรื่องพื้นฐานให้กับเธอ ด้วยการสอดแทรกเรื่องสนุก มีประโยชน์ให้เรียนรู้เกี่ยวกับทักษะชีวิตบ้าง เป็นแบบนี้เรื่อยมา จึงทำให้เธอดูเหมือนเด็กที่เป็นผู้ใหญ่ ไม่เหมือนเด็กทั่วไป โดยเฉพาะการมีความรับผิดชอบกับตัวของเธอเอง...การมีวินัยต่อตนเอง เป็นแบบนี้เรื่อยมา

สำหรับหนังสือที่เกี่ยวกับการคิด วิเคราะห์ พี่ฟ้าครามได้มาแล้วนำมาให้ย่า ๆ เปิดดูแล้วทำการสอนให้กับเธอ ด้วยการวิธีสอนของย่า...ย่าจะอ่านให้จบเล่มก่อน เสร็จแล้ว...ย่าจะให้เธอเริ่มเรียนรู้ด้วยตัวของเธอเอง ให้เธอเรียน อ่าน คิด วิเคราะห์ไปทีละบท ด้วยการที่ย่านั่งดูเธอใกล้ ๆ พี่ฟ้าครามเรียนรู้ด้วยตัวของเธอเอง เพราะย่าถือว่า ไม่มีอะไรที่จะให้เธอ ๆ จะต้องเป็นผู้ที่เรียนรู้ด้วยตัวของเธอเอง มนุษย์เราทุกคนก็เช่นกัน...พี่ฟ้าครามได้อ่าน คิด วิเคราะห์ ทำความเข้าใจในบทความนั้น ๆ ด้วยตัวของเธอเอง มีอยู่เกือบ ๒๐ บท...พร้อมกับเธอทำคำถามท้ายบท คิด วิเคราะห์และตอบคำถามจากโจทย์ด้วยตัวของเธอเองทั้ง ๒๐ บท...เธอทำได้ทุกบท ทุกข้อ เธอทำถูกหมดด้วยตัวของเธอเอง...ย่าเพียงแต่นั่งดู ฟัง ความคิด การตอบคำถามของเธอ...ย่ามีความคิดว่า เธอสามารถทำได้แล้ว แต่เธอยังขาดเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องสมาธิ เพราะเธอมีสมาธิค่อนข้างยังไม่นานสักเท่าใด...แต่ย่าพยายามสอนให้เธอฟังบทสวด ธรรมะ ด้วยการเปิดให้เธอฟังทุกคืนก่อนนอนเสมอ ๆ จนเธอถามย่าว่า "ย่าชอบฟังหรออออ???"...ย่าตอบว่า "ใช่...และถามเธอต่อว่า แล้วหนูล่ะ!!! ชอบฟังไหม?" เธอตอบว่า "ชอบ"...แบบนี้ล่ะ!!! ที่พวกเราปู่กับย่า จึงรู้ว่าพี่ฟ้าครามในอนาคตเธอจะสามารถเป็นเสาหลักให้กับน้อง ๆ คนอื่นได้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ย่าเข้าไปส่งเธอที่ห้องเรียน สิ่งแรกที่เห็น นั่นคือ มีสมุดอีกเล่มหนึ่งที่ย่าสั่งซื้อเรื่องการคิด วิเคราะห์ แต่นำไว้ที่โรงเรียนให้คุณครูได้สอน...วางไว้ที่โต๊ะของเธอ ๆ เปิดดู เห็นกากบาทเครื่องหมายผิด เธอให้ย่าดู สีหน้าของเธอผิดหวังว่า ทำไมผิด...เธอบอกย่าว่า ย่าสอนหนูผิด ต้องตอบว่าอะไรแน่?...บอกแล้วว่า เธอเป็นคนมีเหตุผลตั้งแต่ข้างต้น เมื่อเธอเห็นเครื่องหมายแบบนั้น เธอคงเสียความรู้สึก ชักไม่แน่ใจว่าที่ย่าสอนเธอนั้นผิดหรือไม่...

