แม่หลุมินิมอล และทริปของคนเดินช้า

เมื่อปลายเดือน พย. 2561 น้องสาวที่เรียนปริญญาเอกบอกว่า ต้องไปออกภาคสนามในการเรียนรู้ชุมชนที่หมู่บ้านปกากะเญอแห่งหนึ่งในอำเภอแม่แจ่ม   ชื่อหมู่บ้านแม่ลู หรือหลุอะไรนี่แหล่ะ  ต้องอยู่ในชุมชน 10 วัน อาจารย์บอกเอาคนนอกไปด้วยได้...ป้าจะไปไหม รายละเอียดมากกว่านั้นไม่มี

ทั้งที่ไม่รู้ว่าแม่หลุนั้นอยู่ที่ไหน จาก Google Search เจอข้อมูลไม่เกิน 5 hits และไม่ใช่ข้อมูลที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเลยสักนิดเดียว

ในภาวะที่งานยุ่ง มันจะคุ้มกับการออกรอบไหมนี่ 

อาจารย์ได้ให้ข้อมูลแก่นักศึกษาว่า มีสัญญาณโทรศัพท์แค่ค่ายทรู

หากไป...ฉันต้องเดินทางคนเดียวสัก 2-3 วันก่อนเข้าแม่หลุ เป็น Lonely Planet และ Join Group ตามลำดับ 

ฉันมี DNA ของการทำค่าย...พอน้องสาวเล่าว่า จะมีการทำอาหารเลี้ยงเด็ก ทำกิจกรรมเด็ก ก็ทำเอาเลือดในตัวฉันเต้นระริกๆๆๆ 

ฉันตอบโอเคร แม้ว่าจะเดินทางคนเดียวแล้วไปสมทบกับคณะนักศึกษาที่เข้าไปก่อน



ระหว่างนั้นฉันเริ่มรวบรวมสิ่งของ ขอบคุณการสนับสนุนสิ่งของจากลุงอ้อน น้องเอ พี่มุก โฟล์ค  


เสื้อผ้าทั้งใหม่และมือสอง ถุงผ้าที่คนราชการหลายคนได้รับแจกจากการประชุม ฉันมีความเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆและชาวบ้านใส่ของไปไร่ และสื่อการเรียนรู้ไปให้เด็กๆ ที่แม่หลุ มีทั้งหนังสือเสริมทักษะ เกม สี รวมถึงหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะฉบับสุดท้ายที่เขียนเรื่องพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่  9 คราวนั้นฉันซื้อไว้หลายเล่ม  และเล่มสุดท้ายฉันมอบให้บ้านแม่หลุ

กลางเดือนมกราคม 2562 ฉันก็ออกเดินทางตามแผนไปสมทบเพื่อนที่แม่หลุ  

อะไรคือแผน...555 แผนคือการอ่านรีวิว และจองที่พัก...ซึ่งฉันมีเวลาทำแผนน้อยมาก ช่วงนั้นงานชุก ฉันจึงเรียกทริปนี้ว่า แม่หลุมินิมอล  น้อยแต่มาก

