มอบไออุ่นสู่อีสาน ต้านภัยหนาว ครั้งที่ 2.1

เขาว่ากันว่าสายตานั้นสื่อถึงใจ หัวใจสัมผัสได้ทุกสรรพสิ่งบนโลก โลกทั้งโลกกว้างใหญ่ลึกลับแต่ก็ไม่หยั่งลึกเท่าอำนาจของใจที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เรายังค้นหาของภายนอกอยู่ร่ำไป


...ภาคต้น...

  เขาว่ากันว่าสายตานั้นสื่อถึงใจ หัวใจสัมผัสได้ทุกสรรพสิ่งบนโลก โลกทั้งโลกกว้างใหญ่ลึกลับแต่ก็ไม่หยั่งลึกเท่าอำนาจของใจที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เรายังค้นหาของภายนอกอยู่ร่ำไป แน่นอนเลยทีเดียวกาลเวลาย่อมพาเราดึงดูดผู้คนมาพบกัน สายตามองกันส่งสัญญาณ สัมผัสร้อนหนาวอ่อนนุ่ม หนุ่มสาวนักฝัน นักแสวงหา นักศึกษา กำลังดึงดูดโคจรมาพบกันด้วยแรงศรัทธาต่อความดี ความงาม จนนำไปสู่สุขส่วนรวม ที่เรียกว่า หนุ่มสาวชาวค่าย “มอบไออุ่นสู่อีสาน ต้านภัยหนาว ครั้งที่ 2.1” นิสิตจิตอาสาต่างมาพบกันเวลาใกล้ค่ำ(1 ก.พ.62) ห้องนิทรรศการกิจกรรมมหาวิทยาลัย ที่ที่หลายคนไม่คุ้นชิน ไม่คุ้นหู ไม่คุ้นตา แต่ถูกนัดพบมาเพื่อลงใจ ทุกคนลงชื่อและแนะนำตัว ตาแป่วๆมองมาที่หัวโต๊ะ ผู้ชายคนนึง(ผมเอง) กำลังกล่าวทักทายและบอกเล่าเรื่องราวกิจกรรมเบื้อต้น และแจกกระดาษจดหมายน้อยๆบอกให้ทุกคนลองเขียนความคาดหวังที่มีต่อกิจกรรมที่เราจะเดินทางไป ณ ดินแดนที่ไม่คุ้นชิน ทุกคนในห้องราวๆยี่สิบกว่าชีวิต จดจ้องมองกระดาษแผ่นน้อย และตั้งใจเขียน จากนั้นก็แนะนำกิจกรรมและแบ่งกลุ่มนิสิตเพื่อเตรียมความพร้อมฐานการเรียนรู้สำหรับนักเรียนที่รอเราอยู่ ณ จุดหมายปลายทาง บางคนขันอาสามาเป็นสันทนาการให้ ไหว้วานจาก(รุ่นสัมพันธ์)บางกลุ่มก็มัดมือชกให้เตรียมแจกขนมนมน้ำและเตรียมเกมส์เพื่อเด็กๆได้เรียนรู้และคัดแยกขยะ จนเหลือทีมสุดท้ายคือครูจำเป็นต้องสอนคณิตศาสตร์ กลุ่มละราวๆ 9-10 คน ขอให้ทุกคนเตรียมพร้อมน้ำใช้คนละ 2 ขวดใหญ่ ไฟฉาย เครื่องนอน ของใช้ส่วนตัว และเตรียมใจเตรียมกายให้พร้อม ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ที่ แต่เราก็มีจิตอาสาไป และแจ้งอีกว่ามีการแบ่งกลุ่มทำอาหารกินกัน ในพื้นที่ไม่มีไฟฟ้า นำมาซึ้งความตื่นเต้นของทุกคน ฮือๆในที่ประชุม การแต่งกาย เปิดให้ถามข้อสงสัย ก็เงียบๆเอาเป็นว่าทุกคนรับทราบและต้องทราบว่าควรทำอะไร อย่างไร ในวันถัดไป ขอให้ทุกคนพร้อมที่จะเดินทางและร่วมเรียนรู้กับระยะทางของระหว่างทางคงเก็บเกียวอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อย


...เนื้อเรื่อง...