บทวิเคราะห์มีอยู่ว่า...

"ม้าแสนรู้"

ก้องและวิชาจะไปบ้านวีระ

ก้องขี่เจ้าแก่ วิชาพามันเดินช้า ๆ

เจ้าแก่พอใจร้องฮี้ ๆ

และมีโจทย์อยู่ข้อหนึ่งใน ๕ ข้อ ซึ่ง ๔ ข้อ เธอตอบ คุณครูเฉลยว่าเธอทำถูก มีอยู่ข้อหนึ่ง คือ ข้อ ๓ ถามว่า

๓. ข้อใดมิได้กล่าวถึงในการไปบ้านวีระ

ก. ขี่ม้าไป

ข. ขี่รถจักรยานไป

ค. เดินไป

ซึ่งพี่ฟ้าครามตอบว่า ข. ขี่รถจักรยานไป...แต่คุณครูกลับบอกว่า ต้องตอบ ก. ขี่ม้าไป เพราะเธอไปโรงเรียนคนแรกในวันนั้น มีสมุดของเพื่อนคนอื่นวางไว้บนโต๊ะเช่นกัน เธอฉลาดเดินไปเปิดสมุดของเพื่อน ๆ ทุกคน แล้วกลับมาบอกย่าว่า เพื่อนตอบ ก.ขี่ม้าไป คุณครูให้ถูกนะย่า...ขอบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า...เด็กเล็กมักจะเชื่อฟังครูมากกว่าคนอื่น เพราะเธอยังไม่ทราบเรื่องราวมากนัก เธอเชื่อมั่นว่าคุณครูเธอถูกเสมอ เรียกว่า ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้...ซึ่งเธอจะไม่ค่อยเชื่อทางบ้าน หากไม่นำเหตุผลมาพูดกับเธอจริง ๆ จึงเป็นให้ย่าเกิดอาการที่ไม่ค่อยจะชอบใจสักเท่าไร...เพราะย่าจะสอนคนแบบประยุกต์และบูรณาการในเรื่องของความรู้ + ทักษะชีวิตของมนุษย์ให้กับตัวของพวกลูก - หลานของย่าเอง

ย่าเริ่มชักไม่แน่ใจในข้อคำถาม จึงถ่ายรูปส่งไปให้พ่อ -แม่ ลุงภัครดูและตอบให้ด้วยว่าข้อใดถูก...ทุกคนบอกว่า ที่พี่ฟ้าครามตอบข้อ ข. ถูกแล้ว...สุดท้ายย่าจึงต้อง Line ไปหาคุณครู แจ้งทุกข้อความให้คุณครูทราบ...คุณครูนิ่งไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วตอบกลับมาว่า "ขอโทษคุณย่าด้วย เดี๋ยววันจันทร์จะบอกเด็ก ๆ ว่า คุณครูเฉลยผิด"...ย่าเลยต้องมาเล่าและอธิบายให้พี่ฟ้าครามฟัง...ย่าห่วงเธอมาก เพราะเป็นแบบนี้หลายครั้งแล้ว เหตุเพราะอะไร???...ไม่อยากคิดและก็อดคิดไม่ได้ พยายามจะไม่มีอคติต่อครู แต่ก็มีนิดนึงว่าเพราะเหตุใด พวกเธอจึงไม่ค่อยระวัง!!! ในการเฉลย พวกเธอทำอะไรกันอยู่ ไม่เตรียมการสอนเลยหรือ???