  • ของบริจาคคราวนี้…ค่อนข้างน้อย ทุกครั้งที่ทำค่ายเมื่อฉันออกปากบอกเพื่อนๆ มักจะมีผู้ฝากของไปค่อนข้างมากรวมทั้งทุนทรัพย์ และครั้งนี้มีรถไปแค่สองคัน ส่วนใหญ่บรรจุอุปกรณ์การเรียนและเครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับผู้ที่ไปค่าย ทำให้ฉันต้องหอบของบริจาคบางส่วนไปเอง และที่มาก คือเพื่อนๆ ที่รู้ข่าวถามมากันมากว่า...จะไปทำค่ายทำไมไม่บอก
  • ข้อมูลในการเดินทาง...น้อยมาก ฉันยุ่งๆ เกี่ยวกับราชการก่อนเดินทางมาแม่หลุ จึงเป็นการหาข้อมูลวันต่อวัน จะเห็นภาพฉันนั่ง Search ข้อมูลอยู่สนามบิน ท่ารถ ร้านกาแฟ ซะเป็นส่วนใหญ่ เรานัดกันว่าวันที่ 3 ของการเดินทาง ฉันจะรอคนมารับอยู่ที่แม่แจ่ม ฉันชวนใครไปจากข้อมูลที่น้อยทำให้หลายคนไม่กล้าเดินทางไปกับฉัน
  • Accessories ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับหลายๆ ทริป เพราะฉันต้องหิ้วของขึ้นเครื่องบิน ต่อรถแท็กซี่ รถเมล์โดยสาร รถสองแถว  รถมอร์เตอร์ไซค์  ดูจากการเดินทางแล้วน่าจะเรียกตนเองว่า Backpacker หากแต่ดูกระเป๋า Elle ที่ฉันบรรจุของไป ทำเอาฉันไม่สามารถเรียกตัวเองว่า Backpacker 
  • จุด Check point ฉันน้อยมาก ฉันแค่ต้องการที่นอนที่ปลอดภัยและข้อมูลการต่อรถ...ระหว่างวันแค่หากิจกรรมฆ่าเวลา ไม่มีการทำข้อมูลไปสถานที่ท่องเที่ยวเป็นกรณีพิเศษ นำตกแม่กลาง ผาตั้งอะไร พระธาตุจอมศรีอะไร ตรงไหน ไม่ได้แวะ
  • ไม่เสียเวลาเยอะกับเรื่องราวที่อยู่ห่างตัว  ด้วยไม่มีสัญญาณมือถือ ฉันเป็นสมาชิกค่ายดีแทคและฉันทำสายชาจน์หล่นหาย ความเป็นสาวกหัวเหว่ยจึงไม่สามารถใช้ตัวชาร์จกับใครได้ 3 วัน 2 คืนบนแม่หลุ ทำให้ฉันอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ความจำและการรับรู้ของฉันทำงานได้อย่างมาก จนฉันนึกไม่ถึง

 ผ่านไป 3 วัน มีคนถามฉันมาทาง Social ว่า ไหนป้า...ถึงแม่หลุหรือยัง

หลังจากที่รถผู้ช่วยวิทยารับฉันมาจากตัวเมืองแม่แจ่ม มาจอดที่ร้านพยัคฆ์กาแฟ น้องสาวฉันแนะนำให้รู้จักอาจารย์สองท่าน ทักทายกัน 2 คำ ฉันก็ปีนขึ้นหลังกระบะ แล้วค่อยทำความรู้จักกับน้องๆนศ.ป.เอก

Join Trip ทำให้ฉันได้เพื่อนใหม่ : น้องโอ๊ต น้องกอล์ฟ น้องแขก ส่วนพี่ปู และน้องอ๊อดฉันรู้จักกันดีอยู่แล้ว และเริ่มทำความรู้จักกันมากขึ้นบนม่อนจานบิน

ทั้งหมดบอกว่าน่าเสียดายที่มีการปรับกิจกรรม ทำให้การเลี้ยงอาหารและขนมเด็กๆ เลื่อนจากวันพรุ่งนี้ มาเป็นเช้าของวันที่ฉันเดินทางเข้าแม่หลุ  ใช่! มันน่าเสียดายจริงๆ ที่ฉันอดมาเป็นแม่ครัวต้มก๋วยจั๊บ...และพลาดโอกาสเติมเต็มตัวเอง

ซึ่งน้องสาวฉันก็สามารถต้มเลี้ยงคนเกือบทั้งหมู่บ้านได้ แม้จะทำกระเทียมเจียวไหม้ไปบ้าง...จากเรื่องเล่าเห็นว่ากลุ่มสันทนาการต้องแอบมาถามกลุ่มครัวอยู่บ่อยๆว่าเสร็จยัง  หมดมุขเล่นกับเด็กแล้ว...ก๊วบจั๊บจะต้มนานไปไหน

https://www.facebook.com/sirip...

เรื่องที่ทำให้ฉันเสียดายอีกเรื่องคือ เมื่อสองวันก่อนมีการแต่งงาน พิธีกรรมแบบชาวปกากะเญอ100% เป็นการแต่งงานในศาสนาคริสต์ น้องสาวฉันบอกว่า...แอ้ได้ช่วยเค้าจัดดอกไม้ในงานแต่งงานด้วย ดอกไม้ถูก สดและสวยงาม ถ้าป้าได้ทำป้าคงจะมีความสุข เหล้าหมักสับปะรดก็อร่อย เห็นชาวบ้านฆ่าหมู่ที่บริเวณลำธารด้วย...ก็อือนะ  ฉันเข้ามาไม่ทันนี่นา