  วันเวลาฟ้าสางแล้วสำหรับการรวมกันของเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม(ทำดีเพื่อพ่อ ทำดีเพื่อแผ่นดิน)รวมตัวกันด้านหน้ากองกิจการนิสิต ทุกคนต่างแบกสัมภาระมาขึ้นรถบางคนก็ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ บางคนก็ตื่นสายจนเกือบมาไม่ทันเพื่อนแน่นอน คนต่างจิตต่างใจ แต่เราก็มีจุดหมายเดียวกันอย่างที่บอกตามองตา ฮ่าๆ รถออกราวๆตีห้าครึ่งเดินทางไประยะทางกว่า 3-4 ร้อยกิโล ใช้เวลา 5 เกือบ 6 ชั่วโมง แวะพักบางตามจุดพักรถ จุดชมวิว เส้นทางสัญจรคดโค้ง คดเคี้ยว สูงชัน ทำเอาคนบนรถเวียนหัวจนอาเจียนออกมาต้องพึ่งกระเป๋ายาฉุกเฉินเลยเชียว เดินทางมาล้าๆเหนื่อยๆจวนเจียนจะเที่นงก็ถึงจุดหมายปลายทาง โรงเรียนบ้านหัวด่านนาปูน ต.นามาลา อ.นาแห้ว จ.เลย เด็กๆนักเรียนนั่งเป็นแถวรอคอยทางจากพี่ๆนิสิตที่เดินทางมา ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำเอาพี่ๆลงจากรถด้วยความเหนื่อย ก็หายเหนื่อย นี่ละนะที่เขาว่าอย่ารอให้โลกมาทำให้คุณรู้สึกดีแต่จงเลือกที่จะรู้สึกดีแล้วแบ่งปันร้อยยิ้มนี้ให้โลกทั้งใบ ทุกคนขมักขะเม้นขนผ้าห่ม ลูกฟุตบอล นม น้ำ ขนม ลงจากรถ นั่งเรียงรายกับน้องๆครูใหญ่ที่นั้นเดินออกมาข้างหน้า พูดกล่าวทักทายต้อนรับและขอบคุณ ท่านเล่าว่า โรงเรียนบ้านหัวด่านนาปูนเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ขาดแคลนครู และปัจจุบันก็เปิดทำการเรียนการสอนร่วมกันกับโรงเรียนบ้านนามาลา ซึ่งประสบปัญหาแบบเดียวกัน ผู้ปกครองที่นี้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม สิ่งอำนวยความสะดวกก็อย่างที่เห็นก็ค่อนข้างขาดแคลน แต่ทุกคนครู นักเรียน ผู้นำชุมชนก็ผลักดันให้เกิดการเรียนการสอนขึ้น บนภูเขาที่สูงชัน ลมพัดผ่านมาที่นี้นักเรียนทุกคนต่างมีความสนใจใฝ่รู้ การมาของนักศึกษามหาสารคามครั้งนี้ ต้องขอบคุณมากๆ ขอให้มีความสุขและหวังว่าเราคงจะได้พบกันใหม่ พี่ๆเขาก็คงกลับมาหาพวกเราในวันข้างหน้า ยิ่งรู้ข่าวว่ามีพี่ๆกำลังจะจบอีกหลายคนก็ขอให้ประสบความสุขความสำเร็จดั่งใจปรารถนา ขอบารมีพระรัตนตรัย และในหลวงรัชกาลที่ 9 อวยพร จากนั้นก็ได้เรียนเชิญจากครูใหญ่พูดคุยกับเด็ก ก็กล่าวสวัสดีและขอบคุณ วันนี้พี่ๆนำสิ่งของมามอบให้ไม่มากและไม่น้อยแต่ก็ตั้งใจมา เมืองเลยไม่ใกล้ไม่ไกลคนไทยด้วยกันก็ช่วยเหลือกันเน้อ เดี๋ยวจะให้น้องๆทานข้าวกลางวันและมาพบปะกับพวกพี่ๆตอนบ่าย ขอให้พี่ๆพาน้องเข้าแถวไปรับประทานอาหารกลางวัน เมนูวันนี้ข้าวมันไก่ เด็กๆต่างดีใจพี่ๆก็นำน้ำ ขนม นมไปแจกในโรงอาหาร