ย่ากับลุงภัครมาดูที่โจทย์...อดไม่ได้กับคำที่โจทย์บอกว่า "มิได้"...โจทย์แบบนี้ใช่แล้วหรือกับการนำมาใช้กับเด็ก ป.๑ หรือ เพราะย่าและลุงภัครคิดเหมือนกันว่า มันเป็นโจทย์ที่น่าจะเด็กโตกว่านี้ เพราะตอนแรกในการสอนของย่าให้กับเธอ ๆ ยังถามย่าว่า มิใช่ แปลว่าอะไรหรือย่า?...จนย่าต้องนั่งอธิบายให้เธอฟังก่อนว่า คำว่า "มิ" แปลว่า "ไม่" ความหมายของ "มิ" คือ "ไม่"..."มิใช่" แปลว่า "ไม่ใช่" ข้อใดไม่ใช่ เธอจึงรู้ว่า โจทย์ถามว่าอะไร...ในความจริงคำว่า "มิใช่" เป็นภาษาทางการ ซึ่งนำมาใช้ในการเขียนหนังสือราชการ...ย่านั่งอมยิ้มกับโจทย์...สำหรับคนตั้งโจทย์ควรที่จะดูว่าการตั้งโจทย์นั้นสำหรับเด็กชั้น ป.๑ หรือไม่...แต่ดีที่พี่ฟ้าครามเรียนกับย่าไปก่อนจึงทราบ

ในความจริงย่าไม่ต้องการที่จะเขียนบันทึกนี้สักเท่าไร...แต่เพื่อเป็นการถอดบทเรียนกับการศึกษาให้สังคมได้รับรู้ว่า การเรียนรู้ในปัจจุบันโดยเฉพาะคนเป็นครูนั้น ต้องระมัดระวังให้มาก ๆ กับการสอนคน...ย่าคิดต่ออีกว่า "หากเป็นแบบนี้แล้วย่าไม่รู้ ไม่ทราบเรื่อง" จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเด็ก ๆ ในอนาคต...แต่ย่าทำให้พี่ฟ้าครามเกิดความเชื่อมั่นในตนเองเสมอ เธอจะทราบเองว่า ใครกันแน่ที่ทำให้เธอเป็นคนที่มั่นใจและเชื่อมั่นในตนเอง...เพราะครอบครัวของเราจะใส่ใจในทุกรายละเอียดของการใช้ชีวิต เพราะสุดท้าย มันแสดงถึงความมีคุณภาพในตัวคนของคน ๆ นั้น...และมิได้มีเจตนาร้ายต่อคุณครู แต่เตือนมาด้วยความหวังดีว่า...ควรปรับตัวเองให้มาก ๆ เพราะโลกยุคใหม่ไม่เหมือนกับโลกยุคเก่า อาชีพครูมิใช่การสอนแบบเรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ แบบสบาย ๆ เพราะให้ตระหนักให้มาก ๆ ว่า การสอนคนให้เป็นเช่นไรนั้น เกิดจากการกระทำของพวกคุณเอง...ยิ่งโลกยุคนี้มันปรับเปลี่ยนไปมากแล้วค่ะ...จะสอนจะบอกอะไรต้องเตรียมตัว เตรียมการ และระมัดระวังให้มาก ๆ...เพราะพ่อ - แม่ ผู้ปกครองปัจจุบันก็ไม่เหมือนกัน...สำหรับย่าเอง คงต้องคอยใกล้ชิด คอยสอนลูก - หลานย่าให้มาก ๆ ยิ่งขึ้น แต่มันจะไหวหรือไม่กับการที่สภาวะสังคม สิ่งแวดล้อมเป็นแบบนี้ เพราะภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบก็มีอีกมากเช่นกัน

บอกเลยว่า...หากเป็นคนช่างคิด วิเคราะห์ มีอะไรให้คิดได้อย่างมากมายกับบทความที่เขียนในบันทึกนี้...ตอนนี้ไม่ใช่ว่า ผู้ปกครองจะไม่สนใจเด็ก ๆ แต่คุณครูต้องใส่ใจเด็ก ๆ ในเรื่องของความรู้ให้มากกว่านี้ ยิ่งปัจจุบันเด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ได้กว้างขวางขึ้น และยิ่งผู้ปกครองใส่ใจลูก - หลาน ด้วยแล้ว อีก ๒๐ ปี ค่อยมาดูกันว่า เด็กแบบที่ผู้ปกครองใส่ใจกันนั้นเป็นแบบใด

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติเข้ามาในบันทึกนี้ค่ะ

บุษยมาศ แสงเงิน

๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าของ "บุษยมาศ"



ความเห็น (0)