กลุ่มนศ.ป.เอกนี้มาเรียนทฤษฏีเชิงสังคมวิทยาและการวินิจฉัยชุมชน เป็นการเรียนทฤษฏีประกอบภาคปฏิบัติ โดยอาศัยอยู่รวมกัน นี่แหล่ะความมินิมอล ไปอาศัยบ้านชาวบ้านเครื่องครัวก็คงแค่พอใช้กับคนในครอบครัว แต่กลุ่มนี้เข้าไปทำอาหารกินกัน 3 มื้อ มีกระทะหม้อ และทัพพีอย่างละ 2 ใบ ซึ่งวันหลังๆ ไปลืมทัพพีไว้ที่โรงเรียนทำให้เหลือแค่ 1 อัน  ทำอาหาร 3 อย่างสำหรับคน 10 คน นี่ไม่ใช่ธรรมดา แต่ทุกมื้อก็สามารถเอาชนะความน้อยของอุปกรณ์เป็นเมนูที่มากด้วยความตั้งใจ

ปลาทูตัวน้อยๆ 2 ตัว น่าจะเข่ง 20 บาทบ้านเรา เอามาตำทำน้ำพริก น้องโอ๊ตบอกตำแบบแห้งดีไหมพี่...ปกติพี่ก็ชอบ แต่สำหรับคน 10 คนน่าจะต้องเติมน้ำให้มีปริมาณมากขึ้น และปลาทูมหัศจรรย์ก็กลายมาเป็นป่นปลาทูที่ตักได้ 3 ถ้วย กินกับผักสดต้มให้คนทั้งโต๊ะอิ่มหมีพีมันได้

ปลากรอบที่ฉันซื้อมาจากมาแจ่ม...เอามาต้มโคล้ง ใส่มะขามสดที่เด็กๆ ปีนเก็บให้...

ทำเสร็จน้องโอ๊ตถามว่า พี่ต้มโคล้งเป็นแบบนี้ใช่ไหม...ฉันบอกถ้าเราบอกทุกคนว่าคือต้มโคล้ง...มันก็คือต้มโคล้ง...เห็นแต่อาจารย์ กับพี่ปูซดเอาๆๆ แล้วฉันก็เฉลยเป็นครั้งแรกที่พี่ทำต้มโคล้ง  ปกติพี่ไม่กิน 555 

นอกจากองค์ความรู้ในวิชาเรียนแล้ว ยังมีความรู้จากประสบการณ์ใหม่อีกมากมายหลายอย่าง น้องแอ้ได้เทคนิคการต้มข้าวต้ม วันไหนรีบไม่เดินช้าอย่าใช้ข้าวไร่ของชาวเขาต้ม...นานมากกว่าจะสุก  แต่ถ้าสุกแล้ว ข้าวต้มจะเหนียวอร่อย 

คาดว่าน้องกอล์ฟคงได้เมนูแปลกๆจากค่ายไปทำให้ครอบครัวทานอีกหลายเมนู

พ่อ...สอนลูกเลี้ยงวัว...เดินตามวัว ไม่ให้ไปกินผักชาวบ้าน ...ใช้หนังสติ๊กให้เก่ง ยิงแม่น...ใช้สำหรับต้อนวัว

ทอผ้า ปักผ้าไว้ใช้...กว่าจะได้แต่ละผืน

เดินไปไร่ไปสวน ไปเยี่ยมเพื่อนบ้าน...ข้ามเขาเป็นลูก ก็จริงนะที่คนแม่หลุมีรถมอเตอร์ไซค์และรถกระบะใช้...แต่คนส่วนใหญ่ก็เดินเก่งกว่าคนพื้นราบ

กอล์ฟและแขกเล่าว่า เด็กๆชวนไปเก็บผักในไร่...อีกนิดเดียวๆๆๆ เดินแป๊บๆก็ถึง...ซึ่งมันไกลมาก...บางช่วงชัน 555 ถ้าสมรรถนะร่างกายไม่แข็งแรงพอ โปรดใช้วิจารณญาณในการเชื่อเด็ก ขนาดกอล์ฟสายวิ่ง ยังบอกว่า ไกลมากพี่