ทุกคนคุยกันเสียงดังมาก ก็ใช่ละว้าประสาเด็ก ทำเอาให้นึกถึงตอนผู้เขียนเป็นเด็กเวลาทานข้าวเที่ยงก็จะคุยหยอกล้อ บางทีก็ฟ้องครู ว่ามีคนลัดคิว เมื่อทุกคนตักอาหารเสร็จก็ได้ยินเสียงพิจารณาอาหาร แล้วร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน กินเสร็จก็พากันต่อแถวล้างจานเด็กๆที่นี่ไม่ต้องบอกเพราะพวกเขาทำเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว พี่นิสิตเราก็เหมือนกันต่อแถวลางจานพรางกับเด็กเลยทีเดียว เมื่อตะวันบ่ายก็เสียงสัญญาณตีกลองจากทีมสัน เด็กๆล้อมกล้องเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน พี่บิ๊กก็ถามไถ่สอนน้องตีกล้องปต่ก็ไม่มีใครกล้าตี และก็เรียกรวมกลุ่มกัน พี่ทีมสันทนาการพี่แป้งเปียก ซีเปีย ก็จัดแจงทำหน้าที่ แนะนำตัวพี่กลุ่มแต่ละคน “พี่ชื่ออะไรๆๆ ชอบทำท่าอย่างงี้ อย่างงี้” ทำเอาน้องและพี่ยิ้มแก้มปริหัวเราะแบบสะใจ จนครบทุกคนก็แนะนำน้อง และแบ่งกลุ่มตามที่เตรียมกันไว้ตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัย ผมเองรับผิดชอบฐานคณิตคิดสนุก ขึ้นไปบนอาคารเรียนไม้ชั้น 2 เปิดหน้าต่างออกมาเจอภูเขา ป่าไม้ เฮ้ยสถานที่แบบนี้มันมีอยู่จริงนี่น่า ผมมายืนหน้ากระดาน แน่นอน ผมไม่ใช่ครูและไม่ได้ลอกเลียนแบบครู และไม่ได้ทำตัวเหมือนครู ผมก็คือนักเรียนคนนึงที่ทำตัวเหมือนพี่ดูแลน้อง เอาความรู้ที่พอมีติดตัวมาบอกเล่าให้น้องฟังหวังว่าน้องจะนำไปใช้ โดยผมพาน้องเล่นเกมส์รวมเงินๆ ทุกคนไม่เคยเล่น แต่ก็ดูตั้งใจมาก ทุกคนสายตาใสแป๋วตั้งใจตั้งแต่เด็กอนุบาล จนพี่ป.โต และก็นำเข้าสู่เนื้อหาการบวกลบเลขกิ่งไม้ ทุกคนจ้องมองกระดานเงียบและคิดในสิ่งที่ผมกำลังบอกแนะวิธีการการ ไม่ถึงนาที เด็กๆยกมือให้คำตอบและดูเหมือนจะเข้าใจเรียนรู้ได้เร็วมาก ทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นมามากๆเลย จากนั้นก็สูตรการบวกเลขลำดับและวิธีคิดเลขในใจ แล้วแบ่งกลุ่มกันช่วยกันคิดเลข จับเวลาเพื่อระดมความคิดและให้น้องเด็กเล็กมีส่วนร่วมด้วย เด็กทุกคนตั้งใจกล้าแสดงออก เรียนรู้ได้เร็ว ในฐานนี้ก็ได้รับชุดกีฬาแจกกันคนละหนึ่งตัวนำมาซึ้งร้อยยิ้มและความดีใจพร้อมที่จะไปฐานต่อไปคือ ฐานคัดแยกขยะก็แจกขนม นมเนย ให้รับประทานมีการเล่นเกมส์และให้เด็กๆบอกว่าขยะในมือเป็นขยะประเภทอะไร แน่นอนมีผิดมีถูกบ้าง ขยะทั่วไป รีไซเคิ้ล อันตราย อินทรีย์ กินขนมเสร็จก็ทดสอบการทิ้งขยะให้ลงถังที่ถูกต้อง ใครทิ้งถังผิดก็ให้ทิ้งใหม่พร้อมทั้งอธิบาย หยอกล้อเหมือนพี่น้องทุกคนสนิทกันเร็วมากๆ จากนั้นก็ไปฐานสันทนาการผู้เขียนเองก็ไม่ได้สังเกตการตลอดแต่ก็ถามพี่แป้งเปียกกับซีเปียว่าพาน้องเล่นเกมส์อะไรบ้าง ทั้งสองก็บอกว่าจำไม่ได้เล่นไปเรื่อยๆ ไม่เคยทำกิจกรรมกับนักเรียนแบบนี้มาก่อนเลย แต่มีความสุขและสนุกมาก ตอนแรกก็กดดัน เพราะ งานที่แล้ว รุ่นพี่ก็ทำมาดี เสียงของซีเปียอาจจะแหบบ้าง ถึงแม้จะไม่มีไมค์แต่ก็สู้เสียงของแป้งเปียกได้ บิ๊กมือกลองก็ตีมันส์มาก คำชมจากชาวค่าย บรรยากาศเคลื่อนไปช้าๆแต่ดูเร็วมากจนถึงบ่ายสามก็รวมทุกฐานมอบผ้าห่ม โดยให้คนค่ายทุกคนออกมามอบผ้าห่มให้น้องทีละห้าคน ทุกคนมีส่วนร่วม เด็กๆสามารถเลือกลายผ้าห่มที่ชื่นชอบได้ แน่นอนมีพบก็มีจากครูใหญ่ก็มากล่าวขอบคุณและอวยพรอีกครั้ง พร้อมถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน พี่นุกก็กล่าวขอบคุณน้องๆและให้กำลังใจทุกคน หวังว่าสิ่งที่ทุกคนได้มาที่นี้ไม่มากไม่น้อยแต่ก็พอที่จะเดินก้าวต่อไปอย่างมีจุดหมาย ขอให้ผู้ปกครองดีใจที่มีลูกหลานฉลาดคิด กล้าแสดงออก เรียนรู้ได้เร็ว หวังว่าน้องๆคงจะอยากไปเรียนที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อว่า มหาสารคาม อย่างพวกพี่ หลังจากนั้นก็ปล่อยน้องๆกลับบ้าน และให้นิสิตพักผ่อนอาบน้ำ คุณครู ภารโรง ชาวบ้านที่นี้ใจดีมาก เก็บมะละกอมาตำส้มตำให้กิน ก่อนที่จะมีรถต็อกแต๊กจากที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน และรถกระบะโฟวิล มารับเพื่อขึ้นภูค้อ ไปยังที่พัก ระยะทางสูงชันพอสมควรอากาศเริ่มเย็น ตะวันเริ่มคล้อยลอยต่ำ นั่งรถกินลมชมวิวกินบรรยากาศสองข้างทางบอกเลยว่าหาซท้อที่ไหนไม่ได้ ข้างทางมีสวนเกษตร การเดินทางประมาณ20 นาทีจะถึงที่พักมีน้องหมาบางแก้ววิ่งนำทางวิ่งตามเราจนไปถึงจุดหมายถึงที่พัก ที่ตรงนี้เป็นสวนของชาวบ้าน มีกระท่อมเล็กๆ 1 หลัง มีห้องน้ำ 1 คน ไม่มีไฟฟ้า ค่อนข้างลำบากพอสมควร แต่ทุกคนคงลืมเรื่องความสบายไปแล้ว เพราะ อากาศที่นี้ได้ดูดกลืนคนทุกคนที่มาค่ายให้หลงรักและหลงไหลพื้นที่ก่อนจะค่ำก็ล้อมวงนัดหมายกิจกรรมแบ่งอุปกรณ์ทำอาหาร กางเต้นท์ มืดพอดีสำหรับการหุงข้าวหม้อฟื้นที่คนหลายคนเกิดไม่ทัน กลุ่มน้องปี 1 หุงข้าวแฉะ พี่เองก็เลยจำเป็นต้องหุงให้ มีทั้งเมนูอาหารมากมาย ต้ม ปิ้ง ย่าง ผัด ไม่รู้อร่อยไหมนะ แต่ก็มีไหม้บ้าง ตอนนั้นเพราะว่าหิวก็เลยอาสาชิมลูกชิ้นไหม้ ปรากฏว่ารสชาติ ใช้ได้ ไม่ขม และอร่อยมากก็เรียกเสียงหัวเราะกัน ราวทุ่มเศษๆทุกคนล้อมวงทานข้าวกัน และก็แบ่งกันล้างถ้วยชามที่ต้องอาศัยน้ำที่รองเก็บไว้จากฝนเท่านั้น ลุงเจ้าของไร่ก็ใจดีอำนวยความสะดวกทุกอย่างอย่างกับลูกหลานบ้านช่องเดียวกั