หมาที่ไม่หลุไม่เห่าคน ใจดี

หลายมื้อของอาหาร วัตถุดิบได้ขอจากชาวบ้านในชุมชน เช่น มะกะกอ กระเพรา ใบมะกรูด ซึ่งหลายๆคนยินดีให้ไปเก็บมาทำกิน

กล้วยลูกโตอวบ มีกินทุกวัน...นี่ก็ต้นถั่วดาวอินคา

น้องโอ๊ตบอกว่าพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) เป็นโสด...ฉันเลยขออาสาเป็นคนไปขอของมาทำกิน ...แผนเริ่มมา 

โอ๊ตบอกว่าพี่เพิ่งมาเดี๋ยวหนูจะพาไป ฉันบอกไม่ต้องพี่ไปเองได้...พี่เกิดมานานแล้ว 555 ให้โอกาสพี่เถอะ

สรุปว่าโอกาสไม่เป็นใจ   พ่อหลวงปลอดภัย  เพราะเราไปเป็นคณะ นอกจากขอมะละกอแล้ว ยังเป็นการไปขอข้อมูลอีกด้วย

น้องหลายคนบอกว่าคืนสุดท้ายในค่าย ไปกางเต้นท์นอนดูดาวบนม่อนจานบินกันเถอะ อากาศเย็นๆ ดาวสวยๆ 

ไม่อยากทวงสัญญา และพูดว่าการพูดไม่จริงเป็นบาป 555 เพราะว่าคืนสุดท้ายนศ.ทั้งหมดยังนั่ง Present งานกับอาจารย์อยู่เลย 

แถมส้วมที่รองรับคนแปลกหน้าถึง 10 คนมายาวนานถึง 10 วัน มาเกิดอาการส้วมเต็มอีก ทั้งเครียดทั้งฮา  มีขำ ถึงขั้นแปะป้าย...ขออภัยส้วมเต็ม 

จึงเป็นเหตุให้ดึกๆ ในคืนสุดท้าย และรุ่งสางจะเห็นแสงไฟของคณะเราวิบวับๆ  สลับกันเดินไปขอใช้ห้องน้ำของชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง...การทำงานเป็นทีม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การมีน้ำใจ มาเต็มๆ

พูดถึงห้องน้ำแล้วก็จะอดพูดถึงการอาบน้ำไม่ได้ ...เราอาบน้ำเย็นกันค่ะ บางคืนอุณหภูมิ 13 องศา และกว่าจะได้อาบน้ำก็หลัง 4 ทุ่ม  แต่ละคนก็สามารถอาบมันไปได้  หนาวววววววววมากกกกกกกกกกกกกก  เชื่อว่าถ้าอยู่เมืองอุณภูมิแบบนี้คงใช้บริการน้ำอาบจากเครื่องทำน้ำอุ่นเป็นแน่แท้  ราดน้ำแต่ละขันอิป้าอยากจะกรี๊ดแต่เกรงใจอาจารย์อ่ะนะ

และสิ่งที่จินตนาการว่าจะไปนั่งผิงไฟ จิบกาแฟ ดูดาวเกลื่อนฟ้า  มันหายไปหมด---จะให้อิป้าไปทำกิจกรรมกับใคร หนาวๆ ก็หนาว... นอนดีกว่า

เครื่องทำน้ำอุ่นสไตล์แม่หลุ  แม่หลุมินิมอล

สำหรับฉันแม้ไม่ได้ร่วมกิจกรรมทำอาหารให้เด็กๆและคนในหมู่บ้านกิน แต่ฉันก็มีเพื่อนเล่นเป็นเด็กๆ ที่สนุกกับหุ่นมือที่ยืมไปจากบ้านชีวาศิลป์...เสียงจากน้องคนหนึ่งบอกว่า...อยากได้ถุงมือแบบนี้นอกจากอุ่นและยังน่ารัก...อืมห์ มีความคิดสร้างสรรค์ 


เวลาสั้นๆ ของฉันและเด็กทำให้ฉันเติมเต็มตัวเอง  ขอบคุณเด็กๆบ้านแม่หลุที่มาเล่นเป็นเพื่อน

ขอบคุณอ.เศก (เศกสันต์ วิชัยพล) แห่งบ้านชีวาศิลป์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่แนะนำการทำของเล่น แค่มีกระดาษ กรรไกร และเทปกาว เสียดายอีกแระที่กิจกรรมเราเยอะ ได้แต่วาดภาพกะเล่นหุ่นมือ และฟังเรื่องเล่าของเด็กๆ ก็หมดวันแล้ว

ระหว่างการเดินทางและระหว่างที่อยู่บนแม่หลุ  ชีวิตของฉันเดินช้า ผิดจากกลุ่มนศ.ที่ไปเรียนหนังสือ นาฬิกาของพวกเค้าหมุนเร็วมาก เพราะพวกเค้ามีสิ่งที่ต้องทำมากมาย

ฉันอ้างถึงประโยชน์ของตัวฉัน คือไปช่วยทำครัว เผื่อพวกเค้าจะมีเวลาว่างมากขึ้น (เราจะได้สังสันท์กันมากขึ้นงัย)

ฉันเห็นการเดินช้าระหว่างการเดินทางที่มาแม่หลุ ฉันแทรกตัวนั่งกับชาวบ้านที่ใช้รถเมล์ รถโดยสาร  นั่งรอเวลารถออกมากกว่า 1 ชม.  ใช้เวลาเดินทางอีกมากโข ไม่ทันใจเหมือนรถส่วนตัว  ผ่านร้านกาแฟสดที่ได้แต่มองดู จอดได้ที่ไหนไม่ใช่รถส่วนตัวนี่...แต่การเดินช้ามันก็มินิมอล...บางอย่างมันก็ไม่จำเป็นสำหรับชีวิต...น้ำเปล่าขวดเดียวก็อยู่

กินอิ่ม(ข้าวสุก) อยู่ง่าย นอนหลับ มีห้องน้ำใช้...พอแระกับชีวิต

ของแถม...อากาศดี เพลงเพราะ มีความตื่นเต้นและท้าทาย 555

การเดินทางคนเดียว การพบปะคนแปลกหน้า...ทำให้ไม่ได้ติดอยู่กับตัวเองและหน้าจอมือถือ 

ยังเรียนรู้ได้ว่า...คนเรามีความชำนาญต่างกัน นักวิจัย นศ.ป.เอก คนของรัฐ คนทำโฮมสเตย์ คนทำรีสอร์ท คนขับรถ แม้ค้า ชาวปกากะเญอ คนทำครัว คนจุดแก๊ส คนต้มข้าวต้ม คนบดกาแฟ ล้วนมีมุมมองและความสามารถที่สามารถนำมาเชื่อมต่อร้อยเรียงเข้าด้วยกัน

555- สรุป ค่ายต้องมีฉัน!!!! 555

มันทำให้วันลาพักผ่อนน้อยวันของฉันเกิดประสบการณ์ที่มากมายในชีวิต...อยากกลับไปอีกนะ แม่หลุนี่... แต่คราวนี้จะขอไปเที่ยวเต็มๆ

และสุดท้าย ฟินนาเล่ ถ้าไม่มีสองคนนี้ พี่ก็ไม่ถึงแม่หลุ...ขอบคุณครอบครัวผช.วิทยาค่ะ

ขอบคุณภาพนางแบบ นายแบบ และขออนุญาตใช้ภาพจากโฟลเดอร์ไลน์ของพี่ปู น้องแอ้ น้องโอ๊ต น้องแขก น้องอ๊อด และน้องกอล์ฟ

---------Footnote

ค่าใช้จ่ายเขียนไว้ เผื่อประมาณการ

ค่าเครื่องบินขอนแก่นเชียงใหม่  1300 บาท

ค่ารถแท๊กซี่จากสนามบินไปท่ารถจอมทอง 150 บาท

ค่ารถเมล์เชียงใหม่-จอมทอง  34 บาท

ค่ารถสองแถวจอมทอง-แม่แจ่ม 70 บาท

ค่าสองแถวท่ารถแม่แจ่ม-ส่งที่พัก 20 บาท

ค่าที่พักจอมทอง (นอกชานมีนา) 1350 บาท

ค่าที่พักแม่แจ่ม (ขวัญหล้าโฮมสเตย์) 400 บาท

ค่าเช่ารถมอเตอร์ไซค์ (แม่แจ่ม) ครึ่งวัน 150 บาท เติมน้ำมันต่างหาก

ค่าเช่ารถไปแม่หลุ ระหว่าง 1000-1500 บาท

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โลกละไม-ใจมีสุข



ความเห็น (0)