...บทขัดจังหวะ...

  ก่อนนอนคืนนี้ฉันและเธอมานั่งสบตากัน ถึงแม้นไม่เห็นดวงตา แต่เรามาฟังเสียงหัวใจ ท่ามกลางความมืดมิทุกคนล้อม ท่ามกลางดาวเต็มท้องฟ้า พี่นุกในฐานะพี่ใหญ่สุดก็เปิดเรื่องราวประวัติเครือข่ายนิสิตจิตอาสาให้ทุกคนฟัง และบอกเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของต้านภัยหนาว 2.1 ว่าเราได้รับการสนับสนุนและประสานงานมาจากผู้ใหญ่ใจดี เราจึงจัดอีกครั้ง ในระยะเวลาปีเศษ พี่ไม่เคยคิดเลยว่าเครือข่ายเราจะเดินมาพอสมควรจนได้รับการเชิดชูเกียรติมากมาย แต่แน่นอน รางวัลไม่ได้การันตีความสำเร็จ แต่ความสำเร็จคือการได้เรียนรู้และแบ่งปันสังคม อยากให้ทุกคนเล่าเรื่องราวความรู้สึกความในจี่อยากบอกแนะนำชื่อและก็พูดไม่มีเรื่องเวลมาจำกัด พี่จะขอพูดปิดท้ายก่อนเข้านอน เริ่มแรกแป้งเปียกก็พูดคนแรก “ก็ว่าตอนแรกไม่พอใจกับการมาค่ายมากๆเพราะมีการเสียเงิน แต่พอมาถึงโรงเรียนความคิดนี้ก็หายไป และก็อยากมาช่วยซีเปียกลัวซีเปียจะรับผิดชอบเล่นสันไม่ไหว ดีใจและขอบคุณมากๆที่ให้โอกาสพวกเรามา ยังมาคุยกับทีมรุ่นสัมพันธ์เลยว่าอยากจัดค่ายของชมรมแบบนี้ ดีกว่าจัดทริปไปภูกระดึงเสียอีก อยากจะบอกว่าคุ้มเกินคุ้ม แต่อยากบอกให้ทุกคนรู้หน้าทีตรงต่อเวลา” คนต่อไปก็ซีเปียก็บอกว่า “ดีใจตั้งแต่พี่นุกชวนมาค่ายแล้ว วันที่ไปเปิดหมวกที่ถนนคนมอ ก็ตั้งใจจะมา แต่เมื่อวานก็ไปเปิดหมวกเสียงก็เลยหาย อาจจะทำหน้าที่ไม่ดีพอก็กดดันพอสมควรเพราะรุ่นพี่ของหนูทำไว้ดีมากๆ จนต้องเอามานั่งคุยกัน และดีใจที่ได้มาช่วยเหลือน้องๆที่อยู่ห่างไกล เด็กๆที่นี่มีความเป็นตัวของตัวเองกล้าแสดงออก ถึงแม้เขาอาจจะทำไม่ได้แต่ก็พยายามทำ” คนต่อมาก็น้องก็อฟ และวัฒน์ บอกว่า “ที่จริงคิดว่าจะไม่มาช่วยงานศูนย์เครือข่ายอีกเลย เพราะความเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง แต่มาค่ายนี้รู้สึกมีความสุขที่สุดและไม่มีความกดดัน ก็จะทำกิจกรรมช่วยงานต่อไปเท่าที่จะช่วยได้” คนต่อไปก็กลุ่มน้องคณะบัญชีปี 3 ที่ตลอดระยะเวลา 3 ปี ไม่เคยออกค่ายเลย แต่นี้เป็นค่ายแรกทุกคนตื่นเต้น ตอนแรกก็เครียด เป็นคนที่เรียนก็กลับห้อง ไม่เคยได้ทำอะไรแบบนี้ พอออกมาทำกิจกรรมแบบนี้ทำให้คิดว่าเราไปอยู่ไหนมา ทำไมไม่ทำกิจกรรมแบบนี้ตั้งแต่นาน เงินซื้อไม่ได้คือมิตรภาพและประสบการ บรรยากาศก็ผ่านไปเรื่อยๆทุกคนได้พูดในสิ่งที่อยากพูดและความในใจ จนมาถึงน้องนุ่น พูดว่า”หนูมาค่าย หนูตั้งใจยอมทิ้งทุกอย่าง การบ้านและงานทุกอย่าง แต่หนูไม่ได้ละเลยนะ เริ่มพูดติดๆขัดๆ แล้วน้องก็ร้องไห้ หนูพูดไม่ออกคือมาค่ายประทับใจจนพูดอะไรไม่ออก มันอบอุ่นมากๆค่ะ หนูร้องไห้ไม่ได้ตอแหลนะคะ แต่ร้องไห้ออกมาจริงๆ คนที่นั่งข้างน้องก็กอด บรรยากาศก็ดำเนินมาเรื่อยๆทุกคนฟังกัน  บิ๊กพูดบ้าง “ว่าไม่มีอะไรมากเหมือนได้มารับฟังและเป็นผู้ร่วมค่าย ได้เปิดมุมมองใหม่ๆ และยังคุยกันเลยว่าอยากจัดแบบนี้กับชมรมของตัวเอง น้องมิ้นพูดบ้างว่า “ดีใจนะถึงหนูจะปิ้งลูกชิ้นไหม้ แต่พี่ก็ยังบอกว่าอร่อยได้” ทำเอาเรียกบรรยากาศฮามาเลย ต่อไปก็น้องอายตากล้อง “ทุกคนมีความสุข และอบอุ่นมากๆมีความสุขกับการที่ได้เป็นผู้ให้แต่ยังน้อยกว่าการได้เห็นรอยยิ้มของทุกคนที่มาทีนี้” น้องอรว่า “ถึงแม้หนทางจะยากลำบากพอมาถึงจุดหมายทุกคนก็สนุกกับหน้าที่ของตัวเอง” จากนั้นน้องอ๋อมก็พูดเสริมท้ายว่า “รู้สึกรักและผูกพันเหมือนครอบครัวนึง ค่ายครั้งนี้สอนให้เรียนรู้ได้ประสบการณ์ต่างๆมากมาย และทำให้มีความสุข สนุกไปด้วยกัน” ก็พูดกันหมดทุกคน จำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ขออภัย ผมก็พูดส่งท้ายไปเหมือนกัน “หวังว่าทุกคนจะมีความสุขกับการให้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าจะว่ายิ่งให้ยิ่งได้ก็จริง สิ่งที่ได้คือการร่วมเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจในการให้ เห็นคุณค่าของการเสียสละแบ่งปันสังคม ทุกคนมีเรื่องราวของตัวเองเราเคยคิดไหมว่าหากคนที่รักเราเขารักเราจริงเขาคงไม่ทำให้เราเสียใจ และหากเราเกลียดคนที่เราเกลียดจริงทำไมยังลืมเขาไม่ได้” ทุกคนนิ่งเงียบ และก็ทำเสียงฮือ ผมเลยทิ้งท้ายให้ทุกคนร้องเพลงร่วมกันหลังจากนั้นก็ไหว้พระก่อนนอน นัดหมายเวลาตื่นนอน ตามอัธยาศัย


...เนื้อเรื่องต่อ...

          หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายเข้านอน ก็ไม่ได้บังคับชัดเจนว่าจะต้องนอน ทุกคนสามารถนั่งผิงไฟ หรือล้อมวงคุยกัน หรือเข้าห้องน้ำ กินขนมได้ตามอัธยาศัยขอแค่ให้รู้หน้าที่ของตน และอยู่ในความสงบ ผมได้คุยกับน้องแป้งเปียกและซีเปียก่อนนอนคืนนั้น น้องมาเกาะแขนผมแล้วบอกว่าหนูไม่ได้ว่าพี่ไม่รักษาเวลานะ แต่หนูพูดให้น้องกลุ่มนั้นให้คิด เพราะ เราเรียกรวมกันตั้งนานแล้ว น้องกลุ่มนั้นยังนั่งคุยกันเสียงดังไม่มาสักที ผมก็บอกว่าผมไม่ได้คิดอะไรคนเราจะให้เป็นเหมือนกันคงไม่ได้ ก็ต้องยอมรับซึ่งกันและกันไม่ต้องคิดมาก และก็นั่งแลกเปลี่ยนหลายเรื่องพอสมควร มีคำถามชวนเงินว่าพี่มีแฟนหรือยัง ผมก็ตอบเป็นนัยยะก็มีคุย ส่วนใหญ่นักกิจกรรมก็คบคนไม่ทำกิจกรรมไม่ได้หรอกเขาไม่เข้าใจเรา 555

อยู่คนเดียวเปลี่ยวกายแสนสบายแต่ไม่สนุก อยู่ครองคู่สองเป็นทุกข์แสนสนุกแต่ไม่สบาย จนน้องว่าพี่พูดเหมือนหลวงพี่ คำพูดพี่จะเอาไปเป็นแคปชั่น ก็พูดถึงเรื่องราวทั่วไปส่วนตัวบ้าง กิจกรรมบ้าง ภาพรวมบ้าง จนดึกพอสมควรก็เข้านอน คืนนี้หนาวเหน็บพอสมควรมากๆ คิดถึงชีวิตของคนที่นี้ต้องทนเหน็บหนาวห่างไกลไฟฟ้า ดีอย่าเงสียอย่าง มีนี้ขาดนั่น แต่ก็เอื้อกันไป หลับไปแบบกึ่งหลับ ใกล้เช้าได้ยินลุงเจ้าของสวนเอาผ้ามาห่มให้ผมและยกหัวผมหนุนหมอน ซึ้งใจมากแกทำเหมือนผมเป็นญาติแท้ๆลูกหลานของแกจริงๆ เพราะ ผมไม่ได้นอนในเต้นท์เพราะเต้นท์เสียสละให้น้องๆหมดแล้ว มานอนใต้เพลิงสังกะสีกับน้องบิ๊ก ซึ้งหนาวาก แต่ก็ตื่นขึ้นมาตอนเช้า โอโห้นี่ไงทะเลหมอก อย่างกะเมืองสวรรค์พระอาทิตย์ขึ้นตอน 06.40 ต่างจากสารคามมาก แต่ตื่นมาพร้อมกับชาวบ้านำลังเก็บข้าวโพด บนไร่ไต่เขาสูงชัน ก็อยากจะเก็บบ้างแต่ก็กลัวพลาดตกเอา ก็เลยได้ถามข่าวคราวราคาข้าวโพดปีนี้แพงพอได้กินได้ใช้ ก็ชวนน้องๆรับจ้างเก็บข้าวโพด คนที่สนใจ 3 ถัง 1 ร้อยบาท บางคนก็ไปที่กองไฟที่กำลังต้มน้ำร้อนชงกาแฟโอวัลติลใส่กระบอกไม้ไผ่ บางคนก็ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกิน บางคนก็ดื่มด่ำธรรมชาติเดินชมวิวทิวเขา ถ่ายภาพเซลฟี่ บางคนก็ไปคุยกับชาวบ้านที่กำลังทำไร่เรือกสวน จนจวนเจียนเวลาสิบโมง มีรถมารับส่งลงไปที่หมู่บ้านอีกครั้ง บรรยากาศที่นี้สิบโมงเหมือนเจ็ดโมงเช้าลาละน้อ ภูค้อ งามดังสวรรค์ ใจหวิวก็ให้ค่าตอบแทนเป็นศีลน้ำใจรถรับส่ง เจ้าของที่พักค่าบำรุงสถานที่ พอได้ต่อทุนอาชีพและขอเบอร์คุณลุงไว้เพราะ แกบอกว่าแกซื้อล็อตเตอรี่ ถูกติดกัน 3 งวดแล้วแกฝันว่ามีพระฤาษีมาบอกเลข 555+ ความเชื่อ ความฝัน แต่เป็นจริงนี่ไงคือสิ่งมหัศจรรย์ ระหว่างเดินทางกลับมหาวิทยาลัยก็แวะนมัสการพระธาตุศรีสองรัก พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดเลยก่อนเดินทางกลับ ขอบอกว่าเซียมซีที่นี้แม่นมาก ระหว่างทางกลับทุกคนก็ทยอยส่งสมุดค่าย บางคนก็เขียนสดระหว่างรถวิ่ง เส้นทางก็แวะบ้างพักบ้าง จนถึงมหาวิทยาลัยเกือบมืดโยปลอดภัยและสวัดิภาพ ทุกคนช่วยกันคนของลง ยืนดูกันเหมือนไม่อยากแยกจากกัน มาถามว่าพี่มีอะไรให้ช่วยอีกไหม บอกได้ ผู้เขียนก็อดยิ้มไม่ได้เลยเมื่อได้ยินคำนี้ แต่ทุกคนเหนื่อยก็เลยให้กลับไปพักผ่อนสำหรับเรื่องร่าวมอบไออุ่นสู่อีสาน ต้านภัยหนาว 2.1

...บทส่งท้าย...

มีน้ำตาซ่อนอยู่ในรอยยิ้ม

มีความอ่อนล้าซ่อนอยู่ในความแข็งแกร่ง

ยอมรับนะว่า

หัวใจดวงนี้ไม่ได้แข็งแรงอย่างที่เคยเป็น

แต่’ความพยายาม’ที่จะพาตัวเองไปต่อ

ยังคงดันหลังอยู่ทุกวัน

ไม่ใช่ไปเพื่อชนะใคร

แต่ไปเพื่อให้ตัวเรายังคงอยู่

เชื่อนะ

ในน้ำตายังอาจมีความสุขซ่อนอยู่เช่นกัน

          คำว่าครอบครัวที่อบอุ่นไม่ใช่จะพูดกันง่ายๆเลยนะสำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ สื่อให้เห็นความดี ความงาม ความสุขของทุกคนที่มีฐานใจที่พร้อม ฐานกายที่แข็งแรงมั่นคง เราเรียนรู้ที่จะเป็นผู้นำ เราเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ตาม เรารู้ที่จะแบ่งรับและแบ่งสู้ในสถานการณ์ชีวิต ในรั้วมหาวิทยาลัยที่กว้างใหญ่อันนี้ ต้องจากพ่อ แม่ ครอบครัว คนที่เรารักมาเพื่อศึกษาพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามหลักสูตร เราได้อะไรจากกิจกรรม ทำอะไรให้เป็นความเบ่งบานของชีวิต แผนที่ชีวิตของเรามีรายละเอียดมากมายขนาดไหน เพื่อน มิตรภาพ พี่ น้อง ครูอาจารย์ โลก ย่อมให้เราเรียนรู้ตลอดเวลาเสมอไปไม่มีที่สิ้นสุด จิตอาสาคือที่บ่มเพาะความเป็นอาสาสมัคร แต่การให้เราจะได้รับสิ่งที่มากกว่าการให้ คือ การทำให้ตัวเรามีความเสียสละลดความเห็นแก่ตัว สร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองและคนรอบข้าง คือ คำว่าครอบครัวจิตอาสา อย่างแท้จริง ...ขอบคุณ...

*หมายเหตุ ไม่สามารถเอ่ยนามหนุ่มสาวพี่น้องชาวค่ายได้ทุกคนต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แผนที่ชีวิต



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

659785

เขียน

09 Feb 2019 @ 23:55
()

แก้ไข

10 Feb 2019 @ 00:04
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
อ่าน: คลิก